สาทิตย์ ชี้แผนปฏิรูปประเทศเสี่ยงล้มเหลว หวั่นเป็นเพียงการเมืองประชานิยม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือถึงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 โดยเรียกร้องให้สภาและภาครัฐร่วมผลักดันแผนปฏิรูปให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แทนการยึดติดกับความขัดแย้งทางการเมือง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงวันนี้ สมาชิกในส่วนพรรคประชาธิปัตย์เรายังไม่ได้ลุกขึ้นแสดงความคิดความเห็นต่อวาระนี้เลย ผมเองเป็นคนแรกของสมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์ที่จะขออนุญาตท่านประธานได้ลุกขึ้น แสดงความคิดเห็นต่อวาระที่สภากำลังจะรับทราบในเรื่องสำคัญ นั่นก็คือรายงาน ความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในรายงานฉบับนี้เป็นรายงานความคืบหน้าของเดือนมกราคมและเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๒ ผมคิดว่าความจริงที่พี่น้องประชาชนได้รับฟังการอภิปรายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในวันนี้ คงจะทำให้หลายท่านเกิดความงงอยู่เหมือนกันว่าการอภิปรายเรื่องการปฏิรูปที่มาฟัง ความคืบหน้า ความจริงแล้วแผนการปฏิรูปประเทศเพิ่งจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาเมื่อปีที่แล้ว นับรวมจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ประมาณ ๑ ปี เป็นการรายงานความคืบหน้า ในรอบที่ ๓ รวม ๆ กันก็จะสัก ๙ เดือน ๑๐ เดือนที่ผ่านมานี้เอง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีการ ประเมินกันว่าเรื่องการปฏิรูปนี้จะล้มเหลวเอาเสียแล้วหรือไม่ อย่างไร ผมเองจึงคิดว่าจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นอภิปรายเอาไว้ เพราะไม่อยากจะเห็นเรื่องของการ ปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นความตั้งใจ ความมุ่งหวังของพี่น้องประชาชนคนในประเทศจำนวนมาก ที่อยากจะเห็นการปฏิรูปเกิดขึ้นในประเทศไทย กลับกลายเป็นเรื่องที่กลายเป็นการหยิบ ประเด็นมาต่อสู้กันในทางการเมือง ความจริงถ้าเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศ แล้วตัดความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองออกไป แล้วใช้ความเป็นประชาชนมองเข้ามาในเรื่อง การปฏิรูปประเทศ ผมว่าเราปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศเรามีปัญหาที่จำเป็นจะต้องปฏิรูปกัน ในหลายเรื่องเหลือเกิน เพียงแต่ในอดีตที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศ มันก็มักจะอยู่ในนโยบายของรัฐบาลบางชุด บางชุดก็หยิบบางเรื่องมาพูดเท่านั้น แต่บางชุด ก็ไม่ได้หยิบขึ้นมาพูดในเรื่องอะไรเลย เรื่องปฏิรูปกลายเป็นเรื่องเรียกร้องของภาคประชาชน ของภาคเอกชน ของภาคนักวิชาการ แต่ในส่วนของการขับเคลื่อนของกลไกหลักของประเทศ คือภาครัฐนั้นดูเหมือนจะไม่มีเอกภาพเอาเสียเลย จนในที่สุดก็เป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิก บางท่านได้พูดเอาไว้ว่าในช่วงปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ เมื่อมีการลุกขึ้นต่อสู้ของพี่น้อง มวลมหาประชาชน ก็ได้มีการประกาศเจตนารมณ์เรื่องการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง เกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าเราตัดความเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง มองเจตนารมณ์ของคนที่เขา เรียกร้อง เขาอยากเห็นประเทศปฏิรูปจริง ๆ เพียงแต่คนที่รับเอาเจตนารมณ์ตรงนั้นมา ปฏิบัติก็คือคณะรัฐประหารที่เรียกว่า คสช. ต้องยอมรับเหมือนกันว่าถ้าจะถามว่า ๕ ปีที่ผ่านมา คสช. รับเอาเรื่องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งไปทำในหลายเรื่องนั้นต้องยอมรับว่าไม่เป็น ที่น่าพอใจ เราอาจจะยกตัวอย่างได้หลายเรื่องครับ แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อมาจนกระทั่ง ถึงวันนี้สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องปฏิรูปที่เป็นเสมือนการตั้งโจทย์ของประเทศที่ผมคิดว่า เป็นเรื่องดี หรือเป็นเรื่องบวกของประเทศหรือของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือการระบุเรื่อง แผนการปฏิรูปประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมเข้าใจว่านี่น่าจะเป็นครั้งแรก ๆ ที่มีการเขียน เรื่องแผนปฏิรูปประเทศเอาไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ผมยังไม่สรุปว่ามันจะดี ไม่ดี มันจะนำไปสู่ความสำเร็จ หรือความล้มเหลว เพราะมันยังมีปัจจัยเงื่อนไขอีกหลายตัว ที่จะประกอบกัน และอย่างน้อยที่สุดพวกเราในสภานี้ทั้ง ๕๐๐ คน จะมีส่วนในฐานะที่เป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศที่ต้องช่วยกัน แต่งเติม ต่อเติม เสริมแต่ง ให้การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้นจริงครับ วันนี้ผมพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็น การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้นจริง ๆ ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะเป็นคนทำ เขาจะมาอย่างไร แต่วันนี้เมื่อการปฏิรูปประเทศถูกเขียนระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ วันนี้มีการออกเป็น พระราชบัญญัติว่าด้วยแผนขั้นตอนของการจัดทำเรื่องแผนปฏิรูปประเทศประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว และแผนการปฏิรูปประเทศถูกยกร่าง ขึ้นมาแล้ว ประเด็นของผมวันนี้ก็คือว่าเราจะช่วยกันทำให้เรื่องนี้มันเดินหน้าต่อไปอย่างไร ให้สมกับที่ประชาชนเขาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ ผมคิดว่าเราต้องดูที่เนื้อหาครับ ผมไปดูกฤษฎีกา ประกาศราชกิจจานุเบกษาว่าเรื่องแผนการปฏิรูปประเทศนั้นยาวมาก เข้าใจว่า ๔๐๐ กว่าหน้า ท่านเลขาธิการคงจะเห็นตรงกันกับที่ผมเห็นว่ามันยาวมากครับ แต่ถามว่า ๔๐๐ กว่าหน้าที่เขียนไว้นั้น มันสมบูรณ์แบบหรือไม่ ไม่ละครับ แต่ใน ๔๐๐ กว่าหน้านั้น มันมีการกำหนดเป้าประสงค์ กำหนดทิศทาง กำหนดเรื่องเอาไว้ ๑๑ เรื่อง ใน ๑๑ เรื่องนี้ ผมพูดได้เลยว่าครอบคลุมสิ่งที่พวกเราเรียกร้องมาทั้งหมดที่พูดกันในสภานี้ ผมอยู่สภามา ๒๔ ปี ๑๑ เรื่องนี้ผมคิดว่าครอบคลุมมากพอสมควร เรื่องใหญ่ที่สุดบางเรื่องที่ ผมสนใจ และอยากจะเห็น ได้เขียนเอาไว้บ้างแล้ว คือเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในประเทศไทย เขียนไว้ครับ แต่ประเด็นก็คือว่าในกฎหมายกำหนดแผนขั้นตอนของการ จัดทำแผนปฏิรูปประเทศไปผูกกลไกที่จะจัดทำเอาไว้ว่าเป็นเรื่องของ ๒ ส่วนเท่านั้นคือ ๑. บรรดาหน่วยงานราชการทั้งหลาย และคนตัดสินใจคือ คณะรัฐมนตรี ตรงนี้ต่างหากครับ ที่เราควรจะต้องให้ความสำคัญ ให้ความสำคัญเพราะว่าที่เรามาอภิปรายกันวันนี้ ท่านเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประทานโทษที่ท่านมานั่งฟังวันนี้ ผมว่าท่านก็ จัดการลำบากที่สมาชิกพูดแล้วทั้งหลายที่อภิปรายกันเอาไปไหน แต่ถ้าไปดูกฎหมายว่าด้วย แผนหรือขั้นตอนการจัดทำแผนปฏิรูปประเทศ คนที่ต้องเป็นหัวเรือใหญ่คือคณะรัฐมนตรี วันนี้ยังไม่เกิดนะครับ แต่ถามว่าพูดไปแล้วในสภานี้ใครต้องฟัง ผมว่าคนในสภานี้นั่นละ เพราะจะน้อยจะมากทั้ง ๓๐ กว่าคนนั้นที่ไปเป็นคณะรัฐมนตรีไปจากสภานี้ครับ จริง ๆ คนที่ อยู่โผ ครม. ควรมารับฟัง เพราะท่านจะต้องไปขับเคลื่อนแผนปฏิรูปประเทศตัวนี้ให้มัน เดินหน้าต่อ เพราะขณะนี้เหมือนกับว่าหน่วยงานราชการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องสรุปรวบรวมมา เป็นแผนแล้ว แล้วก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่ลงไปดูเถอะครับ อย่างที่เพื่อน สมาชิกอภิปรายไว้ คือมันยังไม่สมบูรณ์หลายเรื่องที่ขาด หลายเรื่องที่มันไม่ตรงกับปัญหา หรือประเด็นของเรื่องนั้น ๆ บางเรื่องอาจจะตกยุคล้าสมัยไป หรือบางเรื่องอาจจะน้อยไป งบประมาณที่เขียนอาจจะไม่เพียงพอ แต่จริง ๆ คนที่เป็นว่าที่ ครม. ทั้งหลายที่เป็น ส.ส. ในสภานี้ ถ้ารับฟังท่านจะเห็นประเด็นชัดเลยครับ แล้วพวกเราต่างเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนทั้งสิ้น ปัญหาที่เราพูดจากัน ถ้าคิดกันโดยไม่ฝักฝ่ายในสภานี้มันคือปัญหา ของประชาชนทั้ง ๗๐ กว่าจังหวัดทั่วประเทศ ๖๐-๗๐ ล้านคนมาอยู่ในสภาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อรับฟังไปแล้ว แผนปฏิรูปประเทศที่เขียนเอาไว้ ไม่ได้เขียนเอาไว้ตายตัว สามารถจะปรับปรุงแก้ไขได้ตลอดเวลา หลังจากนี้คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต้องไปแต่งตั้ง คณะกรรมการด้านต่าง ๆ ที่กำหนดเอาไว้ตามกฎหมายว่าด้วยแผนขั้นตอน และที่เขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญอย่างที่สมาชิกท่านหนึ่งประทานโทษเอ่ยนามคือ ท่านนิกรได้อภิปรายไว้ว่า กรรมการหลายชุดนั้นลาออก ขาดไปบ้าง ไม่ครบบ้าง ตัว ครม. ชุดนี้จะต้องไปเติมให้เต็ม พอไปเติมให้เต็มแล้ว ก็จะต้องมีการปรับปรุงแผนอีก ๓ เดือนมาเจอกันใหม่ในสภานี้ เรื่องปฏิรูปไม่เสร็จวัน ๒ วัน หรือ ปีหนึ่งแน่นอนครับ แต่การตั้งโจทย์แบบนี้ต้องตั้งให้ถูก เมื่อเราพิจารณาแผนปฏิรูปประเทศโดยตัดอคติทางการเมืองออกไปแล้ว เราจะสามารถมี จิตใจที่เป็นของประชาชนที่หยิบเอาปัญหานั้น ๆ มาอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศได้ครับ นี่เป็น ประเด็นใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ไปผมคาดว่าอย่างน้อยที่สุด ถ้าเป็นไปอย่างที่มีข่าว ก็คือประมาณกลางเดือนหน้าเราจะมีคณะรัฐมนตรี หลังจากถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ท่านจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภานี้ ในเวลานี้ผมเข้าใจว่ามีคณะที่ยกร่างนโยบายของ รัฐบาลตรงนี้ละครับสำคัญที่อย่างน้อยที่สุดในหลายเรื่องที่อยู่ในแผนปฏิรูปประเทศจะต้องถูก หยิบเอาไปเขียนในนโยบายของรัฐบาลด้วย ดังนั้นเสียงที่เราพูด ปัญหาที่เราสะท้อน ประเด็น ที่เรานำเสนอไม่ควรจะศูนย์เปล่าครับ ควรจะไปถึงชุดที่มีการร่างนโยบายรัฐบาลด้วย เพราะนั่นจะสะท้อนกลับมาสู่รัฐสภานี้ให้มีการอภิปรายนำเสนอ เสนอแนะ หรือติติงหรือ วิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง แต่การจะทำให้แผนปฏิรูปประเทศซึ่งจะต้องปรับปรุงต่อไป หรือวิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง แต่การจะทำให้แผนปฏิรูปประเทศซึ่งจะต้องปรับปรุงต่อไป ในวันข้างหน้ามันประสบความสำเร็จได้ ผมก็มีข้อกังวลครับท่านประธานครับ ที่อยากจะบอก เรื่องนี้อาจจะฝากท่านเลขาธิการไปจนกระทั่งถึงคนที่จะมาเป็น ครม. ในชุดหน้าก็คือ เมื่อตัว กฎหมายก็ดีรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ก็ดีออกแบบเรื่องการปฏิรูปประเทศโดยฝากไว้กับ ภาคราชการเป็นหลัก สิ่งนี้อาจเป็นปัญหาได้ครับ เพราะบางทีแนวคิดของราชการนั้นอย่างที่ เรารับรู้กันก็คือเป็นแนวคิดที่พยายามบริหารกฎเกณฑ์กฎหมายระเบียบของตัวเองเป็นหลัก โดยลืมดูอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าคนที่ เป็นว่าที่ของคณะรัฐมนตรีอยู่ในรัฐสภานี้ได้รับฟังการอภิปรายวันนี้ผมคิดว่า ปัจจัยแรกที่จะ ทำให้แผนปฏิรูปประเทศมันตรงจุดจริง ๆ มันไปได้จริง ๆ แล้วไม่กลายเป็นแผนที่ ส่วนราชการบางส่วนอาจจะถือโอกาสเป็นแผนของบประมาณโดยอ้างว่านี่คือเรื่องแผนปฏิรูป ประเทศแล้ว ตัวรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทั้งหลายควรจะเป็นผู้นำทางด้านนโยบายหรือการ ปฏิรูปเสียเองในกระทรวงนั้นแล้วหยิบประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจากันในกระทรวงนั้น ๆ เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของระบบราชการที่ต้องให้ความสำคัญกับภาคประชาชนและ ความต้องการของชาวบ้านมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในหลายปีที่ผ่านมาครับ นี่คือเงื่อนไขหลัก ของการปฏิรูปที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ ผมจึงบอกว่าการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่องของ แผนปฏิรูปประเทศครั้งนี้มันเหมือนตั้งโจทย์ครับ วันนี้สภาต้องช่วยกันทำให้โจทย์นี้มันเป็น โจทย์ที่ตรงกับโจทย์ปัญหาของคนทั้งประเทศจริง ๆ ทั้ง ๑๑ เรื่องนี้ยากครับที่เราสามารถจะ พูดได้คนเดียวหรือทำความเข้าใจโดยละเอียดได้แต่โดยคนเดียวโดยลำพัง ลำพัง ๔๐๐ กว่าหน้า รายละเอียดก็เยอะนะครับ แล้วหลายเรื่องถ้าผมลงไปดูแล้วมันไม่สมบูรณ์จริง ๆ ท่านเลขาธิการครับ เช่น บางเรื่องนี่ยังไม่รู้เลยว่าใครทำ จริง ๆ บางเรื่องระบุไว้แล้ว เช่น ในเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ กรณีเรื่องธนาคารที่ดินในแผนนี่ท่านไปเขียนเอาไว้ว่า ให้กระทรวงการคลังดำเนินการแล้วให้จบภายในไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๖๑ ตอนนี้ผ่านมา ปี ๒๕๖๒ แล้ว ทั้งที่ความจริงเราก็รู้อยู่ว่าธนาคารที่ดินผมเป็นคนหนึ่งที่ผลักดันในเวลานั้น ช่วงที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เราตั้งเป็น องค์การมหาชนแล้ว เพียงแต่ขับเคลื่อนดำเนินการต่อไปอย่างไรเท่านั้น ผมยกตัวอย่างเล็ก ๆ ว่าประเด็นเหล่านี้มันอาจจะมีอีกในแผนปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ แต่เราต้องหยิบขึ้นมา เพื่อทำให้สิ่งเหล่านี้มีความสมบูรณ์ในตัวแผนของมันเองจะตั้งงบประมาณก็ดีจะทำโครงการ ก็ดีมันจะได้ตรงจุดมากขึ้น แล้วจะได้ตอบสนองเจตนารมณ์ประชาชนที่อยากเห็นการปฏิรูป ประเทศที่เกิดขึ้นจริงจัง ผมว่าประเทศเราขัดแย้งกันมา ๑๐ กว่าปีนี้ การต่อสู้บนท้องถนน หลายครั้งที่เกิดขึ้นเราสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชนคนบริสุทธิ์ไปทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ บ้านเมืองทุกครั้งเสียโอกาสไปทุกครั้ง เรายังหวังว่าหลังการรัฐประหารครั้งนี้เมื่อมีรัฐสภา เกิดขึ้นเราจะเป็นตัวแทนของประชาชนจริง ๆ ที่หยิบเอาปัญหาประชาชนมาพูดจากันใน รัฐสภาแห่งนี้ ผมว่านี่จะเป็นโอกาสเรื่องของการปฏิรูปที่เราช่วยกันชี้แนะ แล้วผมว่าถ้าเรา ชี้แนะกันแบบนี้ท่านเลขาธิการสามารถที่จะจัดการเอาเรื่องไปสู่ ครม. ชุดใหม่ไปสู่คนที่ร่าง นโยบายรัฐบาลชุดใหม่และไปสู่ ครม. ในเวลาที่จะต้องมีการประกาศหาคนที่มาเป็น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ มันก็จะสมบูรณ์มากขึ้น แผนปฏิรูปนี้ใหญ่มากนะครับ แม้ว่าส่วนหนึ่งต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์แต่มันผูกพันไปถึงแผนสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ มันผูกพันไปถึงแผนบริหารราชการแผ่นดินซึ่งรัฐบาลทุกชุดจะต้องทำภายหลัง จากเข้ารับตำแหน่งแล้ว แล้วมันผูกพันถึงการจัดงบประมาณที่สำนักงบประมาณจะต้อง จัดด้วย เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าเรื่องนี้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่สำนักงบประมาณจะต้องจัดด้วย เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าเรื่องนี้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และเรียกร้องให้ประเทศนี้มีการปฏิรูป ก็อยากจะฝากประเด็นเหล่านี้เอาไว้ เพื่อที่จะให้ รัฐสภาแห่งนี้ได้สะท้อนปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนเพื่อตั้งโจทย์ การปฏิรูปประเทศให้ถูกต้อง ตัดความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองออกไป แล้วนั่นล่ะครับ การปฏิรูปจึงจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ