ไกลก้อง ไวทยการ ตั้งข้อสังเกตถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การเปิดเผยข้อมูลดิจิทัล และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ที่ยังดำเนินไปอย่างล่าช้าเนื่องจากกฎหมายขาดมาตรการบังคับใช้และบทลงโทษที่ชัดเจน พร้อมแสดงความกังวลต่อการจัดตั้งหน่วยงานภายใต้กรอบไซเบอร์ซิเคียวริตีเอเจนซีที่อาจขยายบทบาทไปสู่การควบคุมเนื้อหาสื่อ ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เดิม จึงเรียกร้องให้เร่งผลักดันการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะผ่านกฎหมายและดิจิทัลแพลตฟอร์มโดยไม่ต้องร้องขอ เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานสภา ผม ไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อครับ ผมขออนุญาตท่านประธานจะเรียนอภิปรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความคืบหน้าของการ ดำเนินการตามแผนปฏิรูปตามมาตรา ๒๗๐ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไว้ ๓ ประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางพรรคอนาคตใหม่และทีมงานพรรคอนาคตใหม่ที่มีนโยบาย เรื่องโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open government) หรือว่ารัฐเปิดเผยสนใจนั่นก็คือเรื่องของ ประเด็นของอี-กัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ประเด็นของรัฐบาลดิจิทัล และการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสาร ผมขออนุญาตที่จะอ่านเอกสารท่านประธานครับในเอกสารประกอบ การรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ หน้าที่ ๙ ด้านเศรษฐกิจ ข้อ ๔ ปฏิรูปกระบวนการทำงานของภาครัฐเป็น อี-กัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) นั่นก็คือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาให้บริการภาครัฐ ซึ่งข้อนี้ มีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาปรับใช้ในการบริการ ประชาชน การบริหาร การจัดการภาครัฐ ขออ่านโดยย่อแค่นี้นะครับ แล้วก็พูดถึงพื้นที่ การทำงานคือทุกส่วนราชการครับท่านประธาน หน่วยงานที่รับผิดชอบตามแผนก็คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็นคนรับดำเนินการ ในรายงาน ๓ เดือนบอกว่าสิ่งที่ได้มาก็คือการเปลี่ยนชื่อร่าง พ.ร.บ. เปลี่ยนชื่อเป็น ร่างพระราชบัญญัติการบริหารงานและการบริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งในความ เป็นจริงแล้วสถานะปัจจุบันของพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐ ผ่านระบบดิจิทัลมีผลบังคับใช้แล้วนะครับ ประกาศใช้ในราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ภาพรวมของพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือว่าก้าวหน้าและเป็น รากฐานของการนำไปสู่รัฐบาลดิจิทัลได้ รวมถึงเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นเรื่องที่ผมสนใจอยู่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่มีอยู่ในกลไกดังกล่าวในพระราชบัญญัติฉบับนี้บอกว่า ให้มีการจัดทำแผนระดับชาติในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล มีคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล องค์การมหาชน สนับสนุน การดำเนินงานตามกฎหมายนี้ให้มีธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำ ข้อมูลและบริการในรูปแบบดิจิทัล ให้มีการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในรูปแบบดิจิทัลหรือเรียกว่า โอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ดาตา (Open government data) และให้หน่วยงานของรัฐ แลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน มีศูนย์การแลกเปลี่ยนข้อมูล อันนี้เป็นกลไกต่าง ๆ ที่จะสร้างรัฐบาลดิจิทัล แต่เมื่อไปดูถ้อยคำในกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนของอำนาจ ของคณะกรรมการพัฒนาดิจิทัล คณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่จะตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็จะเห็นว่ามีเรื่องของการเสนอแนะนโยบาย การจัดทำแผนธรรมาภิบาล การกำหนด มาตรฐาน การกำหนดแนวทาง การเสนอ ครม. ให้มีการปรับปรุงกฎหมาย การนำแนะหน่วยงาน ภาครัฐจะดำเนินการอย่างไรให้เกิดรัฐบาลดิจิทัล กำกับดูแลหน่วยงานภาครัฐ กำกับติดตาม การดำเนินงานของศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูล ออกระเบียบประกาศ และอื่น ๆ ตามที่ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ซึ่งตรงนี้ก็คืออำนาจหน้าที่ที่ในกฎหมายให้ไว้ ซึ่งดูแล้วเป็นอำนาจในเชิงการให้คำแนะนำเป็นหน้าที่ในเชิงการให้คำแนะนำและขอความ ร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ท่านประธานครับ การออกกฎหมายให้หน่วยงานทั้งหลาย ปฏิบัติตามและมุ่งไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หรือรัฐบาลดิจิทัล ต้องการมาตรการ ในการบังคับใช้มากกว่านี้ครับ ในกฎหมายไม่ได้บอกว่าหากหน่วยงานราชการไม่ปฏิบัติตาม จะส่งผลอย่างไร ไม่มีบทลงโทษต่าง ๆ อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นนะครับ เมื่อไม่มีมาตรการในการ กำกับดูแล ไม่มีมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายก็อาจจะเกิดว่าไม่ปฏิบัติตามแผน รับทราบแผนแต่อาจจะไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนในปฏิบัติหรือว่าไม่มีประสิทธิภาพในการ บังคับใช้ให้เกิดการเป็นรัฐบาลดิจิทัล ผมอยากจะขอยกตัวอย่างกรณีเรื่องของการทำเรื่องของรัฐบาลดิจิทัล หรือว่ารัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) มาสักนิดหนึ่ง นั่นคือเมื่อ เมื่อปีที่แล้ว ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้คำสั่งนายกรัฐมนตรีในเรื่องของการยกเลิกสำเนาเอกสาร ต่าง ๆ ในการติดต่อราชการ แต่ในความเป็นจริงแล้วการที่จะเชื่อมโยงข้อมูลเรื่องของสำเนา เอกสาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ต้องมีการทำข้อตกลง กับสำนักทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง ซึ่งยังมีหน่วยงานอีกหลายหน่วยงาน เป็นหน่วยงานภาครัฐนับหมื่นหน่วยงานยังไม่ได้ทำข้อตกลงนี้รวมทั้งยังไม่มีเครื่องอ่าน สมาร์ตการ์ด (Smart Card) หน่วยงานที่มีปัญหามากที่สุดคือหน่วยงานภายใต้ กระทรวงศึกษาธิการครับ ถ้าวันนี้ท่านประธานไปถามผู้ปกครองในโรงเรียนต่าง ๆ ก็จะทราบว่าการติดต่อราชการในโรงเรียนยังต้องใช้สำเนาเอกสารต่าง ๆ อยู่นะครับ ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องของการติดตามเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ รวมถึงว่าผู้นำรัฐบาลก็ต้อง เข้าใจความเป็นดิจิทัลด้วยว่าเมื่อสั่งไปแล้วจะดำเนินการและติดตามงานนี้อย่างไร ดังนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องของการเป็น อี-กัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ วางแผนไว้ในควิกวิน (Quick Win) แล้วเอาเรื่องของ พ.ร.บ. ขอเรียกสั้น ๆ พ.ร.บ. รัฐบาล ดิจิทัล เข้ามาก็น่าจะใช้ระยะเวลาพอสมควร ไม่ได้เป็นควิกวิน (Quick Win) อย่างที่ว่าไว้ นั่นก็คือเรื่องของการที่จะเห็นผลเร็วเพราะว่าต้องทำแผน ต้องเรื่องของกำกับดูแลสร้าง มาตรฐานต่าง ๆ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เห็นว่าถ้าจะบอกว่าควิกวิน (Quick Win) ในแผนปฏิรูป ประเทศ เรื่องนี้น่าจะไม่ใช่
อีกประเด็นหนึ่งผมขออนุญาตไปที่หน้า ๑๕ ของเอกสารประกอบเป็นเรื่อง ของสื่อมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ท่านประธานครับ ในข้อ ๓ โครงการหรือกิจกรรม ที่เรียกว่าควิกวิน (Quick Win) ในเรื่องนี้เป็นการจัดตั้งส่วนงานหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ในการประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ทั้งในและต่างประเทศให้มีลักษณะ เป็นออฟฟิเชียล พอยต์ ออฟ คอนแทกต์ (Official point of contact) นั่นก็คือหน่วยงาน กลางที่จะเป็นหน้าที่ติดต่อประสานงาน วัตถุประสงค์ในสาระสำคัญนั้นก็คือสร้างระบบ ประสานงาน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐก็คือ (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม) กับสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ โดยการจัดตั้งส่วนงานหรือส่วนงาน ที่จะทำหน้าที่ประสานงานให้มีรูปแบบที่ชัดเจนในลักษณะที่เป็นออฟฟิเชียล พอยต์ ออฟ คอนแทกต์ (Official point of contact) แล้วก็หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในสถานะก็คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินงาน จัดตั้งสิ่งที่เรียกว่าไซเบอร์ ซิคิวริตี เอเจนซี (Cyber Security Agency) หรือว่าหน่วยงาน ที่จะดูแลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โดยต้องอาศัย พ.ร.บ. ว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นที่ถกเถียงกันมากในภาคประชาชนว่าจะมีการใช้ อำนาจที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะการที่พูดถึงเรื่องความมั่นคงไซเบอร์ กับความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงนั้นก็คือเรื่อง ของการประสานงานผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) นั่นก็คือผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ เรื่องสื่อจะเน้นหนักในเรื่องคอนเทนต์ (Content) ถ้าพูดถึงสื่อออนไลน์เราจะพูดถึงเรื่องของ กระดานข่าว เรื่องของสื่อโซเชียล มีเดีย (Social Media) ซึ่งถ้าสังเกตว่าดูที่รายงาน อย่างเช่น ขออนุญาตเอ่ยชื่อบริษัทเฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) เขาจะออก รายงานชื่อเป็นรายงานความโปร่งใสบอกว่ารัฐบาลขอข้อมูลอะไรบ้างในแต่ละปีนะครับ ซึ่งในนั้นก็จะเป็นเรื่องของเนื้อหาทั้งนั้น แต่ว่าพอมาดูในเรื่องของ พ.ร.บ. การรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เน้นหนักที่การรักษาความมั่นคงของระบบสารสนเทศของระบบ สาธารณูปโภคที่สำคัญต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบโทรคมนาคม ระบบการเงิน สาธารณสุข ดังนั้นเป็นเรื่องของระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ได้เรื่องของการดูแลเนื้อหาแต่อย่างใด ซึ่งทั้งการเอา หน้าที่ในเรื่องของการดูแลเนื้อหาเข้ามาอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับอำนาจหน้าที่ของไซเบอร์ ซีเคียวริตี เอเจนซี (Cyber Security Agency) แห่งนี้ หรือว่าที่จะตั้งขึ้นมาเรียกว่า สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้ และรวมทั้งถ้าจะเอาเรื่อง หน้าที่ของสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มายุ่งกับเรื่องสื่อก็จะเป็นเรื่องที่เราเป็นห่วงว่า จะไม่ดูแลเฉพาะเรื่องของระบบเป็นเรื่องของเนื้อหาด้วย
ส่วนอันที่ ๓ ในส่วนของหน้า ๒๐ ข้อสุดท้าย ในเรื่องของการป้องกัน ปราบปรามการทุจริต ในเรื่องนี้ในข้อ ๓ ก็คือการรณรงค์ให้ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาสังคมช่วยกันเฝ้าระวังต่อต้านการทุจริต เรื่องนี้ในสาระสำคัญบอกว่าผลักดัน กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารสาธารณะภายใน ๒ ปี แล้วก็ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยไม่ต้องร้องขอ และเร่งรัดให้มีดิจิทัล แพลตฟอร์ม (Digital Platform) นั่นก็คืออาจจะ เป็นแอพพลิเคชัน (Application) หรือเว็บไซต์ (Website) ในการทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูล สาธารณะ เรื่องร้องเรียน การให้บริการประชาชนรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลการร้องเรียน หน่วยงานที่ดำเนินการตามแผนก็คือสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม สถานะตอนนี้ก็คือให้สำนักงาน ป.ป.ท. หรือว่าคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐร่างกฎหมายเสร็จ ตอนนี้ร่างกฎหมายเสร็จแล้ว เสนอ ครม. อยู่ อย่างนี้ครับท่านประธานครับ ในความเป็นจริง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ของราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นร่าง พ.ร.บ. นะครับ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไปเมื่อ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ แล้วก็ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบไปพิจารณา ดำเนินการต่อไป แต่ว่าเรื่องนี้มีประวัติศาสตร์ยาวไปถึงปี ๒๕๕๙ เริ่มตั้งแต่สมัยตั้งสภาปฏิรูป แห่งชาติพยายามที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่จะตั้งใจใช้แทน พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ล้าสมัยไปแล้ว แล้วก็ลักษณะ ของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนเปลี่ยนไปมากแล้ว ก็คือใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ต่อมาเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติหมดหน้าที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปเข้ามาทำหน้าที่แทนที่ ก็แปรญัตติในเรื่องของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะไปหลายเรื่องนะครับ โดยเฉพาะ เรื่องของการเปิดเผยข้อมูล แทนที่จะเปิดเผยโดยไม่ต้องร้องขอ ก็ให้ประชาชนร้องขอไปแทน ซึ่งอันนี้หลักการก็เปลี่ยนไป แทนที่จะเปิดเผยทั้งหมดก็คือปกปิด จะเปิดก็ให้ร้องขอ แล้วก็ภายหลังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักงานข้อมูลข่าวสารก็มาเสนอ ร่างปรับปรุง ดังนั้นจะเห็นว่าการปฏิรูปในด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารค่อนข้างจะวน อยู่ในอ่าง คือ ๔ ปีผ่านไป ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ อาจจะเป็นปลายปี ๒๕๕๘ ที่ทำงานมา ไม่ได้ มีความคืบหน้าทางด้านนี้เลยทั้ง ๆ ที่ร่าง พ.ร.บ. ก็ออกมาแล้ว จริง ๆ แล้วตอนนี้มีร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งเรียกว่าร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ อีกฉบับหนึ่งเรียกว่าร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารทางราชการรอการพิจารณาอยู่นะครับ ดังนั้น ก็จะเห็นว่าทั้ง ๒ ร่างมีแนวคิดที่จะเปิดข้อมูลข่าวสาร ปฏิรูปการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ให้ประชาชน ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. มีปัญหาเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมาก โดยเฉพาะเรื่องของภาคประชาสังคมที่ทำงานเรื่องของการต่อต้านคอร์รัปชัน เช่นการเข้าถึง ทีโออาร์ (TOR) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ นั่นก็คือขอบเขตการจ้าง อย่างเช่น การประมูลเรื่องของร้านค้าปลอดภาษีของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือว่าจะเป็นเรื่องของการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ที่มีลักษณะที่มีระเบียบ ที่เปิดเผยในเว็บไซต์ (Website) ๑๘๐ วัน เปิดเผยที่สำนักงาน ๓๐ วัน ผมจะขออนุญาต ขอเวลาอีกนิดหนึ่งเพื่อสรุปสั้น ๆ ว่าตัว พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารที่ผ่านมา ๔ ปีของการทำงาน ของการปฏิรูป ไม่ว่าจะสภาปฏิรูป สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นับ ๑ ใหม่ตลอด จนถึงวันนี้ก็มานับ ๑ ใหม่ที่รายงานความคืบหน้าปฏิรูปครั้งนี้ โดยเอาร่างของ ป.ป.ท. มารอ ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ดังนั้นสิ่งที่ท่านเรียกว่าควิกวิน (Quick win) หรือว่าทำได้เร็ว ไม่ซับซ้อน เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่เห็นในรายงานฉบับนี้ไม่มีควิกวิน (Quick win) ใด ๆ ที่ผมเห็นเลยนะครับ เป็นการใช้ทรัพยากรของประเทศแล้วก็เสียเวลาของประเทศ ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสได้อภิปราย ขอบคุณครับ