รงค์ บุญสวยขวัญ หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นระบบตามกรอบรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าการปฏิรูปไม่ใช่เพียงแนวคิดชั่วคราวแต่เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและวัดผลได้ จึงเสนอให้ปรับปรุงรายงานความก้าวหน้าให้โปร่งใส มีข้อมูลเชิงประจักษ์ กลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับชาติ พร้อมเรียกร้องให้มีการรายงานต่อสภาทุกสามเดือนและเพิ่มบทบาทของสื่อ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างยั่งยืน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครศรีธรรมราชขอบคุณท่านประธานและสภาที่ให้โอกาสในการได้เสนอแนะรายงาน แผนปฏิรูปนะครับ ผมมีสัก ๒ ประเด็น ครับ
ประเด็นแรก ผมคิดว่าวันนี้เวลาพูดถึงการปฏิรูป สำหรับผมที่เป็นนักการเมือง ที่มาจากโลกนักวิชาการ ผมมีความสุขที่จะได้สอนลูกศิษย์ก่อนที่จะมาเป็นนักการเมือง บอกว่าวันนี้บ้านเราเมืองเรามีโอกาสแล้ว บ้านเราเมืองเราเดินไปอย่างมีเป้าหมาย บ้านเรา เมืองเรามีเป้าชัด มีวิชัน (Vision) มีอะไรที่จะบรรลุชัดเจน มีภาพของมันที่เราเรียกว่าวิชัน (Vision) มีเวลาที่จะบรรลุว่า ๒๐ ปี ๑๕ ปี ๑๐ ปี หรือ ๕ ปี สิ่งเหล่านี้มันบรรจุอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ตรงนี้มันเป็นหลักประกัน เพราะฉะนั้นคำว่าปฏิรูปจึงเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับผม ผมคิดว่าเวลาพูดถึงการปฏิรูปมันไม่ใช่คำที่ผุดกันขึ้นมาในช่วงของความแตกแยก ทางการเมือง ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราไปตรวจสอบเรื่องการพัฒนา ประเทศ ศาสตราจารย์คนหนึ่งอดีตเป็นอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ยังพูดถึง รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปเป็นรูปแบบหนึ่ง สำหรับผม ผมเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ สามารถนำไปปฏิบัติได้นะครับ แล้วรัฐธรรมนูญก็เอามาใส่ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใส่ไว้ ทั้งยุทธศาสตร์ ใส่ไว้ทั้งในแผนปฏิรูป ใส่ไว้ทั้งใน มาตรา ๖๕ และในหมวด ๑๖ มาตรา ๒๕๗ อันนี้ผมคิดว่าไปได้
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ และท่านเลขาธิการในฐานะที่เป็นตัวแทน ฝ่ายบริหาร ผมดูรายงานความคืบหน้า ผมก็บอกว่าผมมาจากโลกวิชาการ เวลาเขาเสนอ รายงานความก้าวหน้าในรอบ ๓ เดือนครั้งหนึ่ง รอบ ๓ เดือนครั้งหนึ่ง รอบ ๓ เดือนครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ เป็นครั้งแรกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ เพราะฉะนั้น ความก้าวหน้าเราจะไปบอกเบื้องต้นว่าวันนี้สำเร็จหรือล้มเหลว ผมคิดว่าตรงนี้ยังไม่แฟร์ (Fair) แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายที่จัดทำ ฝ่ายเลขาธิการหรือฝ่ายรัฐบาลควรจะมีข้อมูล เชิงประจักษ์คร่าว ๆ ในรอบ ๓ เดือน หรือในรอบ ๙ เดือนที่ผ่านมา เพราะมันรายงาน มาแล้ว ๓ ครั้ง มันมีอะไรเป็นตัวเลขอย่างไร ข้อมูลเชิงประจักษ์จึงเป็นข้อมูลที่ขจัดความเบี่ยงเบน หรือเป็นข้อมูลที่เราสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ตรงกันมากกว่าจะเป็นข้อมูลเชิงพรรณนา เพราะฉะนั้นเวลาดูรายงานความก้าวหน้าในรายงานนะครับ หรือรายงานความก้าวหน้าที่ เสนอมารายงานนี้ผมก็จะไปดูครับ ดูว่ารายงานในเรื่องอะไรบ้าง รายงานเรื่อง ๑๖ และ ๑๑ ด้าน ใน ๑๑ ด้าน ผมก็อยากจะดูว่าใน ๑๑ ด้านเป้าประสงค์ก็ดี หรืออาจจะชื่อว่าผลก็ดี หรือเป้าหมายก็ดี ในอีก ๑๑ ด้านมันเป็นอย่างไรนะครับ ๑๑ ด้านเป็นอย่างไรนะครับ มโนทัศน์ที่เขียนไว้ในแต่ละด้านของ ๑๑ ด้านพรรณนาไว้อย่างไร แต่เรื่องใหญ่วันนี้ที่ผมคิดว่า ยังไม่หนำใจในฐานะสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรก็คือว่า ทั้ง ๑๑ ด้านในมโนทัศน์ที่เรา จะบรรลุ แต่ว่ากระบวนการในการขับเคลื่อนหรือขั้นตอนหรือกลไกกระบวนการ ในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายทั้ง ๑๑ ด้าน ผมคิดว่าตรงนี้สำหรับผมยังไม่หนำใจ และคิดว่ายังต้องปรับปรุงในฐานะฝ่ายบริหารหรือสำนักงานเลขาธิการผมยังเห็นว่าโครงการ ตามควิกวิน (Quick Win) ไม่ใช่ทั้งหมดของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปประเทศมันต้องทำให้ใหญ่ และทำให้เต็มทุกองคาพยพของประเทศนี้ ผมเห็นกรอบในรายงานนี้บอกว่าในระดับชุมชนมีไว้ ในระดับประชาชนระดับแรก ระดับชุมชนระดับท้องถิ่นเป็นระดับที่ ๒ ระดับภาคธุรกิจเป็นระดับที่ ๓ ระดับภาครัฐ เป็นระดับที่ ๔ ระดับภาคระดับประเทศเป็นระดับที่ ๕ ทุกระดับอันนี้มันมีกลไกมีกระบวนการ หรือมีขั้นตอนอะไรในทั้ง ๑๑ ด้าน ตัวรายงานตัวนี้มันควรจะมีเขียนสาระสำคัญ อาจจะไม่ต้องลงในรายละเอียดของโครงการ ถ้าทางฝ่ายบริหารโดยเลขาธิการส่งโครงการ ขึ้นมาก็ไม่แปลกเลยที่มีสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะอภิปรายโครงการซึ่งโครงการหนึ่งโครงการ ก็ไม่อาจจะขับเคลื่อนการปฏิรูปในแต่ละด้านอยู่แล้ว เพราะหนึ่งโครงการมันไม่อาจจะมีพลัง เพียงพอในการที่ขับเคลื่อนประเทศ หรือด้านนั้นให้บรรลุเป้าหมาย หรือบรรลุวัตถุประสงค์ แม้กระทั่ง ๕ ปีข้างหน้าก็ตามที ดังนั้นนะครับท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ในตัวรายงานผมอยากเห็นในโอกาสต่อไปว่ากลไกกระบวนการ ในการขับเคลื่อนทั้งระดับประชาชนจนถึงระดับประเทศแล้วไปสัมพันธ์กับ ๑๑ ด้าน ตามแผนปฏิรูปอย่างชัดเจน อันนี้มันจะทำให้เกิดการอ่านแล้วเข้าใจง่าย มันจะทำให้เกิด การอ่านแล้วเกิดความรับรู้ได้หรือเข้าใจ แล้วนำกันไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกสภา หรือบุคคลภายนอก หรือนักเรียนนักศึกษา หรือสื่อสารมวลชนหรือนักวิชาการต่าง ๆ อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ควรจะมี
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญมากในนี้พูดถึงรายงานความคืบหน้า คืบหน้าทั้ง ๑๑ ด้านแล้วก็บอกจนถึงปัญหาอุปสรรค ปัญหาอุปสรรคที่เสนอไว้ก็ยัง ไม่เพียงพอ ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญที่ผมคิดว่าในฐานะที่คนทำงานวิชาการมาก่อน และมาทำงานในทางการเมืองก็คือ ปัญหาอุปสรรคในการบริหารจัดการเป็นอย่างไรนะครับ คณะกรรมการการปฏิรูปจะผูกขาดการปฏิรูปประเทศไว้คณะกรรมการเดียว หรือคณะกรรมการทั้ง ๑๑ ด้าน ผมคิดว่าไม่มีพลัง สื่อสารมวลชนก็เป็นกลไกสำคัญที่ควรจะถูกดึงมาหรือผนวกมาในการปฏิรูป ภาคประชาชน ที่เขียนไว้ ภาคชุมชนท้องถิ่นที่เขียนไว้ ภาคธุรกิจที่เขียนไว้ ภาครัฐที่เขียนไว้ หรือระดับประเทศที่เขียนไว้ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปจะต้องพูดถึงการบริหารจัดการ ในประเด็นแรก เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการในการปฏิรูปมันจึงถูกเขียน อยู่ในรายงาน ในรีพอร์ต (Report) นี้ แล้วสามารถอ่านได้ แล้วในอีก ๓ เดือนข้างหน้าก็จะ มารายงานกันอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้ผมคิดว่าจะมีพลัง สำหรับผมนะครับท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมยังเชื่อว่า ๓ เดือนให้ทางฝ่ายบริหารมารายงานต่อสภา ชอบแล้ว ในระยะเริ่มต้นของการปฏิรูป ๖ เดือนผมคิดว่ายาว ๓ เดือนดีแล้ว แล้ว ๓ เดือน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาก็จะได้ติดตาม จะได้อภิปราย จะได้แสดงเหตุ จะได้แสดงผล ตรงนี้สำคัญนะครับ แต่ว่าตัวรูปแบบในข้อเสนอแนะเรื่องการบริหารจัดการ ต้องเอามาด้วย
ประการต่อมา การบรรลุเป้าหมาย ปัญหาอุปสรรคของการบรรลุเป้าหมาย คืออะไร เมื่อสักครู่นี้สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายก่อนจากผมก็บอกว่ามีคณะกรรมการ บางชุดยังอยู่ไม่ครบเลย ยังอยู่กัน ๒ คนเลย ผมได้ฟังคนที่เป็นกรรมการที่เหลืออยู่ ๒ คน ในบางชุดนะครับ ขออนุญาตไม่เอ่ยนามยังปรารภให้ฟังเลย แล้วจะไปได้อย่างไร อันนี้ละครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็คือกระบวนการบรรลุเป้าหมาย กระบวนการภายในทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าอยากจะเห็นในตัวรายงานนะครับ
ประเด็นสุดท้ายของผมที่ผมอยากจะแสดงความเห็นต่อท่านประธาน และต่อไปยังฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะวันนี้ท่านเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติก็คือว่าตัวรูปแบบครับ ผมคิดว่าตัวรายงานที่ท่านกำลังเขียนมีควิกวิน (Quick Win) อะไรพวกนี้ ตัวรีพอร์ต (Report) ตัวเล่มนะครับ มันเป็นเหมือนกับการรายงานของเจ้าหน้าที่ ซี ๕ ซี ๗ ชำนาญการเป็นชำนาญการพิเศษ จากชำนาญการพิเศษขึ้นไปสู่ผู้อำนวยการ จากผู้อำนวยการเป็นผู้อำนวยการสำนัก มันเป็นเหมือนกับรีพอร์ต (Report) ภายในหน่วยงาน อันนี้ผมคิดว่ามันเกินไป ขออนุญาตท่านประธานฝากไปยังท่านเลขาธิการหรือฝ่ายบริหาร ปรับตัวรายงานให้เป็นรายงานที่มันมีคุณค่าว่าท่านกำลังมาจากซีกฝ่ายบริหาร ฝ่าย ครม. มารายงานต่อฝ่ายสภา มีรูปแบบที่ไม่ใช่รายงานที่เหมือนกับรายงานในองค์กร รายงาน ในหน่วยงานของท่าน แต่เป็นรูปแบบรายงานที่อ่านแล้วเข้าใจ อ่านแล้วเห็นเป็นรูปแบบ พรีเซนเทชัน (Presentation) ที่มีความเข้าใจง่ายและสามารถเผยแพร่ออกไปได้นะครับ ผมจึงฝากประเด็นนี้
ประเด็นสุดท้ายจริง ๆ เวลาเหลือนะครับ คือว่าตัวแผนปฏิรูปตัวรายงานตรงนี้ มีกลไกอะไรบ้างที่จะยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎรได้มากยิ่งขึ้น มีกรรมการอะไรบ้าง ที่สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถเข้าไปมีส่วนหนุนเสริมหรือทำอย่างไรที่จะทำให้แผนปฏิรูป ผมคิดว่ามีคุณค่าและเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนบ้านเมืองของเรา ขับเคลื่อนประเทศชาติ ของเราอย่างมีเป้าหมายใน ๒๐ ปี ๑๕ ปี ๑๐ ปี ๕ ปี แล้วก็จะเป็นตัวแบบให้กับหน่วยงาน หรือองค์กรย่อย ๆ ในฝ่ายซีกบริหารในกลไกของกระทรวง ทบวง กรม นำไปใช้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นตัวการปฏิรูปตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นคุณค่าที่ผมคิดว่าเราควรที่จะเอาใจใส่ แล้วฝ่ายบริหารหมายถึงตัวเลขาธิการก็จะต้องปรับในส่วนตรงนั้นเพื่อที่จะมารายงานให้สภา แล้วก่อเกิดให้เห็นว่าเพเพอร์ (Paper) ชิ้นนี้ เอกสารชิ้นนี้ สาระสำคัญเหล่านี้มันเป็น สาระสำคัญที่สะท้อนความจริงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง และการเปลี่ยนแปลงอันนั้น เป็นสิ่งที่เรายั้งมันไม่ได้ครับ ผมขอขอบคุณท่านประธานสภา และขอบคุณท่านเลขาธิการ ที่ให้โอกาสนะครับ