ปิยบุตร แสงกนกกุล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายเรื่องรายงานผู้สอบบัญชีและงบการเงินสำนักงานศาลยุติธรรมปี ๒๕๖๑ โดยเน้นหลักการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุล ต่อมาชี้แจงถึงงบประมาณค่าใช้สอยที่เพิ่มขึ้น 172 ล้านบาท ซึ่งระบุว่าระเบียบจ่ายเบี้ยประชุมไม่มีฐานกฎหมายรองรับและขัดต่ออำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการ รวมถึงวิจารณ์ความเหมาะสมของระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมผู้พิพากษาว่าขัดต่อหลักกฎหมายและสร้างภาระงบประมาณ 207 ล้านบาท ในขณะที่ข้าราชการฝ่ายนิติบัญญัติกลับไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุม

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ เรื่องที่จะอภิปรายในวันนี้ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสผมในการอภิปราย เรื่องรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงาน ศาลยุติธรรมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๑ สาเหตุที่ต้องขอบคุณท่านประธาน ก็เพราะว่า การที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พูดจาอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง ของศาลนั้นสะท้อนให้ถึงว่าเรายังยืนยันเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ทั้ง ๓ ฝ่ายนี้ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ทั้ง ๓ ฝ่ายนี้ต่างก็เป็นองค์กร ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน เราเพียงแต่ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันเท่านั้นเอง และการอภิปรายวันนี้ก็เป็นหนึ่งในการทำหน้าที่ตรวจสอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าในท้ายที่สุดเรื่องนี้จะเป็นเพียงวาระแจ้งเพื่อทราบ ไม่มีการลงมติใด ๆ แต่อย่างน้อยที่สุด การอภิปรายของผมในวันนี้ก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อตัวสำนักงานศาลยุติธรรมเอง ตัว สตง. เอง และสำนักงบประมาณ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่าประเด็นที่ผมจะอภิปรายนั้นเรียนว่า ไม่มีฟุ่มเฟือย ไม่มีเยิ่นเย้อ อยู่ในประเด็นแน่นอน โดยผมจะอภิปรายเกี่ยวกับตัวรายงาน ของผู้ตรวจสอบบัญชีและตัวงบการเงินที่ส่งมาให้สภาผู้แทนราษฎร ไม่มีการอภิปรายถึงเรื่อง การวินิจฉัยคดีใด ๆ ของศาลทั้งสิ้น พูดกันด้วยเรื่องงบประมาณอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ แม้ในท้ายที่สุดเราจะไม่ได้ลงมติแต่อย่างน้อยบันทึกให้เป็นประโยชน์เผื่อหน่วยงานต่าง ๆ จะได้ใช้ต่อไป ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแบ่งแยกประเด็นในการอภิปรายเป็น ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ครับ ประเด็นแรกเกี่ยวกับเรื่องตัวความเห็นของผู้ตรวจสอบบัญชี และประเด็นที่ ๒ งบประมาณ ผมขออนุญาตพูดจำเพาะเจาะจงงบการเงิน ในส่วนที่เกี่ยวกับ ค่าใช้สอย

ขออนุญาตเริ่มประเด็นแรกก่อนนะครับ ประเด็นแรก ผู้สอบบัญชีในกรณีนี้ ก็คือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ทาง สตง. เองได้ทำรายงานของผู้สอบบัญชี เสนอต่อประธานศาลฎีกา โดยเป็นความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ความเห็นอย่างมีเงื่อนไขคืออะไร หมายความว่ารายงานการเงินของสำนักงานศาลยุติธรรมในปี ๒๕๖๑ นั้นถูกต้องตามที่ สมควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ เว้นแต่มีบางรายการที่ไม่ได้มาตรฐาน พูดง่าย ๆ ก็คือโดยภาพรวมแล้วได้มาตรฐานแต่มีบางรายการที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนที่ไม่ได้ มาตรฐานมีอะไรบ้าง เมื่อสักครู่นี้ท่านเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมก็ได้อ่านรายงาน ในส่วนนี้ไปแล้วนะครับ จากการตรวจสอบ สตง. สุ่มตรวจ ๓๖ หน่วยเบิกจ่าย จาก ๒๗๕ หน่วยเบิกจ่ายทั้งหมด ประมาณร้อยละ ๑๓ เท่านั้นเองของหน่วยเบิกจ่าย พบว่ามีปัญหาใน ๓ ข้อตามที่ท่านเลขาธิการสำนักงานได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ มีปัญหา ทั้งหมด ๓ ข้อ ผมขอสรุปสั้น ๆ อย่างนี้ว่าในทั้ง ๓ ข้อนี้ ในข้อ ๑ ที่เกี่ยวกับรายการที่มี ยอดคงเหลือตามบัญชีต่ำกว่ารายละเอียด ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ นั่นก็คือเงินสดในบัญชี รับฝากระยะสั้นมันต่างกัน ๖๗ ล้านบาท เงินสดในบัญชีฝากระยะยาวต่างกัน ๙๕ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ก็คือเงินสดมันหายไปจากบัญชี ๑๖๒ ล้านบาท ในส่วนข้อที่ ๒ คือครุภัณฑ์ ประเมินกันแล้วมูลค่ามันหายไปจากที่ควรจะเป็นประมาณ ๔๐ กว่าล้านบาท อันนี้ ก็หมายความว่าครุภัณฑ์เสื่อมค่าลงหรือครุภัณฑ์มันสูญหายไปหรือไม่ อย่างไร แล้วสุดท้าย คือเงินฝากของศาลจังหวัดนนทบุรี ๖ บัญชีนั้นมีการบันทึกไม่ตรงกับเช็คที่มีการสั่งจ่ายไป ทั้งหมดนี้เป็นความผิดพลาดบกพร่อง ในทางบัญชีนี่ผมก็ไปสอบถามผู้รู้ในทางบัญชีมา นี่คือความผิดพลาดบกพร่องที่มันค่อนข้างร้ายแรงทีเดียว เพราะว่าถึงขั้นที่ความเห็น ของผู้สอบบัญชีใช้คำว่าความเห็นอย่างมีเงื่อนไข แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านเลขาธิการสำนักงาน ศาลยุติธรรม แล้วผมเองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านให้เกียรติมาชี้แจงและตอบการซักถาม ของสมาชิก ท่านก็ชี้แจงเพิ่มเติมไปแล้วว่าทางสำนักงานศาลนั้นก็มีความพยายามที่จะแก้ไข เรื่องเหล่านี้อยู่ ทีนี้นิดเดียวนะครับท่านประธาน เรื่องเหล่านี้ผมลองเทียบเคียงดู ถ้าหากเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในตลาดหลักทรัพย์ เรื่องแบบนี้ผู้ถือหุ้นอาจจะเรียกร้องความรับผิดชอบจากคณะกรรมการบริหารได้เลย เช่นเดียวกันถ้าหน่วยรับตรวจที่ สตง. ตรวจประจำเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดี เป็นส่วนราชการต่าง ๆ ก็ดี ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรเลย ไม่แน่เหมือนกันนะครับ เรื่องลักษณะแบบนี้ที่ผ่านมาหัวหน้า คสช. ท่านอาจจะเคยใช้อำนาจตาม ม. ๔๔ สั่งไปย้าย ไปแขวนด้วยแล้วก็ได้ในเรื่องความผิดพลาดบกพร่องต่าง ๆ ในเรื่องแบบนี้ ดังนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงอยากจะตั้งประเด็นตรงนี้นิดหนึ่งตรงที่ว่าระบบ การตรวจสอบและความรับผิดชอบในเรื่องเกี่ยวกับการรายงานงบการเงินและการตรวจสอบ บัญชีนั้น ทางสำนักงานศาลยุติธรรมมีระบบการแสดงความรับผิดชอบอย่างไรในเรื่อง ที่เกิดขึ้น นี่คือประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ผมขออภิปรายจำเพาะเจาะจงไปที่งบแสดงผลการดำเนินงาน ทางการเงินในส่วนที่เกี่ยวกับค่าใช้สอย ผมก็นั่งอ่านทุกหน้าเลยนะครับเรื่องงบการเงิน ทั้งหมดของสำนักงานศาล เรียนท่านประธานครับ ลองพลิกไปดูในรายงานในหน้า ๗ ในส่วนของค่าใช้สอย ค่าใช้สอยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๐ ประมาณ ๓๓๐ ล้านบาท เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ เราก็ไปดูว่าค่าใช้จ่ายในรายการอื่น ๆ นอกจาก ค่าใช้สอยไม่ได้เพิ่มหรือเพิ่มเล็กน้อย บางรายการลดลงด้วยซ้ำ แล้วทำไมค่าใช้สอยถึงเพิ่ม ถึง ๓๓๐ ล้านบาท ผมก็เลยไปไล่ดูทีละรายการทีละรายการ เปิดไปดูในหมายเหตุ ๒๒ ซึ่งอยู่ในหน้า ๒๑ ก็จะแจกแจงรายการในแต่ละหมวดว่าค่าใช้สอยนั้นตัวไหนเพิ่มขึ้น พอผมไล่เรียงไปดูปรากฏว่ารายการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างมีนัยสำคัญคือ ค่าใช้จ่าย ในการประชุมนะครับ ค่าใช้จ่ายในการประชุมตอนปี ๒๕๖๐ งบปี ๒๕๖๐ อยู่ที่ ๒๔,๓๙๓,๑๑๖.๒๔ บาท ในขณะที่ปี ๒๕๖๑ นั้น เพิ่มขึ้นมาถึง ๑๙๖,๕๘๓,๕๙๒.๑๒ บาท เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๑๗๒ ล้านบาท ปีเดียวเพิ่มขึ้นมา ๑๗๒ ล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวกับ ค่าใช้จ่ายในการประชุม จำนวนที่เพิ่มขึ้นขณะนี้หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน ผมก็ตามไปค้นต่อว่าค่าใช้จ่ายในการประชุมมันคืออะไร ปรากฏว่ามันคือเบี้ยประชุมในการ ประชุมใหญ่ในศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ ซึ่งทางศาลออกระเบียบเริ่มจ่ายกันตั้งแต่ ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๖๐ พอเริ่มจ่ายกันตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๖๐ มันก็เดินมาเรื่อย ๆ มันเลยเข้ามาอยู่ในงบการเงิน ดังนั้นตัวเลขมันเลยเพิ่มมาถึง ๑๗๒ ล้านบาท ผมก็ตาม ไปค้นต่อว่าเอาระเบียบอะไรมาในการจ่ายเบี้ยประชุมให้กับที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา และศาลชั้นอุทธรณ์ ก็ไปพบว่าในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๐ ท่านประธานศาลฎีกาในฐานะ ประธานคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ ก.บ.ศ. ได้ลงนามประกาศในระเบียบ ว่าด้วยเบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่และการประชุมแผนกคดีในศาลฎีกาและ ศาลชั้นอุทธรณ์ ระเบียบฉบับนี้เวลาองค์กรต่าง ๆ จะออกระเบียบจะต้องมีกฎหมาย ให้อำนาจ ไม่อย่างนั้นท่านออกไม่ได้ มันเป็นไปตามลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ท่านต้องหาฐาน ทางกฎหมาย ทางพระราชบัญญัติมาให้อำนาจท่านในการออกระเบียบ ระเบียบฉบับนี้ ก็อ้างถึงมาตรา ๑๗ (๑) ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม ปี ๒๕๔๓ ในการออกระเบียบ ผมก็เลยตามไปอ่านต่อว่า มาตรา ๑๗ (๑) เขียนเอาไว้อย่างไร มาตรา ๑๗ (๑) เขียนเอาไว้ว่า ให้ ก.บ.ศ. คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีอำนาจในการ ออกระเบียบ แต่ออกระเบียบเพื่อการบริหารราชการศาลยุติธรรมเท่านั้น ทีนี้พอท่านอาศัย อำนาจตามมาตรา ๑๗ (๑) มาออกระเบียบเกี่ยวกับเบี้ยประชุมจึงมีปัญหาว่าเบี้ยประชุม ในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นการออกระเบียบเพื่อการบริหาร ราชการศาลยุติธรรมหรือไม่ ท่านประธานเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา ท่านคงทราบดีว่า คำว่า การบริหารราชการ หมายถึงอะไร มันคือการบริหารราชการชีวิตประจำวัน งานในภาคธุรการ อย่างของพวกเราถ้าเราอภิปรายกันในสภาลงมติ นี่คือการทำงานในหน้าที่ ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอันนี้คืองานบริหารราชการ ของสำนักงาน พอคำว่า บริหารราชการศาลยุติธรรม แบบนี้นั่นหมายความว่าไม่ได้เกี่ยวอะไร กับการประชุมกันเพื่อตัดสินคดี วินิจฉัยคดี แต่ปรากฏว่าระเบียบตัวนี้อ้าง มาตรา ๑๗ (๑) แล้วมาออกกำหนดให้จ่ายเบี้ยประชุม ให้กับที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ จึงมีปัญหาว่าสุดท้ายแล้วออกระเบียบ กำหนดเบี้ยประชุมมามีฐานทางกฎหมายให้ออกหรือไม่ ผมก็ตามไปเช็ก (Check) ต่อครับ มีข้อสนับสนุนเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๒ ประการ

ประการแรก ก่อนที่ท่านประธานศาลฎีกาท่านนี้จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ประธานศาลฎีกาท่านก่อนเคยมีเรื่องเข้าไปในที่ประชุมของคณะกรรมการบริหาร ศาลยุติธรรมมาแล้ว ประธานศาลฎีกาท่านก่อนท่านให้ความเห็น ในที่ประชุมรายงาน การประชุม ก.บ.ศ. ๑๕/๖๐ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๐ ท่านประธานศาลฎีกาท่านที่แล้ว ให้ความเห็นเอาไว้ว่า หากจะต้องการออกระเบียบเพื่อกำหนดเบี้ยประชุมให้กับ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ มันไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จำเป็นต้องไปแก้ กฎหมายเสียก่อน ท่านจึงไม่ยอมลงนามในระเบียบแบบนี้ ทีนี้พอท่านประธานฎีกา คนปัจจุบันเข้ารับตำแหน่ง ท่านกลับอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการศาลยุติธรรมนี้ออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมขึ้นมา ยังมีเหตุผลอีกประการหนึ่ง สนับสนุนครับ เมื่อไม่นานมานี้เองเมื่อช่วงต้นปี สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบ ตัวพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔) ปี ๒๕๖๒ ฉบับนี้พูดถึง เรื่องสำคัญ ๆ อยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องแรกมีการเพิ่ม (๑/๑) เข้าไปในมาตรา ๑๗ (๑/๑) คืออะไร บอกเอาไว้ว่า คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีอำนาจออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมสำหรับ ข้าราชการตุลาการ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมใหญ่ในศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา การเพิ่ม (๑/๑) นี้มีนัยสำคัญอย่างไร มีนัยสำคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน นั่นหมายความว่าตอนใช้ มาตรา ๑๗ (๑) ออกระเบียบมันมีปัญหาในทางกฎหมายว่า มาตรา๑๗ (๑) เอามาใช้ เป็นการอ้างเพื่อออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมในการตัดสินคดีได้หรือไม่ เมื่อมีปัญหา สุดท้ายแล้วเมื่อต้นปีนี้เองจึงมีการออกพระราชบัญญัติมาเพิ่ม (๑/๑) เข้าไป แล้วเขียนให้ อำนาจ ก.บ.ศ. ชัดเจนลงไปเลยว่าให้มีอำนาจออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมได้ ความในข้อนี้ หมายถึงอะไร นั่นแสดงว่าครั้งที่แล้วมันมีปัญหาในทางกฎหมายใช่หรือไม่ ท่านถึงต้องแก้ พระราชบัญญัติใหม่ เพิ่ม (๑/๑) เข้าไป การเพิ่ม (๑/๑) ก็เผื่อที่จะทำให้ ก.บ.ศ. ออกระเบียบ กำหนดเบี้ยประชุมได้อย่างชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง หมายความว่าของเดิมมันไม่ชอบ ด้วยกฎหมายใช่หรือไม่ ยังมีเพิ่มเติมอีกครับ ในการแก้กฎหมายครั้งนี้ในมาตรา ๔ ยังเขียน รับรองเอาไว้ว่าให้ระเบียบที่ท่านประธานศาลฎีกาลงนามเมื่อปี ๒๕๖๐ นั้นมีผลต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีระเบียบใหม่ออกมาภายใน ๓๐ วัน ในมาตรา ๔ เขียนแบบนี้ก็เพื่ออะไรครับ ก็เพื่อที่จะรับรองว่าระเบียบที่ท่านประธานศาลฎีกาลงนามไว้เมื่อปี ๒๕๖๐ นั้น ชอบด้วยกฎหมาย ข้อสังเกตทั้ง ๒ ข้อที่ผมพูดมานี้นั่นเอง ทำให้เราพอสรุปความได้ว่า เมื่อท่านประธานศาลฎีกาท่านลงนามในระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมปี ๒๕๖๐ นั้นมันอาจจะ มีปัญหาเรื่องท่านไม่มีอำนาจออกกฎหมาย ท่านถึงต้องตามมาแก้ไขด้วยการให้ สนช. นั้น ออกพระราชบัญญัติขยายให้อำนาจแก่ ก.บ.ศ. ในการออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุม เอาละครับ มาถึงตอนนี้ก็จ่ายเบี้ยประชุมกันไป มันทำให้เห็นเลยว่า ๑ ปี ที่ผ่านมาเพิ่มมา ๑๗๒ ล้านบาท จ่ายเบี้ยประชุมกันไป แล้วตอนนี้ก็มีกฎหมายรองรับเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ผมอยากจะพิจารณาเรื่องนี้ครับท่านประธาน เรื่องความเหมาะสม ระเบียบที่ประชุม กำหนดเบี้ยประชุมให้นี้นะครับ กำหนดไว้อย่างไรบ้างครับ ครอบคลุมที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และศาลชั้นอุทธรณ์ ปรากฏว่ามีศาลทั้งหมดคือ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์กลาง ที่รัชดาภิเษก ศาลอุทธรณ์ของคดีชำนัญพิเศษ และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ถึงภาค ๙ ที่ประชุมใหญ่ ของศาลเหล่านี้รวมแล้ว ๑๒ ที่ประชุมใหญ่ที่จะได้เบี้ยประชุม รวมทั้งหมดแล้ว ผู้พิพากษา ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะมีโอกาสได้เบี้ยประชุมนี้ ๑,๑๐๑ คน แล้วจำนวนตัวเงินเป็นเท่าไร จำนวนตัวเงินถ้าเป็นประธานได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นองค์ประชุมได้ ๘,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นผู้เข้าร่วมประชุมและเป็นผู้พิพากษาที่ได้รับเงินเดือนขั้น ๔ ได้ ๘,๐๐๐ บาท ถ้าเป็น ผู้พิพากษาที่เข้าประชุมแล้วเป็นขั้น ๓ ได้ ๖,๐๐๐ บาท ทั้งหมดนี้สำนักงบประมาณ ก็ทำตัวเลขไว้เพราะว่ามันต้องทำงบประมาณเผื่อกันเอาไว้ใช่หรือไม่ครับ ก็คำนวณกันเอาไว้ ประมาณการว่า ๒๐๗ ล้านบาทต่อปี คิดเป็น ๑๗.๒ ล้านบาทต่อเดือน นี่คือเงินทั้งหมด ที่เอาไปใช้จ่ายในการจ่ายเบี้ยประชุมให้กับผู้พิพากษา ผู้พิพากษา ๑,๑๐๑ คน ทีนี้มันมีปัญหาเรื่องความเหมาะสมตรงนี้ครับ ตรงที่ว่าผู้พิพากษาแต่ละท่านนั้นท่านได้รับ เงินเดือนประจำ ท่านมีเงินประจำตำแหน่ง ท่านมีรถประจำตำแหน่ง ท่านมีการเบิก ค่าเช่าบ้าน ท่านมีสวัสดิการต่าง ๆ เต็มไปหมด เดือน ๆ หนึ่งคิดคำนวณแล้วแสนกว่าบาท แต่ปรากฏว่าการปฏิบัติหน้าที่ในการวินิจฉัยคดีของท่านนั้นกลับยังมีการมากำหนด เบี้ยประชุมให้อีก ผมเทียบเคียงง่าย ๆ ว่าพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เงินเดือน เป็นหลักแสนเหมือนกัน มีทีมผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ มีสวัสดิการเบิกโน่นเบิกนี่ได้ เมื่อสัปดาห์ก่อนท่านประธานก็ให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่าให้พวกเราช่วยกัน ประหยัดมัธยัสถ์ในเรื่องนี้นะครับ ดังนั้นเทียบเคียงกันถามว่าพวกเรามาประชุมในที่แห่งนี้ วันนี้เราได้เบี้ยประชุมหรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ครับ เพราะเราปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรงานในทางนิติบัญญัติ เช่นเดียวกันครับท่านผู้พิพากษาท่านมีเงินเดือน ท่านมีเงินประจำตำแหน่ง ท่านมีอยู่แล้วแสนกว่าบาทต่อเดือน ปรากฏว่าท่านกลับได้ เบี้ยประชุมรวมแล้วปีหนึ่งประเทศไทยต้องใช้งบประมาณจ่ายออกไปประมาณ ๒๐๗ ล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เรื่องความเหมาะสม มันยังเกิดปัญหา เรื่องความเหมาะสมอย่างไรอีกครับ ความเหมาะสมในแง่นี้ครับ มันเกิดความไม่เสมอภาคกัน ระหว่างข้าราชการระดับพวกเราสภาผู้แทนราษฎรศักดิ์และศรีเท่าเทียมกับท่านผู้พิพากษา ทุกท่านเพราะเป็นหนึ่งใน ๓ อำนาจ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ก็เป็นฝ่ายบริหาร ศักดิ์และศรีเท่าเทียมกันแต่ทำไมฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนกลับไม่มีเรื่องเบี้ยประชุมพวกนี้ ผมไม่ได้เรียกร้อง ให้พวกเราได้เบี้ยประชุม แต่ผมเรียกร้องว่าเป็นไปได้ในอนาคตยกเลิกการให้เบี้ยประชุม แก่ผู้พิพากษาเสียดีกว่าเพื่อประหยัดเงินไป ๒๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ยังไม่นับรวมถึงข้าราชการอื่น ๆ นะครับ ข้าราชการปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด ซี ๑๑ ซี ๑๐ ซี ๙ พวกนี้เขาก็ไม่มีเงินเหล่านี้เกิดความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน ถ้าหากท่านประธาน เห็นว่าความเห็นของผมอาจจะยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอผมก็ไปค้นรายงานการประชุม มันมีรายงานการประชุมของวิป (Whip) รัฐบาลเมื่อปี ๒๕๖๑ เหมือนกันนะครับ วิป (Whip) รัฐบาลชุดนั้นเขาประชุมกันสำนักงบประมาณเขาก็มาชี้แจงเรื่องนี้ เขาเคยให้ข้อสังเกต เอาไว้ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะมันสิ้นเปลืองงบประมาณถึง ๒๐๗ ล้านบาทต่อปี และมันซ้ำซ้อนกับเรื่องเงินเดือนที่เขาได้อยู่แล้ว ที่ผู้พิพากษาแต่ละท่านได้อยู่แล้ว และยิ่งไปกว่านั้นครับมันเกิดความไม่เสมอภาคกันระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ ผมเรียน อย่างนี้นะครับ ถ้าท่านลองดูตัวเลข ประธานได้ ๑๐,๐๐๐ บาท องค์ประชุมได้ ๘,๐๐๐ บาท แต่ละคนได้ ๘,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท ลดหย่อนกันไปลองมาคิดคำนวณ ๑๐,๐๐๐ บาท ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนของคนจำนวนมากนะครับ คนจำนวนมากหาเช้ากินค่ำ เป็นพนักงาน บริษัทเงินเดือนเขาแค่ ๒๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ เศษ ๆ ๑๐,๐๐๐ บาทนี่ท่านเข้าประชุม ครั้งเดียวไม่กี่ชั่วโมงท่านได้แล้ว ๑๐,๐๐๐ บาท นี่ยังไม่นับรวมว่าท่านมีเงินเดือนอีกเป็นแสน มีรถประจำตำแหน่งอีก ผมเรียนจริง ๆ ด้วยความเคารพ เข้าใจว่าองค์กรศาลยุติธรรม ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและเป็นอิสระ ท่านจำเป็นที่จะต้องมีรายได้ที่เพียงพอ เพื่อประกันการทำงานของท่าน เพื่อประกันความเป็นอิสระของท่าน แต่ผมคิดว่า แสนกว่าบาทพร้อมสวัสดิการ พร้อมรถประจำตำแหน่ง เงินประจำตำแหน่งต่าง ๆ บ้านพัก ต่าง ๆ เพียงพอแล้วเมื่อเทียบกับประเทศชาติต้องเสียเงินเพิ่มไปอีก ๒๐๐ ล้านบาท แล้วเรื่องนี้เป็นปีแรกที่งบการเงินค่าใช้สอยเรื่องการประชุมมันโดดขึ้นไป นั่นหมายความว่า ปีถัดไปตัวเลขมันจะเป็นแบบนี้ตลอดตามที่สำนักงบประมาณเขาประมาณการไว้อยู่ที่ ๒๐๗ ล้านบาทต่อปี

ผมขออนุญาตสรุปแบบนี้ท่านประธานครับ พวกเราปกครองกันในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะครับ เราก็ทราบกันดีว่าแบ่งกันเป็น ๓ อำนาจ ทุกวันนี้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร ถูกองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เข้มข้นจริง ๆ ทุกท่านคงทราบดีทุกวันนี้แต่ละท่านคงต้องเตรียมการ แสดงบัญชีทรัพย์สินกันอยู่ จะครบแล้วนะครับอีก ๑ เดือน แต่ละท่านโดนตรวจสอบกัน เต็มที่แต่ในขณะเดียวกันระบบการตรวจสอบองค์กรตุลาการนั้นมันไม่ได้เข้มข้นเท่ากับพวก เรา สาเหตุที่มันไม่เข้มข้นเท่ากับพวกเราก็เพราะว่าเราต้องการประกันความเป็นอิสระของ ศาล แต่การประกันความเป็นอิสระของศาลไม่ได้หมายความว่า ศาลจะหลุดพ้นไปจากการ ถูกตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อก่อนนี้ตอนผมยังเป็นเด็กสำนักงานศาลยุติธรรมยังสังกัด กระทรวงยุติธรรม อย่างน้อยที่สุดฝ่ายบริหารก็ได้ดูแลเรื่องงบประมาณว่าท่านควรได้เท่าไร หรือไม่อย่างไร แต่ปัจจุบันสำนักงานงานศาลยุติธรรมออกไปเป็นหน่วยงานอิสระแล้ว ยังไม่นับรวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลต่าง ๆ ก็สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกดำเนินคดี ฐานดูหมิ่นศาลหรือละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ตัวผมเองโดนไปแล้ว ๑ นะครับ มีนายทหาร ท่านหนึ่งไปแจ้งความผมไว้เรื่องดูหมิ่นศาล เพราะฉะนั้นระบบการตรวจสอบมันจึงเป็นเรื่อง สำคัญ ผมยืนยันว่าองค์กรตุลาการเป็นองค์กรที่สำคัญอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย ในระบบนิติรัฐนะครับ ถ้าไม่มีลำบากแน่ เพราะท่านเป็นองค์กรสำคัญในการตรวจสอบ แต่ปัญหาก็คือแล้วใครจะตรวจสอบท่านครับ ผมเรียนว่าในต่างประเทศนั้นมันมีการถ่วงดุล ซึ่งกันและกัน อย่างน้อยที่สุดสภาผู้แทนราษฎรเขามีการตั้งผู้ตรวจการสภาของเขาในชื่อออม บุดส์แมน (Ombudsman) เพื่อจะตรวจสอบเรื่องของกองทัพก็ดี หรือตรวจสอบศาลก็ดี แต่ ทุกวันนี้อำนาจเหล่านี้เราถูกลิดรอนลดน้อยถอยลงไป ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะ เรียนถาม ฝากท่านประธานฝากไปถึงทางตัวท่านเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะพิจารณาต่อไปว่า ช่วยยกเลิกระเบียบการกำหนดเบี้ยประชุม ในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ ถ้าหากยกเลิกได้จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ต่อแผ่นดินนี้ที่เราจะได้ประหยัดงบประมาณไปถึง ๒๐๗ ล้านบาทต่อปี และเกิดความเสมอภาค เท่าเทียมกันระหว่างทุกส่วนราชการครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ