นิรมิต ตั้งข้อสังเกตการจัดการเงินศาล-เสนอจำกัดอายุผู้พิพากษา 65 ปี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

นิรมิต สุจารี ตั้งข้อสังเกตการบริหารจัดการเงินของสำนักงานศาลยุติธรรม โดยเฉพาะเงินวางศาล ค่าปรับ และดอกเบี้ยที่ไม่ถูกคืนให้ประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงการนำรายได้เหล่านี้ไปเสริมงบประมาณแทนการคืนให้เจ้าของสิทธิ และเสนอให้มีการทบทวนการต่ออายุผู้พิพากษาถึง 70 ปี โดยเสนอจำกัดอายุไม่เกิน 65 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบตุลาการ พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาการใช้จ่ายเงินค่าปรับและค่าธรรมเนียมศาลเพื่อสนับสนุนการวิจัยกฎหมายและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเน้นการคืนประโยชน์สู่สังคมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม

นายนิรมิต สุจารี ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ต่อรายงานของสำนักงาน ศาลยุติธรรม ผมมีคำถามเพื่อที่จะทำข้อเข้าใจไปถึงพี่น้องประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นสำนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ชีวิตของคนได้ผูกพันกับสำนักงานศาลยุติธรรม

ประการแรก สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าสำนักงานศาลยุติธรรม มีวัตถุประสงค์ตามรัฐธรรมนูญที่บ่งชัดที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิผลประโยชน์และเสรีภาพ ของประชาชนเป็นตัวตั้งเป็นตัวหลัก นอกจากการส่งเสริมทางด้านยุติธรรมต่อตุลาการแล้ว สิ่งที่สำนักงานศาลยุติธรรมหลักก็คือว่าต้องคุ้มครองปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ ของประชาชน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านว่าประชาชนเขาสงสัย ประชาชน เขาไปศาล ๑. ตกเป็นผู้ต้องหา บางครั้งต้องไปเสียค่าปรับต่อศาล บางครั้งก็ต้องไปวางเงินศาล หลายประเภทค่าธรรมเนียมศาลอะไรต่าง ๆ ทำนองนี้ ซึ่งเกิดเป็นคำถามว่าเมื่อเงินเหล่านี้ ที่เขาวางไป ไม่ว่าจะเป็นเงินวางศาล ค่าปรับ ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ค่าขายทอดตลาด เงินประกันภัย เหล่านี้ แล้วศาลรับเงินไว้ก็นำไปฝากตามระบบเก็บรักษาของศาล ผมอยากจะ เรียนถามว่าเงินดอกเบี้ยที่มันเกิดขึ้นระหว่างที่นำไปฝากจะตกเป็นของเจ้าของเงิน หรือว่าจะตกเป็นของศาล ปรากฏว่าในทางปฏิบัติชาวบ้านที่ไปวางศาลแล้วเวลาไปขอคืน ๑. ขอลำบากมาก ช้า ๒. การเงินไม่ได้ดอกเบี้ยกลับคืนมา ดอกเบี้ยหายไปไหน ตรงนี้นะครับ

ประการที่ ๒ ที่ผมอ่านจากรายงานของสำนักงานศาลยุติธรรมบอกว่า เงินในส่วนนี้ไปจัดเป็นงบเพิ่มเติมงบประมาณ หรือเป็นรายได้ค่าธรรมเนียมศาลเพื่อเสริม เงินงบประมาณ รายได้ค่าปรับผู้ประกันเพื่อเสริมเงินงบประมาณ ยังไม่เข้าใจครับพี่น้อง ประชาชนหลายคนบอกว่าทำไมจะต้องเอาเงินค่าปรับหรือเงินดอกเบี้ยในส่วนนี้ไปเสริม เงินงบประมาณของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งอยากจะทราบว่าทำไมไม่ส่งเงินดอกเบี้ยกลับคืน ถึงประชาชน ทำไมถึงต้องไปเสริมเป็นงบประมาณ ซึ่งรายจ่ายตรงนี้ รายรับตรงนี้ เป็นที่สงสัยกันมาตลอด

ประการที่ ๓ อยากจะเรียนถามกับท่านว่าเงินที่ไปจัดให้ในส่วนหนึ่งที่จะ ส่งเสริมงานทางด้านปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ดีก็คืองานอาสาของทนายความ เป็นค่าใช้จ่ายที่บ่งบอกอยู่ในรายงานตรงนี้บอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อทนายความ แต่ในทางปฏิบัติทนายอาสาที่ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นค่าจ้างที่ต่ำมาก เป็นการลงทุนเพื่อปกป้อง สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ต้นทุนต่ำมาก ในวันละ ๑,๐๐๐ บาทที่ได้รับ ถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้มีส่วนเพิ่มปรับปรุงในส่วนนี้ขึ้นไปจากวันละ ๑,๐๐๐ บาท อาจจะเป็น ๒,๐๐๐ บาท หรือ ๓,๐๐๐ บาท ตามฐานะทางเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนไป ตรงนี้จะเป็น การส่งเสริมในการที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้มากยิ่งขึ้น ทนายความที่มี ความเก่ง ๆ ทนายความมีประสบการณ์ จะไปทำงานวันละ ๑,๐๐๐ บาทรู้สึกว่าเป็นค่า ที่ต่ำมากในการที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน และอีกส่วนหนึ่งก็คือรายได้ จากค่าปรับแล้วไปจ่ายค่าตำรวจ มีตำรวจด้วยนะครับ ตรงนี้ผมอยากจะเรียนถามว่า ตำรวจโดยหลักแล้วเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วก็มีรายได้มีเงินเดือนประจำ การไปปฏิบัติ หน้าที่ที่ศาลต้องมีค่าป่วยการด้วยหรืออย่างไร ด้วยมีเหตุอะไรที่จะมาสนับสนุนตรงนี้ อยากจะทราบว่าคนที่เป็นเจ้าของเงินเขาอยากจะเห็นเม็ดเงินที่ทางรัฐหักไปแล้วก็เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน อยากจะเรียนถามกับท่าน คำถามสุดท้ายว่าการที่ท่านได้มี การจ้างผู้พิพากษาที่อาวุโสในการปฏิบัติหน้าที่จนถึงอายุ ๗๐ ปี ถามว่าค่าจ้างเหล่านี้ ท่านตั้งจากเงินเดือนที่ไปจากค่าปรับหรือว่าเงินงบประมาณแผ่นดิน ผลที่ตามมามีหลายคน ผมในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผู้ที่เรียน จบกฎหมาย ผ่านระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วก็สำนักอบรมเนติบัณฑิต บอกว่าเขาพร้อมที่จะสอบแล้วก็ทำงานในสายตุลาการได้ แต่ทำไมไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาสอบทำหน้าที่เป็นศาล แล้วก็ทำหน้าที่ทางด้านยุติธรรม เขาฝากบอกว่าถ้าเป็นไปได้ ในการที่จะกำหนดอายุท่านผู้พิพากษาอาวุโสในการปฏิบัติหน้าที่ควรที่จะไม่เกินอายุ ๖๕ ปี เพราะความคล่องตัว มันสมองอะไรต่าง ๆ ความแอ็กทิฟ (Active) หรือความกระตือรือร้น ในการที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดีของศาล รู้สึกว่าคนรุ่นใหม่เขาบอกว่า มีไฟแรงในการที่จะแสวงหาข้อเท็จจริง ความจริง พิสูจน์ความจริงในศาลเพื่อให้ความ ยุติธรรมแก่พี่น้องประชาชนจะได้ดีมากกว่า

แล้วเรื่องประการต่อมานะครับ สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้ศาลหรือสำนักงาน ตุลาการส่งเสริมทางด้านตุลาการก็คืองานวิจัย งานเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ในการวิพากษ์วิจารณ์ตัวบทกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นที่จะประกาศใช้ต่อไปนะครับ ให้ประชาชนได้มีส่วนในการที่จะแสดงความคิดเห็นในส่วนนี้ ถือว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่งเสริมในการปฏิรูปกฎหมายที่ไม่จำเป็น ไม่สำคัญ หรือล้าหลังไม่ทันต่อยุค ต่อสมัย ได้มีการปรับเปลี่ยน ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะนำเงินมาใช้ในการวิจัย ในการเปิดโอกาส ให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพได้มีส่วนมาศึกษาทางด้านวิชาการกับสำนักงานศาล

และอีกอันหนึ่ง ข้อที่ ๒ ก็คือว่าการพัฒนาบุคลากรของศาล รวมถึงบุคลากร ในส่วนกระบวนการยุติธรรมที่ส่งเสริมกระบวนการยุติธรรม ตรงนี้น่าจะรวมถึงมหาวิทยาลัย หรือสถาบันด้วย น่าจะเปิดโอกาสให้ตัวแทนของภาคประชาชนมีส่วนในการที่จะไปรับทราบ หรือกำหนดวิธีการในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนกันต่อไป ผมอยากจะเรียนถามโดยสรุปว่าเงินในค่าปรับ แล้วก็เงิน ในส่วนของค่าธรรมเนียม ค่าต่าง ๆ ที่ประชาชนเขาไปวางศาล ดอกเบี้ยที่เกิดนั้น ท่านได้ ดำเนินการอย่างไร ถ้าจะคืนให้ประชาชนทั้งหมดจะได้หรือไม่ครับ เพราะว่าเป็นเงิน ของประชาชน ขอบคุณมากครับ