สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ยืนยันว่าโครงการอีอีซีเป็นโครงการที่ดีและควรสนับสนุน โดยชี้แจงข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมผังเมืองและการเวนคืนว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน พร้อมนำเสนอข้อมูลสถิติแสดงสัดส่วนการใช้ที่ดินที่เน้นภาคเกษตรและเขตอนุรักษ์มากกว่าอุตสาหกรรม รวมถึงยกตัวอย่างความสำเร็จด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเพื่อพิสูจน์ประโยชน์ของโครงการต่อขีดความสามารถของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ผมเองขอใช้ระยะเวลาเพียงสังเขปในการสรุป ซึ่งความจริงแล้ว ผมเอง ไม่อยากใช้เวลามากนัก แต่ว่าจากการที่ได้มีโอกาสได้รับฟังในความหลากหลายของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีสิ่งหนึ่งที่อาจจะมีความคลาดเคลื่อนในเรื่องของข้อมูล แล้วก็มี พี่น้องประชาชนในพื้นที่ของ อีอีซี (EEC) ได้มีการสอบถามมา ผมเองขออนุญาตที่จะกราบเรียน เพียงไม่กี่ข้อนะครับว่าในโครงการนี้เป็นโครงการที่ผมคิดว่าโดยส่วนตัวผมเองมีความเห็นว่า เป็นโครงการที่ดีและน่าสนับสนุน เพราะว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถที่จะทำให้ขีดความสามารถ ของประเทศนั้นก้าวเข้าไปสู่ในทิศทางที่ดีได้ ผมเรียนว่าในส่วนของสมาชิกบางท่านได้มีการท้วงติงที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของน้ำเสีย ในเรื่องของปัญหาผังเมือง ในปัญหาเรื่องของการเวนคืน ปัญหาเรื่องของ อุตสาหกรรมที่จะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ผมอยากเรียนในเบื้องต้นว่าโครงการนี้เป็น โครงการที่เกิดขึ้นและรัฐบาลเองได้นำเสนอพระราชบัญญัติ ซึ่งมีผลบังคับในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ มาถึงวันนี้ระยะเวลาเพียงปีเศษ ผมเรียนว่ารัฐบาลเองไม่ได้มี การดำเนินการอะไรไปมากมาย มีเพียงบางสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อย่างเช่น โครงสร้าง พื้นฐาน แล้วก็โครงการที่เกี่ยวข้องในเรื่องของรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งในเรื่องของ การเตรียมความพร้อมสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งในโครงการนี้ผมเรียนว่าก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะมี ข้อที่มีความแตกต่างกันบ้าง แต่ว่ารัฐบาลเองก็จะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส ซึ่งผมเห็นด้วย ผมเรียนว่าในส่วนปัญหาที่ว่าโครงการนี้ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหา ในเรื่องของการเวนคืน ผมเรียนว่าความจริงโครงการนี้เราไม่อยากไปผูกติดกับโครงการ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ซึ่งมันมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องของการเวนคืน การจ่ายเงินเวนคืนแล้วก็เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเดิมจริง ๆ ผลกระทบใน ๓ จังหวัด ก็จะมีผลกระทบเพียงจังหวัดระยอง ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก จังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเบา ไม่ค่อยมีปัญหาในสิ่งเหล่านี้เท่าไร แต่ผมเรียนว่า ในการเตรียมความพร้อมใน พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) แห่งนี้ ผมอยากเรียนว่าสิ่งที่มีการท้วงติง ก็คือในเรื่องของการผังเมือง ผมเรียนว่าผังเมืองในส่วนที่รัฐบาลได้ดำเนินการนี่นะครับ เป็นสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกว่าการดำเนินการตามขั้นตอนผังเมืองของอีอีซี (EEC) นั้น มีความ เข้มงวดมากกว่าการดำเนินการในส่วนของอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เสียด้วยซ้ำ ผมเรียนว่าอาจจะมีปัญหาบอกว่าโครงการนี้จะไปเพิ่มพื้นที่ในเรื่องของ อุตสาหกรรมให้มาก แล้วก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผมอยากเรียนข้อมูลที่ได้มีโอกาส ได้ติดตามว่า โครงการ อีอีซี (EEC) นี่นะครับ ได้ถูกกำหนดในภาคอุตสาหกรรมไว้เพียง ๕.๑๒ เปอร์เซ็นต์ โดยกำหนดภาคเกษตร ๕๘.๕๑ เปอร์เซ็นต์ เขตอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ๒๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ พื้นที่เมือง ๑๓.๒๓ เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่อื่น ๆ อีก ๒.๘๙ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ได้มีการเติบโตอะไรมากมาย ผังเมืองเสียอีกนะครับ จะมีการกำหนดกรอบของข้อที่จะมีการห้ามนี่ค่อนข้างเยอะมาก ดังนั้นความเป็นจริงแล้วผมเชื่อว่าในเรื่องของระบบผังเมืองที่จะทำให้เกิดการเพิ่มเติมของ อุตสาหกรรมนั้นคงไม่เป็นความจริงมากขึ้น ผมเรียนว่าในส่วนที่บอกว่าถ้ามีอุตสาหกรรม เข้ามามากแล้วจะมีผลกระทบกับการท่องเที่ยว ผมเรียนว่าตั้งแต่แนวคิดของรัฐบาลนี้ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ จนถึงปี ๒๕๖๒ นี่นะครับ ความจริงแล้วการท่องเที่ยวจะไม่มีผลกระทบ ต่อในเรื่องอุตสาหกรรมซึ่งถูกกำหนดเอาไว้แล้วนะครับ เพราะว่าอุตสาหกรรมได้ถูกกำหนด เขตพื้นที่เอาไว้ ๒ จังหวัด ๓๑ นิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้มีการเพิ่มเติม แล้วผมอยากเรียนว่า ถ้าหากอุตสาหกรรมที่มีมากขึ้นแล้วเป็นความตระหนกนี่นะครับ มีผลกระทบต่อ การท่องเที่ยวจริง ผมเรียนว่าข้อมูลการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ๒-๓ ปี นักท่องเที่ยวจาก ๑๒ ล้านคน ไปเป็น ๑๘ ล้านคน มีรายได้เพิ่มเติมขึ้นมาไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้เดิม มันเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจนว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแต่อย่างไร ผมเรียนว่าในเรื่องของสิ่งเหล่านี้ครับ มีสิ่งหนึ่งที่เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่าการที่ ดำเนินการในโครงการอีอีซี (EEC) แห่งนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้มีตัวเลขในเรื่องของขีดความสามารถ ของประเทศนี่เพิ่มขึ้น โดยผมขออนุญาตยกองค์กร ไอเอ็มดี (IMD) ซึ่งเป็นผู้จัดลำดับ ขีดความสามารถของประเทศไทยในปี ๒๕๖๒ เองนี้พบว่าอันดับของขีดความสามารถ ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ดีขึ้น ๕ อันดับจาก ๓๐ ไปเป็น ๒๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ภาวะเศรษฐกิจ ๓ ด้าน ก็คือภาวะเศรษฐกิจในเรื่องของประสิทธิภาพของรัฐ และในเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นผมเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวชี้อย่างหนึ่งว่าในเรื่องของระบบผังเมือง ระบบของปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาทั้งหลายนี้ รัฐบาลนี้ผมเชื่อว่าได้ถอดบทเรียนจาก อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นผมเรียนด้วยความเคารพว่า สิ่งใดที่เป็นความโปร่งใสเราก็ต้องตรวจสอบ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่าวันนี้ อีอีซี (EEC) ต้องเดินหน้า อีอีซี (EEC) ต้องก้าวต่อไปนะครับ ถ้าหากว่าเรายังหยุดเดิน เราจะไม่ทันใน ต่างประเทศ เราไม่สามารถที่จะเพิ่มขีดความสามารถและเท่าเทียมกับประเทศในรอบด้าน ของเรา ดังนั้นผมขออนุญาตสรุปนะครับว่าโครงการนี้จะต้องเดินต่อไป และผมเองเห็นด้วย สิ่งใดที่เป็นความบกพร่องทั้งหลายที่ท่านสมาชิกได้เรียนมา สิ่งเหล่านี้ก็ต้องได้รับการแก้ไข แล้วก็ได้รับการดูแลจากภาครัฐต่อไปครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ