พรรณสิริ กุลนาถศิริ แสดงความชื่นชมผลการดำเนินงานของ สสส. จากการรายงานประจำปี 2561 และเสนอให้มีการประเมินผลในเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบโดยใช้เครื่องมือเช่น บาลานซ์สกอร์การ์ดและกู๊ดกัฟเวิร์แนนซ์ เพื่อยกระดับบทบาทของ สสส. ให้เป็นแกนหลักทั้งในประเทศและเวทีสากล พร้อมเน้นการบูรณาการโครงการต้นแบบ เช่น เด็กแก้มใส และแฮปปีเวิร์กเพลส เข้ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมสุขภาวะอย่างรอบด้าน รวมถึงการพัฒนาระบบสุขภาพแบบบูรณาการผ่าน พชอ. และคณะกรรมการเขตสุขภาพภาคประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีและเครือข่ายท้องถิ่นสนับสนุน พร้อมผลักดันการต่อยอดงานวิจัยและโครงสร้างที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์อย่างต่อเนื่อง
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ในรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ สสส. ในเบื้องต้น ขอแสดงความชื่นชม จากเอกสารรายงานก็ดีแสดงถึงเจตนารมณ์ที่สะท้อนในเรื่องของ การดำเนินงาน ในเรื่องของผลการดำเนินงานที่มีเป้าประสงค์ทั้ง ๖ ประการด้วยกัน ๖ ด้าน แล้วก็ที่สำคัญในเรื่องของการติดตามแล้วก็การประเมินผล ดิฉันมีข้อสังเกตแล้วก็ข้อคิดเห็น บางประการ นอกจากที่จะขอชื่นชมถึงความจริงจังจริงใจตั้ง ๑๘ ปีที่ผ่านมานะคะ ดิฉันมองว่าในเรื่องของการประเมินผลขอปลายทางก่อนนะคะ การประเมินผลที่แบ่งเป็น ๓ ส่วนในเรื่องของประเมินเชิงนโยบาย ดิฉันมั่นใจว่าทางคณะผู้บริหารและการดำเนินการ ของ สสส. ก็คงจะต้องมีเป้าหมายของนโยบายที่ชัดเจน
ในส่วนของการดำเนินงานกองทุน แล้วก็ในส่วนของวิธีการประเมินท่านใช้ บาลานซ์ สกอร์การ์ด (Balance Scorecard) กับกู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) เป็นเครื่องมือในการประเมิน สุดท้ายจึงได้อุดมคติออกมาว่าเป็นการประเมินที่ใช้วิธีที่ดี แต่ก็คล้าย ๆ กับหลาย ๆ ท่าน ในส่วนของสมาชิกที่ได้ให้ความเห็นไว้ นั่นคือดิฉันเห็นว่า สามารถประเมินผลผลิตได้ดีมาก นั่นคือเห็นเอาต์พุต (Output) ของโครงการ ตลอดจน เห็นความใส่ใจของภาคประชาชน ภาคสังคม ที่มีความกระตือรือร้นที่จะเข้าโครงการร่วมกับ สสส. ที่ในปี ๒๕๖๑ เพิ่มถึงร้อยละ ๖๓.๑ นั่นหมายความว่าทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญ ในเรื่องของสุขภาวะ แต่ในขณะเดียวกันในเรื่องของอิมแพ็กต์ (Impact) ก็เห็นในระดับหนึ่ง แต่ที่สุดแล้วในเรื่องของผลลัพธ์เอาต์คัม (Outcome) ค่ะ ดิฉันอยากจะให้เกิดการบูรณาการ ในเรื่องของการประเมินเพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมสุขภาวะดังหน้าปกของเอกสารที่ท่านบอกว่า เราจะรวมพลังสร้างวิถีสุขภาวะ คงไม่ใช่แค่ความสุขในภาพรวม แต่เรามองว่าสุขภาวะ ไม่ว่าจะเป็น สช. ก็ดีค่ะ สุขภาพแห่งชาติ สปสช. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สพฉ. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน สวรส. ส. ทั้งหมดนี้ค่ะ ท้ายที่สุดก็คือเราอยากให้คนไทย มีสุขภาวะที่ดี ถ้าเราจะมีเป้าหมายของตัวชี้วัดหรือการประเมินที่กว้างขวางออกไปดิฉันมองว่าถ้าเราจะใช้ คำง่าย ๆ ว่าสุขภาวะก็คือ ความสุขทางกาย ความสุขทางใจ การมีสังคมที่ดี และสุดท้ายก็คือ สังคมอุดมปัญญา อุดมปัญญาตรงนี้ นั่นก็คือทุกคนจะต้องได้ตระหนักว่าวิถีของสุขภาพ ที่เหมาะควรแก่ตนเองน่าจะเป็นอย่างไร อันนี้มองว่าเราจะประเมินได้ถึงในระดับผลลัพธ์ อย่างไรก็ตามการเติบโตของ สสส. ทั้ง ๑๘ ปี กับความจริงใจที่ให้กับชุมชนแล้วก็ประชาชน ณ วันนี้ถ้าจะเติบโตไปให้ สสส. เป็นแกนหลักนะคะ ในการประเมินให้ถึงในระดับของผลลัพธ์ ก็จะส่งผลที่ดีมากค่ะ เพราะขณะนี้ในส่วนของ สสส. เอง กับการขับเคลื่อนการเติบโต ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแล้วค่ะ ยังไปสู่ระดับสากลที่เราเป็นต้นแบบให้ในส่วนของ สหประชาชาติ แล้วก็องค์การอนามัยโลกอย่างมากมายทีเดียว โดยเฉพาะโรคที่เกิดขึ้น ในลักษณะของโรคไม่ติดต่อนะคะ ในส่วนของการดำเนินงาน แล้วก็ผลการดำเนินงาน ทั้ง ๖ เป้าประสงค์ ดิฉันมีข้อคิดเห็น แล้วก็ข้อเสนอแนะที่จะขอไม่ให้ซ้ำซ้อนกับเพื่อนสมาชิก ที่ได้อภิปรายไปแล้วนะคะ
ในเป้าประสงค์ที่ ๑ ในเรื่องของการลดปัจจัยเสี่ยงค่ะ การลดปัจจัยเสี่ยง สิ่งที่เห็น สสส. พยายามจะทำในเรื่องของลานกีฬาก็ดี ในเรื่องของการวิ่งการออกกำลังกายก็ดี ท้ายที่สุดแล้วก็อยากจะให้เกิดถึงขั้นค่านิยมการที่จะสามารถสร้างแฮปปี เวิร์กเพลส (Happy workplace) ก็ดี หรือสุขภาวะในบ้านหรือใด ๆ ก็ดี เราจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นได้อย่างไร รวมทั้ง แผนรองรับสุขภาวะในประเด็นเป้าประสงค์ที่ ๑ มีโครงการที่น่าจะต่อยอดได้ ในส่วนที่ สสส. อาจจะเห็นเป็นต้นแบบแล้วเคลื่อนต่อ อาทิเช่น โครงการเด็กแก้มใส โรงเรียนต้นแบบปี ๒๕๕๙ บอกว่าสามารถดำเนินการ เด็กอ้วนนี่ค่ะลดจากร้อยละ ๔๐ เหลือแค่เพียงร้อยละ ๘.๓๔ ท้ายที่สุดเด็กผอมลง เด็กมีภาวะโภชนาการและในปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วยไหม ไม่อยากให้ มองในมิติเชิงกายอย่างเดียวนะคะ น่าจะเป็นการบูรณาการและเกิดต้นแบบในรอบต่อไป ที่เต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ ในส่วนของอาหารเพื่อสุขภาพ การเชื่อมโยงความมั่นคง และความปลอดภัยในด้านอาหาร สารเคมีในอาหารกับเรื่องของสารเคมีในภาคการเกษตร ทั้งผู้ผลิตแล้วก็ผู้บริโภค กับแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ในระหว่าง ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๕ อยากจะให้ สสส. นี่ค่ะ ได้ขับเคลื่อนตรงนี้ในเชิงลึกและเห็นเป็น ประเด็นสำคัญแล้วประเมินในมิติของภาพรวมโดยบูรณาการไปกับหน่วยงานต่าง ๆ
ในส่วนของเป้าประสงค์ที่ ๒ ในเรื่องของการลดปัจจัยความเสี่ยง ในเรื่องของ สภาเด็กค่ะ สภาเด็กใช้เยอะ ๆ เลยนะคะ เกิดในพื้นที่มากมาย รวมทั้งในส่วนของต้นแบบ สุขภาวะที่ควรจะยึดโยงไปกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของธรรมนูญ สุขภาพเกิดขึ้นมากมายแล้วค่ะ ในเรื่องขับขี่ปลอดภัย การจัดการขยะ แล้วก็ปัญหายาเสพติด ในชุมชน ท่านใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือได้เลยค่ะ ในส่วนของ แฮปปี เวิร์กเพลส (Happy workplace) ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้เคยให้มิติของเวิร์กเพลส (Workplace) ตรงนี้ว่าในวันพุธหรือวันพฤหัสบดีค่ะ ใน ๑ ชั่วโมงท้ายสุดนี่เราจะสร้างสุขภาวะอย่างไร เราน่าจะเอามาต่อยอดในการที่เราจะ เสริมสร้างสุขภาวะให้เกิดขึ้นในทุกมิติของการพัฒนา
ในเรื่องของเป้าประสงค์ที่ ๔ ค่านิยมและการตื่นตัวการใช้สื่อ และที่สุดนะคะ ในเรื่องของสมรรถนะของระบบสุขภาพ ฝากไปในเรื่องของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตระดับอำเภอ ตรงนี้คณะกรรมการเขตสุขภาพภาคประชาขน ที่มีทั้ง ๑๓ เขต ท่านไม่ต้อง รอช้าเลยนะคะ สามารถต่อยอดได้ทันที เพื่อให้งบประมาณของเราส่วนหนึ่งนั้น ขับเคลื่อน ไปถึงปลายทางได้อย่างดียิ่งขึ้น พชอ. หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๐ และโครงการโครงสร้างนี้เกิดขึ้นแล้วถึง ๘๗๖ ตำบล อย่าได้ทิ้งไว้อย่าง เลื่อนลอยนะคะ เพราะงบของการวิจัยก็ใช้เยอะพอสมควรทีเดียว โดยการวิจัยของ คณะกรรมการเขตสุขภาพภาคประชาชน ภาคที่ ๒ ซึ่งในวาระนั้นดิฉันเองก็ได้มีโอกาสเป็น คณะทำงานอยู่ด้วย ทั้งหมดทั้งปวงนี้อยากให้เกิดการพัฒนาสุขภาวะอย่างบูรณาการ และปิดท้ายในส่วนของประเด็นเด่นที่ท่านได้กล่าวถึง ๗ ประการด้วยกันค่ะ ดิฉันมองว่า ในส่วนของการขับเคลื่อนโดยใช้การบูรณาการ อาทิ เช่น สื่อที่มีการพัฒนาแล้ว อาจจะเป็น เอไอ (AI) ก็ดีหรืออะไรก็ดี ท่านมีเพื่อนคู่คิด มิวเซียม ไทยแลนด์ (Museum Thailand) ที่เคลื่อนสื่อเข้าไปในทุกพื้นที่ ตรงนี้กาย จิต สังคม และปัญญาเกิดอย่างเป็นองค์รวมไปต่อ ยอดได้เลยนะคะ และในขณะเดียวกันในเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ค่ะ ขณะนี้ เกิดธรรมนูญพระสงฆ์ เกิด อสว. ขึ้นมาแล้วค่ะ อาสาสมัครสาธารณสุขในวัด เกิดนำร่องของ ประเทศไทยที่จังหวัดสุโขทัยค่ะ โดยท่านเจ้าคณะจังหวัดและพระคิลานุปัฏฐาก ซึ่งมีทั้งหมด ๖๕ รูปด้วยกันมาทำธรรมนูญสุขภาพ และท้ายที่สุดต้นแบบแห่งองค์สงฆ์ แล้วก็ในเรื่องของ การขับเคลื่อนในเรื่องของปัญญา ซึ่งเป็นสุขภาวะท้ายสุดกับการกระจายไปอยู่ชุมชน แล้วก็ท้องถิ่น อยากจะให้ขับเคลื่อนในทุกมิติที่เป็นประเด็นเด่นแล้วก็ต่อยอดออกไปให้เกิด การทำงานอย่างบูรณาการแล้วก็เต็มประสิทธิภาพค่ะ อย่างไรก็ตามก็ขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง ๑๘ ปีที่ผ่านมานะคะ และมั่นใจว่าในโอกาสต่อไป เราจะมีสังคมอุดมสุขภาวะของคนไทย อย่างเต็มศักยภาพต่อไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ