ประกอบ รัตนพันธ์ วิพากษ์การใช้งบประมาณของ สสส. โดยเสนอให้เพิ่มสัดส่วนงบจากภาษีสุราและยาสูบเพื่อส่งเสริมสุขภาพ โดยเน้นการจัดสรรงบประมาณให้กลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้น เพื่อสร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน พร้อมเน้นความสำคัญของการสร้างความตระหนัก เปลี่ยนพฤติกรรม และส่งต่อองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาวและลดภาระงบประมาณของรัฐ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณทางสำนักงานสนับสนุนและส่งเสริม สุขภาพที่ท่านกรุณาได้มาเสนอรายงานในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านในวันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมจะขออนุญาตไม่พูดในรายละเอียดของรายงานสักเท่าไรนัก เหตุผล เพราะว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาพูดถึงทุกแง่มุม แต่ว่าผมเน้นในเรื่องการให้ ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการใช้งบประมาณของ สสส. ซึ่งถ้าเราดู ในปี ๒๕๖๑ ท่านใช้งบประมาณถึง ๔,๖๑๐ ล้านบาท ซึ่งงบประมาณส่วนนี้ท่านคิด ๒ เปอร์เซ็นต์ของภาษีผลิตและนำเข้าสุราและยาสูบ ซึ่งผมกราบเรียนว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ เพราะว่าสุราและยาสูบเป็นสิ่งที่บั่นทอนสุขภาวะ สุขภาพของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น การที่ สสส. ได้ของบประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ควรจะเก็บมาเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เพื่อดูแลสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่สมควรยิ่ง แต่ผมคิดว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ ยังน้อยไปกับที่สุรา ยาเสพติด มาทำลายสุขภาพของพี่น้องประชาชน ถ้าขยายสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่เก็บเข้าประเทศ เพราะว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้เอามาจากเม็ดภาษี ที่รัฐเก็บใช่หรือไม่ครับ แต่ว่าเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ของที่บวกเพิ่มมา ผมคิดว่าน่าจะกระทำยิ่ง น่าจะกระทำมากที่สุดนะครับ เป็นการเรียกว่าไม่ใช่เรื่องของคืนกำไรนะครับ แต่เป็นการที่จะมาสร้างเสริมสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งสุราและยาเสพติดเป็นต้นเหตุ ที่ทำลายสุขภาพของพี่น้องประชาชน โรคมะเร็งที่เราเป็นหนึ่งในเอเชียวันนี้สาเหตุหนึ่ง ก็มาจากยาสูบ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องตระหนัก ๔,๖๑๐ ล้านบาทมันไม่มากครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมอยากให้ข้อสังเกตว่า ในงบประมาณที่ท่านจัดเก็บมาปี ๒๕๖๑ ในจำนวน ๔,๖๑๐ ล้านบาทนั้น ท่านมีแผนงาน ๑๕ แผนงาน ๓ แบบ ซึ่งเมื่อได้ดู ๑๕ แผนงานนั้นครอบคลุมทั้งหมดครับ ครอบคลุมกิจกรรมที่ท่านจะไปส่งเสริมสุขภาวะ และสุขภาพของพี่น้องประชาชน ท่านครอบคลุมพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มอายุและทุกกลุ่ม สถานที่ ทั้งในเรื่องของปัจเจกบุคคล ทั้งในเรื่องครอบครัว ทั้งในเรื่องชุมชน ทั้งในเรื่องสังคม และเรื่องของประเทศชาติ ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี เพียงแต่ผมมีข้อติงนิดหนึ่งว่า ในเรื่องนี้ท่านใช้เม็ดเงินนี้อย่างไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในเรื่องการส่งเสริมสุขภาวะ ๑๕ แผนงาน ท่านกระจายงบประมาณไม่ได้เน้นอะไรเท่าไรนะครับ ท่านมาเน้นในเรื่องของสุขภาพ สุขภาวะชุมชน ๓๗๐ ล้านบาท คือประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ส่วนแผนงานภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวท่านใช้งบประมาณ ๒๑๓ ล้านบาท ประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ละครับที่ผม ให้ข้อสังเกตกับ สสส. ผมชื่นชมงบประมาณ ๔,๖๑๐ ล้านบาท ๙๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านใช้ในเรื่องของ การส่งเสริมสุขภาวะ การสร้างเสริมสุขภาพของพี่น้องประชาชน ท่านใช้งบประมาณเพียง ๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นสำหรับบริหารในสำนักงานของท่าน ซึ่งผมเรียนว่าเป็นหน่วยงานที่ใช้เงิน ในการบริหารงบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพมุ่งเน้นพี่น้องประชาชนเป็นหลัก แต่สิ่งที่ผมให้ข้อสังเกตว่าในเรื่องการสร้างสุขภาพนั้น ท่านให้ความสำคัญตั้งแต่เด็ก เยาวชน วัยทำงาน วัยชรา ผมกราบเรียนว่าท่านควรให้น้ำหนักเด็ก เยาวชนมากกว่าคนกลุ่มอื่นใด ทั้งสิ้น เพราะว่าการสร้างสุขภาพ ท่านประธานที่เคารพ เราต้องเริ่มสร้างตั้งแต่เป็นทารก ตั้งแต่เด็ก ท่านต้องให้ความรู้ ซึ่งจริง ๆ ผมเรียนว่าความรู้ไม่พอ ต้องเป็นความรอบรู้ให้กับแม่ดูแลสุขภาพ ของทารก ต้องทุ่มงบประมาณไปให้สถานศึกษา ซึ่งเป็นที่อบรมบ่มนิสัยของลูกหลานของเรา ของเยาวชน นั่นหมายความว่าท่านต้องดูแลในเรื่องการเสริมสร้างสุขภาวะสุขภาพให้กับ เยาวชนในสถานศึกษาเป็นหลัก ไม่เลือกว่าเป็นสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชน ทุกระดับ ก่อนวัยเรียน อนุบาล ประถม มัธยม อาชีวะหรือแม้แต่อุดมศึกษา ผมเรียนว่าถ้าเกิดคนไทย เยาวชนไทยมีร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาวะที่ดี ท่านมีหน้าที่ในการสร้าง เมื่อท่านสร้างสำเร็จโอกาสที่รัฐจะใช้จ่ายงบประมาณก้อนมหาศาลในการซ่อมก็จะลดลง เราต้องตระหนักว่าการสร้างต้องเหนือกว่าการซ่อม ถ้าเราสร้างไม่ดีท่านต้องใช้งบประมาณ ทุ่มเทให้กับโรงพยาบาลมหาศาล เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าการที่เรามี สสส. นั้น เราเดินมา ถูกทางแล้ว เพียงแต่ว่าท่านจะกระจายงบประมาณก้อนนี้ให้ได้ผลให้เกิดประสิทธิภาพ ให้เกิดประสิทธิผลได้อย่างไร ก็กราบเรียนท่านว่า เป้าหลักจริง ๆ นั้นท่านควรจะกระจาย ไปที่เด็ก เยาวชน ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เรื่องที่ ๒ ท่านครับ เรื่องของการที่ท่านให้ความรู้อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่ว่าท่านต้องให้ความรอบรู้ ถามว่าความรู้กับความรอบรู้ต่างกันอย่างไร ความรู้ก็แค่เราให้ ความรู้ทั่วไป ให้วิชาการทั่วไปนะครับ ใครจะทำอย่างไร ไม่ทำอย่างไร ก็ไม่เป็นอะไร แต่ความรอบรู้เน้นตั้งแต่เรื่องการให้ความรู้ สร้างตระหนัก ตระหนักว่าการที่เราปล่อย ลูกหลานเราอ้วน มันมีผลต่อสุขภาพอย่างไร ให้เขามีตระหนัก นอกจากตระหนักแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงถือว่ายังไม่ใช่รอบรู้ เมื่อเปลี่ยนแปลงได้แล้วครับ สิ่งที่สำคัญมากก็คือบอกต่อ นั่นหมายความว่าเราได้คนที่เขาเห็นผลจากการสร้างสุขภาวะ การสร้างสุขภาพ แล้วก็ไปบอกต่อคนอื่น ตรงนี้ความสำเร็จ ถ้าคนไทยแข็งแรง ชุมชนแข็งแรง สังคมแข็งแรง ประเทศชาติแข็งแรง ผมกราบเรียนว่าเราจะใช้งบประมาณแผ่นดินในการซ่อม สุขภาพของพี่น้องประชาชนลดน้อยลง กราบขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ