วรภพ วิริยะโรจน์ หารือให้ สสส. ทบทวนโครงการที่กระจายตัวเพื่อเน้นเป้าหมายหลักในการสร้างสุขภาพดีอย่างครอบคลุมและยั่งยืน โดยเสนอให้ส่งเสริมการเรียนรู้ชีวิตแบบองค์รวมผ่านโครงการความสุข 8 ประการ และเรียกร้องให้เน้นการอบรมเชิงรุกในทุกกลุ่มประชากร รวมถึงแรงงานต่างด้าว ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในสถานประกอบการ สถานศึกษา และชุมชน เพื่อให้ความรู้พื้นฐานเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน
กราบเรียนประธานที่เคารพ ผม นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมจะขอ อภิปรายกับท่านประธานผ่านไปยัง สสส. ว่าอยากจะให้ สสส. กลับมายึดในเป้าหมายใหญ่ คือการเป็นองค์กรหลักที่จะทำให้คนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยมีสุขภาพชีวิตที่มีความสุข เพราะปัจจุบัน สสส. มีโครงการมากถึง ๕,๔๐๐ โครงการครับ ในปีล่าสุดเฉลี่ยแล้ววันละ ๑๕ โครงการครับ จึงอยากให้มีการพิจารณาทบทวนว่า โครงการเหล่านี้ซ้ำซ้อนและยิบย่อย มากไปหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นไปตามหลักการสานพลังภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชนและ ประชาสังคม แต่ว่าเมื่อขาดการให้ความสำคัญกับการบูรณาการในการให้ความรู้หลายด้าน ก็จะเกิดโครงการเชิงเดี่ยวต้นแบบจำนวนมากครับ และยิ่งเมื่อขาดการวางเป้าหมายที่จะให้ ขยายผลไปทั่วถึงคนทุกคน โครงการต้นแบบเหล่านี้ก็จะกลับมาซ้ำทุกปีอย่างที่ผู้ที่อภิปรายได้ ยกตัวอย่างไว้แล้ว ผมจึงอยากให้ สสส. กลับมาทบทวนว่าโครงการยิบย่อยเหล่านี้ จะยังทำให้ สสส. สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หลักอยู่หรือไม่ เพราะเป็นที่น่าเสียดายว่า การใช้งบประมาณไปกับโครงการเหล่านี้ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จัก สสส. เป็นเพียงองค์กรที่มา รณรงค์ให้ลดเหล้า เลิกบุหรี่ ออกกำลังกาย และน้อยคนครับที่จะรู้ว่าจริง ๆ แล้ว สสส. มีคลังความรู้ดี ๆ อีกมากที่จะทำให้คนทุกคนมีสุขภาพชีวิตที่มีความสุขได้ นั่นคือสิ่งที่ ผมต้องการจะนำเสนอกับ สสส. ใน ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก คืออยากจะให้ สสส. ให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ชีวิต แบบบูรณาการมากขึ้น มากไปกว่าการรณรงค์เชิงเดี่ยวแบบเดิม ๆ เพราะปัจจุบันความรู้ การใช้ชีวิตที่รอบด้านเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขครับ ถึงแม้ว่า การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่เป็นโรคสำคัญ แต่การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีความสัมพันธ์ที่ดี กับลูก คู่สมรส พ่อแม่ก็สำคัญ มีความรู้การบริหารเงิน รู้จักออม ไม่เป็นหนี้ก็สำคัญไม่ต่างกัน มีความรู้พัฒนาตนเองได้ มีน้ำใจ มีสังคม มีเพื่อนฝูงที่ดีก็ยังจำเป็นอยู่ มีศรัทธาในศาสนา หรือรู้จักพักผ่อนก็ยังสำคัญที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ผมจึงอยากให้ สสส. ให้ความสำคัญ กับความรู้ชีวิตที่รอบด้านเหล่านี้ สนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายใช้โครงการแฮปปีเอต (Happy Eight) หรือความสุข ๘ ประการที่ผมยกตัวอย่างข้างต้นให้มากขึ้น ที่อยู่ในคลังความรู้ของ สสส. อยู่แล้ว เพราะความรู้ชีวิตที่รอบด้านทำให้คนมีความสุข และต้องยอมรับว่าวันนี้ สังคมไทยคนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในการใช้ชีวิตอยู่มาก มากไปกว่าแค่การสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าครับ ผมจะขอยกตัวอย่าง ๒ ปัญหาที่ชัดเจนมาก ๆ คือสถิติหนี้ครัวเรือนวันนี้ ประเทศไทยสูงเป็นอันดับ ๒ ของเอเชีย หรือเด็กไทยปัจจุบัน ๑ ใน ๓ มีพัฒนาการ ที่ล่าช้ากว่าค่ามาตรฐาน และมีความเสี่ยงสูงที่จะเติบโตมาเป็นคนสมาธิสั้น เข้าสังคมไม่ได้ จากการปล่อยให้เด็กเล่นมือถือ ดูยูทูบ (YouTube) ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ไม่เคยมีใครผิด ที่ไม่มีความรู้ ใครก็อยากมีชีวิตที่ดี มีความสุข แต่ความรู้ชีวิตหลายอย่างไม่เคยถูกสอน แม้แต่ในภาคการศึกษาครับ คนเรียนจบปริญญาน้อยคนครับจะได้เรียนความรู้บริหารเงิน ความสำคัญในการออมหรือการวางแผนเกษียณ หรือพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักไม่มีเวลาดูแลลูก ให้อยู่กับมือถือเพราะเลี้ยงง่าย โดยไม่เข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยผมอยากจะ ให้โอกาสในการเข้าถึงความรู้ชีวิตนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนคนไทยทุกคนนะครับ และเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้ามาทำบทบาทนี้ ผมถึงอยากที่จะให้ สสส. ยกระดับมาเป็น กลไกหลักในการให้ความรู้ชีวิตกับคนทุกคนครับ
และนั่นคือสาเหตุที่ผมอยากจะขออภิปรายต่อในประเด็นที่ ๒ ครับ คืออยากจะให้ สสส. ให้ความสำคัญกับการวางเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่าความรู้ชีวิต แบบบูรณาการนี้จะถูกสอนให้ทั่วถึงคนทุกคน สนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายเปลี่ยนมาทำงานเชิงรุก จัดอบรมความสุข ๘ ประการนี้ให้คนทุกคน นอกจากจะได้เข้าใจความรู้ชีวิต ยังได้รู้จักเข้าถึง คลังความรู้ของ สสส. บนแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ นะครับ ให้ตั้งเป้าหมายเป็นการ จัดอบรมอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้งกับคนทุกคน ทุกกลุ่มในสังคมไทย เปรียบเสมือนการตรวจ สุขภาพชีวิตประจำปีนะครับ ให้มีอัปเดต (Update) ความรู้ชีวิตทบทวนอย่างสม่ำเสมอ อาจจะแบ่งการจัดอบรมในสังคมไทยเป็นกลุ่ม ๓ เป้าหมายใหญ่นะครับกลุ่มแรก คือกลุ่ม พนักงาน ลูกจ้างบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจและข้าราชการ สสส. ควรจะต้องสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายเหล่านี้ติดต่อทำงานเชิงรุก ติดต่อนัดหมาย กับบริษัท กับองค์กร เข้าไปอบรมความรู้ชีวิตความสุข ๘ ประการ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น ต้นทุนของหน่วยงานหรือบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ครับ กลุ่มที่ ๒ คือนักเรียนนักศึกษาครับ ทั้งระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษาเช่นกันครับ อย่างน้อยให้นักเรียนนักศึกษา เหล่านี้เข้าใจความรู้การใช้ชีวิตตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน และยังจะสามารถบอกต่อ พ่อแม่ผู้ปกครองได้อีกด้วย และกลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ ๓ ครับ คือผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกร ที่ สสส. ก็คงจะต้องทำงานเชิงรุก วางแผน สนับสนุนให้ชุมชนขนาดเล็ก เหล่านี้เข้ามาเป็นภาคีเครือข่าย เพื่อให้มั่นใจว่าความรู้ชีวิตจะถูกถ่ายทอดไปยังกลุ่มเป้าหมาย ที่เหลืออย่างทั่วถึง ในระดับชุมชนขนาดเล็ก ในระดับตำบล สุดท้ายที่ผมอยากจะฝาก สสส. คือถ้าหากว่าวิสัยทัศน์ของ สสส. จะยังคงเป็นคนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย ผมก็คิดว่า มันถึงเวลาแล้วครับที่จะต้องมีโครงการริเริ่มรองรับกลุ่มแรงงานต่างด้าวครับ เพราะแรงงาน ต่างด้าวปัจจุบันเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปแล้ว และคนกลุ่มนี้เอง แรงงานต่างด้าวเอง ก็ควรจะได้เข้าถึงความรู้ชีวิต มีสุขภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอย่างเท่าเทียมกัน ขอบคุณครับ