เอกภพ ตั้งคำถาม สสส. ใช้งบ 4 พันล้าน ได้ผลหรือไม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ กันยายน ๒๕๖๒

เอกภพ เพียรพิเศษ ตั้งคำถามถึงบทบาทและประสิทธิภาพของ สสส. ในการใช้งบประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท ว่าได้ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นการลดผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ การควบคุมการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงมาตรฐานกิจกรรมเพื่อสุขภาพ พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงผลการดำเนินงานและทบทวนแนวทางให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นายเอกภพ เพียรพิเศษ เชียงราย

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ครับ ก่อนที่จะเริ่มต้นอภิปรายนี่ ผมขอตั้งคำถามครับ ผมมีคำถามให้ลองคิดกันดูครับว่า สสส. มีผลต่อชีวิตของเราอย่างไรบ้าง ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนทุกท่านนึกถึง สสส. กี่วินาทีต่อวัน และผมถามไปถึง สสส. ว่าองค์กรมูลค่าปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้คนไทยมีชีวิตดีขึ้น ระดับไหนบ้าง เพราะสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปจากนี้จะเป็นการอธิบายครับ แล้วก็สามารถ ให้ข้อมูลเพื่อตอบคำถามที่ผมถามไว้ข้างต้นนี้นะครับ

ประเด็นแรก คือรายงานของ สสส. เล่มนี้ที่มีความหนาหลายร้อยหน้า พอสมควรนี่ครับ สิ่งที่เราไม่เห็นเลย คือผลลัพธ์การดำเนินงานของ สสส. ครับ ผลลัพธ์ที่บอกว่า ทำไมเราถึงต้องมี สสส. ดำเนินการอยู่ เราไปดูว่า สสส. มุ่งเน้นหมกมุ่นกับเรื่องอะไรบ้าง ผมตีความได้ว่า สสส. หมกมุ่นกับเรื่องของการดูแลการลดจำนวนและการพยายามทำอะไร กับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ ที่ สสส. เรียกว่า เอ็นซีดี (NCD) โรคไม่ติดต่อเหล่านี้ ผมพยายามพลิก ในเล่มนี้นะครับ ไม่มีข้อมูลที่ สสส. นำมาเสนอ แต่มีข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชัดเจนว่า โรคไม่ติดต่อมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี คนไข้โรคไม่ติดต่อ สาเหตุหนึ่งที่โรงพยาบาลหลาย ๆ ที่ มีปัญหาคนไข้แออัด เพราะต้องดูแลคนไข้เรื้อรังเหล่านี้นะครับ งบประมาณที่ลงไป ที่ สสส. ใช้ไปในแต่ละปีสำหรับการป้องกันโรค เอ็นซีดี (NCD) มีปริมาณมาก แต่ไม่เคยได้ถึง เป้าหมายที่จะลดคนไข้ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ คือรัฐครับ ต้องเสียงบประมาณ ๒ ต่อครับ ต่อแรก คือเสียไปให้ สสส. ดำเนินโครงการที่ไม่ส่งผล มรรคผลเกิดขึ้นในการลดจำนวนคนไข้ ครับ ต่อที่ ๒ ก็คือเราต้องเสียงบประมาณในการรักษาคนไข้ เอ็นซีดี (NCD) ซึ่งแต่ละราย ใช้เงินค่อนข้างเยอะครับ ถ้าหาก สสส. จะบอกว่า ๑๘ ปีที่ผ่านมาอาจจะยังไม่พอกระมังในการ ที่จะลดจำนวนคนไข้ได้ อาจจะได้แค่ลดพฤติกรรม เปลี่ยนพฤติกรรม เราลองมาดูกันว่า ผลงานเชิงเปลี่ยนพฤติกรรมของ สสส. ในรายงานฉบับนี้เป็นอย่างไรนะครับ ดูรายงาน ในหน้า ๑๐๗ ท่านได้เขียนไว้ว่าผลการดำเนินงานที่สำคัญ เกิดนักวิ่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ๑๗ ล้านคน ผมต้องลองถามท่านดูว่าท่านกล้าอ้างเป็นผลงานของ สสส. ได้อย่างไรครับ ผมเป็นหนึ่งในนักวิ่ง ผมเป็นแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาด้วยครับ ดูแลนักกีฬา ผมเป็นที่ปรึกษา งานวิ่งด้วย ผมว่าตัวเลขนี้เป็นการกล่าวอ้างเกินจริงไปครับ ผมถามนะครับว่า ระหว่าง สสส. กับพี่ตูนนี่ชวนใครมาวิ่งได้มากกว่ากัน เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าไม่ควรจะเป็นการนำตัวเลขนี้ มากล่าวอ้างนะครับ ทีนี้พอดูตัวเลขของงานวิ่งซึ่งน่าชื่นใจนะครับ การจัดงานวิ่งตั้งแต่ ปี ๒๕๕๙ มี ๔๗๑ งานในประเทศไทย ปี ๒๕๖๐ เพิ่มเป็น ๖๙๖ งานครับ ปี ๒๕๖๑ เพิ่มเป็น ๙๙๐ งาน หรือเฉลี่ยแล้วมี ๑๙ งานวิ่งต่อสัปดาห์ให้เราเลือกวิ่ง ให้คนไทย ได้ออกกำลังกายกันนะครับ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นครับ ปัญหาคือมาตรฐานของการจัดงาน ที่ทำให้คนวิ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในการไปวิ่ง มาตรฐานการจัดงานมีการกำหนดไว้ โดยสหพันธ์กรีฑานานาชาติหรือว่า ไอเอเอเอฟ (IAAF) ซึ่งผมเห็น สสส. มีความพยายามครับ เอามาตรฐานของ ไอเอเอเอฟ (IAAF) มาปรับแก้ แล้วก็มาทำเป็นมาตรฐานของ สสส. ร่วมกับสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เขียนไว้แล้วเอาวางไว้เฉย ๆ ครับ ถามว่างานวิ่ง ๙๙๐ รายการในปี ๒๕๖๑ มีงานวิ่งกี่งานที่ผ่านเกณฑ์ ไอเอเอเอฟ (IAAF) รู้ ไหมครับ ท่านประธานครับ มีเพียง ๑ งานที่บางแสน ๒๑ ผ่านเกณฑ์ ไอเอเอเอฟ (IAAF) ระดับบรอนซ์ (Bronze) แค่นั้นเองนะครับ เรามีงานวิ่งเยอะแยะที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน สสส. อาจจะไปเป็นสปอนเซอร์ (Sponsor) ไปเป็นผู้สนับสนุน แต่ว่าทำไม ไม่ผลักดันมาตรฐานให้นักวิ่งเขารู้ว่างานนี้มีมาตรฐาน สสส. รับรอง ข้อมูลการออกกำลังกาย ที่น่าตกใจ คือว่าคนที่อายุ ๑๕-๒๔ ปี มีการออกกำลังกายลดลงและน้อยกว่ากลุ่มอื่นด้วย สสส. มีคำอธิบายอย่างนี้ครับว่า เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลครับ แล้วก็เกิดจากชั่วโมงพลศึกษา ลดลงจาก ๒ ชั่วโมง เป็น ๑ ชั่วโมงครับ ผมว่าไม่ถูก สสส. ควรจะต้องมาดูแล้วว่า คนอายุ ขนาดนี้ถ้าเขามาออกกำลังกายเป็นประจำด้วย และออกกำลังกายอย่างจริงจังจะทำให้เขา สูบบุหรี่น้อยลงครับ จะทำให้เขาดื่มสุราเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาสู่วงการนี้น้อยลง นี่คือสิ่งที่ สสส. ต้องทำครับ ไม่ใช่ผลัก ๆ ไปบอกว่าชั่วโมงพละลดลงแค่นั้นไม่ได้ครับ ไม่ได้ ผมว่าไม่ได้ ดังนั้นประเด็นการส่งเสริมการออกกำลังกายของ สสส. เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นผลงาน ที่ต้องปรับปรุง ไม่ใช่ผลงานที่น่าภูมิใจ มาดูประเด็นถัดไป สสส. ภูมิใจนำเสนอมากครับ คืออัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงครับ ผมเปิดดูรายงานในหน้า ๒๐ ครับ เป็นกราฟแท่งครับ แต่เป็นกราฟแท่งในแนวนอนเปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่แบ่งตามกลุ่มอายุและแยกเป็นรายปี ผมไม่แน่ใจว่าการทำกราฟให้มันดูหมุนดูงง ๆ แบบนี้ ทำให้เราเปรียบเทียบได้ยากหรือเปล่า แต่ผมก็ตั้งใจดูครับ คือดูแล้วข้อมูลชัดเจนครับว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ กราฟมีแนวโน้มคงที่ แล้วก็มีเพิ่มขึ้นด้วยในบางกลุ่มอายุ แถมข้อมูลนี้ยังไม่รวมบุหรี่ไฟฟ้าด้วย ถ้ารวมบุหรี่ไฟฟ้า อาจจะพุ่งกระฉูดไปมากกว่านี้ แสดงว่าการที่ สสส. ภูมิใจและทุ่มงบประมาณไปมาก กับการลดการสูบบุหรี่อาจจะไม่ได้ผล ต่อไปครับ บุหรี่ต่อด้วยแอลกอฮอล์แล้วกันที่ดูเผิน ๆ แล้วก็เหมือนกับว่าจะลดลงเช่นเดียวกันครับ แต่เปิดมาหน้า ๒๔ ของรายงานครับ ปริมาณ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากร ดูเส้นกราฟแทบไม่ได้ลดลงเลยนะครับ และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จริง ๆ แล้วประเด็นการดื่มสุรา ผมอยากจะ บอกว่าเราอาจจะไม่ใช่จำเป็นต้องลดการดื่มสุราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้จนไม่มีคนดื่มสุรา ในประเทศไทยเลย แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ ต้องทำให้มีความรู้เท่าทัน ต้องมีความรู้ในการดื่ม และดื่มในปริมาณที่พอเหมาะครับ ไม่ดื่มแล้วขับ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผมครับ ส.ส. เท่าพิภพ เขาใช้คำว่า ต้องทำให้คนมี ดริงกิง ลิเทอเรซี (Drinking literacy) ด้วยครับ นี่คือสิ่งที่ สสส. ต้องทำครับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราดู ผลงานผลลัพธ์การดำเนินงานของ สสส. ในช่วง ๑๘ ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ได้ลดลง มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กิจกรรมที่ สสส. ลงทุนลงแรงไปทั้งเรื่องของการสนับสนุน การออกกำลังกาย การลดการสูบบุหรี่ การลดการดื่มสุรา ผมก็ถือว่ายังไม่สำเร็จนะครับ สิ่งที่ต้องทำผมคิดว่าต้องมาทบทวนกันใหม่แล้วครับว่าสิ่งที่ สสส. ทำถูกต้องหรือเปล่า ไม่ถูกต้องก็ต้องเปลี่ยนแล้วละครับ มันมีวิชาการนะครับ ผมสอนเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ ตอนผมเป็นอาจารย์แพทย์อยู่ในมหาวิทยาลัยครับ ผมคิดว่าสิ่งนี้เราอาจจะต้องให้ สสส. มาเรียนรู้ร่วมกันด้วยว่าเราต้องทำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการถึงจะลดโรค ลดความเสี่ยง ของโรคต่าง ๆ ได้นะครับ ผลงานที่น่าภูมิใจและ สสส. นำมายกอีกอันหนึ่งคือภาษี ความหวานครับ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเหรียญ ๒ ด้านครับ ด้านหนึ่งก็ดี แต่อีกด้านหนึ่งทำให้ คนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งในจังหวัดเชียงราย กลุ่มเกษตรกรชาวไร่ชามียอดการขายชาในปี ที่ผ่านมาหลังเพิ่มภาษีสรรพสามิตลดลงทันที ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เสียดายที่เขาเป็นเพียงแค่ เกษตรกรกลุ่มเล็ก ๆ ในประเทศไทยเท่านั้นเอง เพราะว่ามีแค่จังหวัดเชียงราย จังหวัด เชียงใหม่ หรือภาคเหนือตอนบนไม่กี่จังหวัดที่ปลูกชา อันนี้คือเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า สสส. อาจจะต้องมีการคิดอย่างรอบด้านในการที่จะกำหนดนโยบายอะไรออกมานะครับ ผมพยายามหาเรื่องดีมาให้ สสส. ครับ มีครับ ผมเจอครับ ขอชื่นชมเลยครับ ก็คือว่าท่านมี การทำกิจกรรมที่มีการรับรององค์กรผู้บริโภคภาคประชาชนครับ ท่านได้รับรองไว้แล้ว ๒๒๒ องค์กร แต่น่าเสียดายครับองค์กรเหล่านี้ที่ท่านรับรองไปแล้วใน พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ขององค์กรผู้บริโภคในขณะนี้มีการให้ขึ้นทะเบียนโดยสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีการเอาผลงานของ สสส. ไปใช้เลย การขึ้นทะเบียนรอบนี้มีปัญหา มีการโต้แย้ง มีการถกเถียงกันเยอะแยะไปหมด ผมคิดว่าถ้าสิ่งที่ สสส. ทำแล้วเอาไว้ขึ้นหิ้ง หรือว่าเอาทิ้งไว้ เฉย ๆ แล้วเอาไปให้หน่วยงานอื่นใช้ด้วยน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านะครับ ยังมีประเด็นอื่น ที่ สสส. แตะแต่เพียงผิวเผินเท่านั้นเอง ประเด็นหนึ่งคือเรื่องของสุขภาพจิตครับ ท่านครับ ในปี ๒๕๖๑ มีการฆ่าตัวตายสำเร็จถึงกี่รายรู้ไหมครับ ๔,๑๓๗ ราย เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๐ ที่มีเพียงแค่ ๓,๙๓๔ ราย สสส. เป็นสปอนเซอร์ ฮอตไลน์ (Sponsor hotline) สุขภาพจิตนะครับ ไม่รู้ว่างบประมาณที่ใช้ไปเท่าไร สายด่วน ๑๓๒๓ ผมคิดว่าถ้ามีการโปรโมต (Promote) ตรงนี้ ประชาชนอาจจะต้องมีคำปรึกษาที่ดี แล้วก็อัตราการฆ่าตัวตายจะลดลงก็ได้ ทำไมไม่ทำ ๑๓๒๓ ให้เหมือน ๑๖๖๙ เจ็บป่วยทางกายไป ๑๖๖๙ หรือป่วยทางจิตมา ๑๓๒๓ การใช้ สารพิษทางการเกษตร ผมเสียดายมากว่าเมื่อปีที่แล้วที่มีประเด็นเรื่องของการจะยกเลิก หรือไม่ยกเลิกสารพิษเกษตร เมื่อมีคำสั่งว่าไม่ยกเลิกการนำเข้าหรือการใช้สารพิษเกษตร สสส. กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ออกมาเลยในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ในโครงการท่านก็มีเรื่องนี้พูดอยู่ แม้กระทั่งเรื่องของฝุ่นควัน พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ท่านรู้ไหมครับว่ามีอันตรายร้ายแรง มีผลการวิจัยชัดเจนว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนเหนือน้อยกว่าคนภาคอื่น ๔ ปี ด้วยสาเหตุจาก การที่เขาอยู่ในมลพิษแบบนั้น สสส. ทำอะไรบ้าง ผมคิดว่าถ้า สสส. ยังทำแบบเดิมก็คงยาก ที่จะเปลี่ยนแปลงและให้เห็นคนไทยมีสุขภาพดีขึ้นได้นะครับ ทีนี้สุดท้ายของผมแล้วครับ ผมอยากจะนำเสนออย่างนี้ครับว่าในหน้า ๘๒ ที่ สสส. บอกว่าท่านจะเป็นผู้สร้างเสริม สุขภาวะอย่างสร้างสรรค์ครับ ท่านใช้ภาษาอังกฤษว่าอินโนเวทีฟ เอเนเบิล (Innovative enable) ผมก็อยากเห็น อินโนเวชัน (Innovation) ของ สสส. เช่นเดียวกัน เนื่องจากว่าอินโนเวชัน (Innovation) ที่ท่านนำมาเสนอในหน้า ๑๔๓ ผมว่านั่นไม่ใช่อินโนเวชัน (Innovation) ทุกวันนี้เราทำเรื่อง ของอินโนเวชัน (Innovation) ในการส่งเสริมสุขภาพเยอะแยะมากมาย ในมหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวงที่ผมอยู่ที่จังหวัดเชียงราย มีนักศึกษาปริญญาเอกที่มาปรึกษาทำเรื่องของการใช้ เอไอ (AI) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนไข้เบาหวาน ถ้าคนไข้ออกกำลังกายน้อยไป เอไอ (AI) จะแนะนำ คนไข้กินยาไม่ตรงเวลา เอไอ (AI) จะแนะนำให้ ไม่ต้องไปหาหมอ ทำไมไม่มาทำต่อให้เป็นอินโนเวชัน (Innovation) สุดท้ายครับ ถ้าจะวัดผลงานของ สสส. จากผลการดำเนินงานที่ให้ผมมานี้ ผมคิดว่าอาจจะต้องมีการปรับปรุงใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำเลยครับ ผมคงต้องขอให้ สสส. มีเฮลท์ ลิเทอเรซี (Health literacy) ก่อนที่ให้ประชาชนมีเฮลท์ ลิเทอเรซี (Health literacy) ขอบคุณครับ