สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แสดงความเห็นต่อรายงานการเงินแผ่นดิน โดยเน้นถึงความสำคัญของการมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในประเด็นนโยบาย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐนำเสนอ กังวลต่อการนำส่งรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกลายเป็นผู้นำส่งรายได้สูงสุดแทน ปตท. และตั้งคำถามต่อทิศทางนโยบายสาธารณะจากการพิมพ์สลากที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมได้ตั้งใจ ที่จะฟังในเรื่องของรายงานการเงินแผ่นดินนี้ตั้งแต่ต้น แล้วก็จะดูว่ามีประเด็นซึ่งตัวเองสนใจ อยู่ในการอภิปรายด้วยหรือไม่นะครับ แต่ก็พบว่าบางเรื่องยังไม่มี แล้วก็อยากที่จะตั้ง ข้อสังเกตกับแสดงความเห็นเอาไว้บางเรื่อง
ในเรื่องแรกที่ตั้งข้อสังเกต ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเห็นด้วยกับเพื่อน สมาชิกที่บอกว่า เอกสารทางการเงินฉบับนี้เป็นฉบับที่สำคัญ ๑ ใน ๒ ฉบับ นอกเหนือจาก พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งจะเข้าในเดือนหน้า เพราะฉะนั้นการชี้แจง ต่อสภาในบางเรื่องนั้นผมมีข้อสังเกตที่จะเสนอกับท่านประธานว่า บางเรื่องจะคาบเกี่ยวไปถึง เรื่องของเชิงนโยบายด้วย ในปีถัดไปถ้าเป็นไปได้เราก็ควรที่จะมีการแจ้งทางรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องได้มาอยู่ในสภานี้เพื่อตอบข้อซักถามในบางเรื่องด้วย ทั้งนี้เพราะว่าฝ่ายของ ข้าราชการประจำนั้นอาจจะชี้แจงได้เฉพาะข้อเท็จจริงในบางเรื่องเท่านั้น แต่ประเด็น ที่คาบเกี่ยวกับเชิงนโยบายนั้นท่านเองก็อาจจะอยู่ในฐานะที่ยังไม่สามารถที่จะชี้แจงได้
ในส่วนประเด็นข้อที่ ๒ ที่ผมอยากจะอภิปรายไว้ในเรื่องของรายงาน การเงินแผ่นดินฉบับนี้ก็คือว่า การให้ตัวเลขของทางฝ่ายราชการในเรื่องของตัวเลข ทางเศรษฐกิจทั้งหลาย ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องมีการคำนึงถึงผลของการที่มีการแถลง ออกมาโดยค่อนข้างที่จะรอบคอบพอสมควร ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังว่า วันนี้เราเห็นรายงานการเงินแผ่นดินฉบับนี้ออกมา ถ้าเราไปดูฝั่งรายได้เราจะพบสิ่งที่มีอยู่ในรายงานว่าตัวรายได้ที่มาจากภาษีอากรนั้นเพิ่มขึ้น แต่รายได้นำส่งจากรัฐวิสาหกิจนั้นลดลง แต่ถ้าย้อนกลับไปดูในช่วงครึ่งปีแรกที่มีการแถลง ผมไปเจอข่าวที่แถลงโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งพูดถึงแผนการจัดเก็บรายได้ของปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ท่านไปแถลงเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ ก็คือบอกว่า รัฐวิสาหกิจกับหน่วยงานอื่นมีรายได้มากกว่าประมาณการ แต่หน่วยงานหลักเก็บภาษีรายได้ ต่ำกว่าเป้า แต่เวลากลับมาสู่รายงานการเงินแผ่นดินฉบับนี้ซึ่งเป็นตัวเลขที่จัดเก็บได้จริง มันกลับด้านกัน ประเด็นของผมก็คือว่าการแถลงตัวเลขต่าง ๆ นั้นผมคิดว่ามีความสำคัญ ต่อการวางแผนในเชิงของทั้งภาครัฐเอง และในส่วนของภาคธุรกิจทั้งหลายด้วย เพราะฉะนั้น ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้น่าที่จะได้มีการสอบทานกันระหว่างหน่วยงานรัฐให้เกิดความชัดเจน ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานี้ก็เป็นเพียงแต่ดูจากข่าวกับดูตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น อันนี้ก็เป็น ประเด็นซึ่งอยากจะตั้งข้อสังเกตเอาไว้กับหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะทางฝั่งกระทรวงการคลังด้วย แต่ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะอภิปรายในรายงานฉบับนี้ก็เป็นเรื่องของเงินนำส่งกำไร และเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจครับ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ที่ท่านรายงานนั้นเงินรายได้ นำส่งและปันผลจากรัฐวิสาหกิจนั้นอยู่ที่ประมาณ ๑๕๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งลดลง เมื่อสักครู่นี้ทางฝ่ายของกระทรวงการคลังก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงบางประเด็นไปแล้ว แต่ประเด็น ที่ผมจะอภิปรายกับท่านประธานก็คือว่าจริง ๆ แล้วเรื่องของรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้นั้น เคยมีการพูดถึงเรื่องของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเอาไว้ในหลายปีมาแล้วครับ เพราะว่า รัฐวิสาหกิจนั้นใช้เงินลงทุนที่ไปจากรัฐ แล้วเป็นเงินลงทุนที่ใส่ลงไปค่อนข้างจำนวนมากมาย มหาศาลมาก แต่ผลกำไรที่เกิดจากสัดส่วนต่อการลงทุนนั้นมันเป็นประเด็นที่เกิดคำถาม ตลอดมาว่ามันคุ้มค่าต่อการลงทุนมากน้อยเพียงใด ผมก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกว่า ในตัวรายงานการเงินแผ่นดินในปีต่อ ๆ ไปอาจจะต้องมีรายละเอียดที่เพิ่มมากขึ้นกว่านี้ ฝั่งรายได้ที่มันสำคัญ เพราะว่าการต่อสู้แข่งขันทางด้านการเมืองทุกครั้งมักจะมีการนำเสนอ นโยบายที่ใช้เงินรายจ่ายจากงบประมาณของรัฐจนชาวบ้านมักจะถามบ่อยว่านโยบายทางฝั่ง รายได้นั้นเป็นอย่างไร เรื่องภาษีอากรเป็นเรื่องหนึ่งครับ แต่เรื่องของเงินรายได้นำส่งจาก รัฐวิสาหกิจเป็นประเด็นที่สำคัญ ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะว่ารายละเอียดในเล่มนี้มันค่อนข้างน้อย สผ ๒๒/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ภิรญา ๕๐/๒ ทีนี้เงินนำส่งรายได้ซึ่งลดลงผมมีประเด็นข้อสังเกตบางเรื่องซึ่งผมคิดว่าสำคัญมากก็คือว่า ในบรรดารัฐวิสาหกิจซึ่งมีกันอยู่ประมาณ ๕๐ กว่าแห่งของประเทศไทย มีอยู่ ๓-๔ แห่ง ซึ่งนำส่งเงินรายได้สูงสุด มีประเด็นน่าสังเกตอย่างนี้ครับ อันดับ ๑ ของหน่วยงานที่นำส่ง เงินรายได้เข้ารัฐในช่วงที่มีการแถลงตอนประมาณ ๑-๒ ปีที่ผ่านมากลายเป็นสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลครับ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นรัฐวิสาหกิจอันดับ ๑ ซึ่งนำส่งเงินรายได้ต่อรัฐบาล พอ ๆ กันก็น่าจะเป็น ปตท. คำถามผมมี ๒ ข้อ ๑. ปตท. มีการคาดหมายว่าผลกำไรในปี ๒๕๖๒ น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๑.๓๗ แสนล้านบาท ในปี ๒๕๖๑ น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๑.๒๙ แสนล้านบาท นำส่งเงินรายได้เข้าแผ่นดินในตัวเลข พอ ๆ กับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สลากกินแบ่งรัฐบาลปัจจุบันเราเพิ่มต่อจำนวนงวด เพิ่มมากขึ้นอยู่ที่ประมาณ ๙๐ ล้านฉบับ คนไทยถือคนละใบมากกว่าจำนวนคนนะครับ ปัจจุบันนี้ที่พิมพ์กันอยู่ ประเด็นมี ๒ ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือ ปตท. ที่กำไรแสนกว่าล้านบาท แต่นำส่งเงินรายได้เท่านี้ เกิดอะไรขึ้น ประเด็นนี้จะนำมาซึ่งเรื่องของประเด็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าที่จะต้องคุยกันเยอะ แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในที่นี้ กับประเด็นที่ ๒ ก็คือการที่มีการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลงวดหนึ่งถึง ๙๐ ล้านฉบับ ทางที่ดีก็คือเงินกำไรนั้นนำส่งเป็นรายได้รัฐได้สูงมาก แต่คำถามย้อนกลับมา ก็คือว่า ประเทศไทยควรจะดีใจกับการนำส่งเงินรายได้ของรัฐที่สูงมากจากสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือไม่ มันเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่รัฐควรส่งเสริมหรือไม่ ในทางหนึ่งเราบอกว่า ๙๐ ล้านฉบับ เพิ่มขึ้นมาแต่ละงวด เพื่อลดปัญหาราคาสลากกินแบ่งที่มันสูงขึ้น เพราะมีการเอาไปเก็งกำไร แต่ว่ายิ่งพิมพ์ราคาไม่ได้ลดลงนะครับ เงินนำส่งรายได้รัฐสูงขึ้นก็จริง แต่ในทางหนึ่งมันนำไปสู่ ประเด็นในเชิงนโยบายสาธารณะว่าเราควรส่งเสริมสิ่งเหล่านี้หรือไม่ แล้วเรื่องรัฐวิสาหกิจ เงินที่นำส่งเป็นรายได้เข้ารัฐอันดับสูง ๆ ก็มักจะมาจากกิจการในลักษณะผูกขาดทั้งนั้น จะเป็นการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็ดี จะเป็นตัว ปตท. เองก็ดี กิจการที่เกี่ยวกับไฟฟ้าก็ดี กิจการที่เกี่ยวกับประปาก็ดี เพราะฉะนั้นนี่เป็นประเด็นในเชิงของคำถามที่ย้อนกลับไปสู่เรื่อง ของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั้งสิ้น ผมอภิปรายเอาไว้ตรงนี้ เพื่อที่จะให้ทางฝ่ายนโยบายได้ รับทราบและอาจจะนำไปทบทวนในเรื่องนี้ เพื่ออย่างน้อยที่สุดเราได้กำหนดทิศทางของการ บริหารในเชิงนโยบายต่อรัฐวิสาหกิจที่ถูกต้องด้วย และในอีกทางหนึ่งก็ควรที่จะลงไปสำรวจ ตรวจสอบเรื่องของการนำส่งรายได้เข้ารัฐจากรัฐวิสาหกิจให้มีความถูกถ้วน แล้วก็คุ้มค่า กับเงินลงทุนที่ไปจากรัฐและเป็นเงินภาษีอากรของประชาชนมากขึ้นด้วย ท่านประธานครับ