จินดารัตน์ แจงภาพรวมหนี้สาธารณะ-ย้ำกำกับวินัยการก่อหนี้ท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ กันยายน ๒๕๖๒

จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ชี้แจงภาพรวมหนี้สาธารณะและหนี้ที่ไม่ถือเป็นหนี้สาธารณะ พร้อมเน้นความโปร่งใสในการกำกับดูแลและการรายงานหนี้ของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะหนี้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีวินัยการก่อหนี้อย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการงดค้ำประกันหนี้ท้องถิ่นและการกู้ต่อเพื่อโครงการบริการสาธารณะที่มีต้นทุนต่ำกว่า ขณะเดียวกันก็รายงานความคืบหน้าการชำระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน การบริหารจ่ายเงินกู้ และนโยบายการออกพันธบัตรที่สอดคล้องกับสถานการณ์การคลังและตลาด รวมถึงชี้แจงความกังวลเรื่องหนี้ต่างประเทศว่ามีสัดส่วนต่ำและมีการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมผ่านการเฮดจ์และเนเชอรัลเฮดจ์ ยืนยันว่าหนี้ที่เหลืออยู่ได้รับการดูแลอย่างมีระบบและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะ

สวัสดีค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรตินะคะ ดิฉันก็ขอกราบขอบพระคุณในข้อห่วงใย แล้วก็ ข้อเสนอแนะของท่านด้วยนะคะ ในประเด็นที่เกี่ยวกับหนี้สาธารณะก็ขอเรียนชี้แจง เป็นภาพรวมแล้วกันว่าเรื่องหนี้สาธารณะถ้าตามนิยามของหนี้สาธารณะแล้วรัฐบาล มีการกำกับดูแลหนี้ของหนี้สาธารณะอย่างไรบ้างนะคะ ขอตอบเป็นนิยามแล้วกันว่า หนี้สาธารณะก็จะประกอบด้วยหนี้ที่รัฐบาลกู้ตรง อันนี้ก็จะเป็นหนี้ที่กู้เพื่อชดเชย ขาดดุล แล้วก็หนี้ที่รัฐบาลกู้ตรงมาเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่าง ๆ หนี้เงินกู้ของหน่วยงานของรัฐ หนี้เงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีทั้งที่รัฐบาลค้ำประกันแล้วก็ไม่ได้ ค้ำประกัน แล้วก็หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นภาคการเงินที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน ส่วนหนี้ ที่ไม่ได้นับเป็นหนี้สาธารณะก็จะมีหนี้ของ อปท. ที่ท่านศิริกัญญาได้เป็นห่วงนะคะ แล้วก็หนี้ ไฟแนนเชียล เซกเตอร์ (Financial sector) หนี้รัฐวิสาหกิจภาคการเงินที่กระทรวงการคลัง ไม่ได้ค้ำนะคะ หนี้สาธารณะเหล่านี้ก็ขอเรียนว่าเป็นหนี้ที่ใช้ในการใช้จ่ายเพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งสิ้น เป็นการสร้างมูลค่า เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ส่งผลให้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเจริญเติบโตขึ้นดังที่เราเห็นว่าจากปี ๒๕๕๗ อยู่ประมาณสัก ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันก็เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ซึ่งก็เป็นส่วนที่ฟื้นฟู แล้วก็สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงนะคะ

ในส่วนของหนี้ที่เราไม่ได้นับเป็นหนี้สาธารณะก็จะขออธิบายว่าในส่วนนี้ คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ในมาตรา ๗๖ ก็กำหนดให้กระทรวงการคลังต้องรายงานหนี้พวกนี้ด้วยนะคะ ซึ่งถือว่าเป็นหนี้ภาครัฐ ให้คณะกรรมการรายงานต่อ ครม. เป็นระยะ ๆ เพื่อให้ทราบถึงหนี้ภาครัฐทั้งหมด

ในส่วนหนี้ของ อปท. ดิฉันก็จะขอกล่าวถึงเล็กน้อยว่าหนี้ อปท. ตามรัฐธรรมนูญไทยก็ได้กำหนดให้ อปท. มีอิสระในการบริหารจัดการบริการสาธารณะ แล้วก็การเงินการคลัง แล้วก็การกำกับดูแล อปท. ให้รัฐทำได้เท่าที่จำเป็น แล้วก็ยังมี กฎหมายจัดตั้ง พ.ร.บ. กระจายอำนาจอีกด้วย อปท. ก็จะมีอิสระในการบริหารจัดการ การเงินการคลังของตัวเอง มีความสามารถในการจัดเก็บรายได้ การใช้จ่ายงบประมาณ แล้วก็การกู้เงินเป็นของตัวเอง ดังนั้นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งแล้วก็สนับสนุน การกระจายอำนาจก็ไม่นับรวมหนี้ของ อปท. เป็นหนี้สาธารณะค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังห้ามกระทรวงการคลังค้ำประกันรับผิดชอบชำระหนี้ของ อปท. ด้วยนะคะ อันนี้ก็จะเป็นการสร้างวินัยในการก่อหนี้ของ อปท. แล้วก็วินัยทางการเงิน ของ อปท. มากยิ่งขึ้นนะคะ

สำหรับ อปท. คณะกรรมการนโยบายหนี้ก็ยังได้ออกหลักเกณฑ์การกู้เงินของ อปท. เพื่อให้มีวินัยด้วย โดยให้กู้เงินเพื่อโครงการลงทุนเท่านั้น แล้วก็กำหนดกรอบเพดาน การกู้เงินให้คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของ อปท. ด้วย อันนี้เป็นส่วนของ อปท. นะคะ ยังจะมีส่วนของรัฐวิสาหกิจภาคการเงินที่กระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน อันนี้เราก็ได้มี การรายงานไว้ในหนี้ภาครัฐด้วยเช่นเดียวกันนะคะ อันนี้เพื่อให้ทราบถึงภาพรวมของหนี้ ทั้งหมดของประเทศนะคะ

นอกจากนี้ขอเรียนถึงข้อเป็นห่วงหนี้เงินกู้ระยะยาวที่ไม่ได้มีการระบุถึงว่า ลูกหนี้คือใคร แล้วก็ให้กู้ต่อไปกับใครบ้าง ขอเรียนว่ากระทรวงการคลังนี้มีวัตถุประสงค์ ในการให้กู้ต่อเอาไว้นะคะ เนื่องจากว่ารัฐวิสาหกิจบางแห่งมีความจำเป็นต้องบริการ สาธารณะ พับลิก เซอร์วิส (Public service) ในส่วนที่ต้องเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ของประชาชน อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าของ รฟม. โครงการรถไฟทางคู่ต่าง ๆ เนื่องจากว่ากระทรวงการคลังสามารถกู้มาแล้วก็ให้กู้ต่อด้วยต้นทุนที่ถูก ถ้ากระทรวงการคลัง กู้ก็จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าที่รัฐวิสาหกิจจะไปกู้เอง เนื่องจากว่าจะต้องมีต้นทุน ทางการเงินบวกเข้าไปด้วยนะคะ

นอกจากนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังเป็นห่วงเรื่องของกองทุนฟื้นฟู ที่กล่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยชำระเงินต้นน้อยมากนะคะ ก็ขอเรียนว่าที่ผ่านมามีวงเงิน ที่เป็นหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอยู่ที่ ๑.๓ ล้านล้านบาท ปัจจุบันเหลืออยู่ที่ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการชำระคืนเงินต้นกับดอกเบี้ยไปแล้วตอนนี้ รวมกันทั้งสิ้นประมาณ ๖๓๗,๐๐๐ ล้านบาท นับจากวันที่มีการออกพระราชกำหนดให้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีอำนาจที่จะชำระหนี้เงินต้นและ ดอกเบี้ยเองตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เป็นต้นไป โดยเฉลี่ยแล้วก็มีการชำระต้นเงินกู้ปีละ ๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากเดิมที่ชำระปีละ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็จะเป็นการลดต้นเงินลง ทำให้ดอกเบี้ยที่จะชำระมีลดลงด้วยนะคะ เป็นการลดภาระงบประมาณแล้วก็ลดภาระของ ประชาชนทางอ้อมค่ะ

สำหรับข้อกังวลของท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เนื่องจากว่าเงินสดปลายปีมีมาก ทำไมถึงไม่ใช้ในการชำระหนี้ ทางกระทรวงการคลังก็ขอเรียนว่าในส่วนของ สบน. ที่ดูแล งบประมาณที่กู้เพื่อชดเชยขาดดุลในแต่ละปีก็กำหนดไว้ ในปีที่ผ่านมาอย่างเช่น ในปี ๒๕๖๒ ได้กำหนดไว้ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ ให้มีการแคร์รีโอเวอร์ (Carry over) ออกไปใช้จ่ายในปีหน้าได้อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นเราจึงไม่ได้กู้เต็มจำนวน แต่ว่ากู้ให้สอดคล้องกับสถานะเงินคงคลังที่มีอยู่จริงนะคะ ดังนั้นในส่วนของเงินกู้เพื่อชดเชย ขาดดุล ทาง สบน. ก็ได้ดูแลอย่างเต็มที่นะคะ

ในส่วนของเรื่องของการออกพันธบัตร ทำไมถึงได้ออกให้ประชาชนได้น้อย ก็ขอเรียนว่า ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็ได้มีการกระจายโพรดักต์ (Product) ออกไปในหลาย ๆ รูปแบบให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและความต้องการที่เกิดขึ้นจริงนะคะ

ในส่วนของหนี้ต่างประเทศที่มีสูงนะคะ ขอเรียนว่าหนี้ต่างประเทศในขณะนี้ มีเพียง ๓.๒๒ เปอร์เซ็นต์ของหนี้ทั้งหมดนะคะ โดยแบ่งเป็นที่ปิดความเสี่ยงแล้ว คือ เฮดจ์ (Hedge) แล้วประมาณครึ่งหนึ่งนะคะ ส่วนที่ยังไม่ได้ เฮดจ์ (Hedge) ประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนี่เป็นเนเชอรัล เฮดจ์ (Natural hedge) นะคะ ก็คือการเป็นหนี้ที่สามารถ ใช้เงินตรา อย่างเช่น หนี้ของการบินไทย ยกตัวอย่างว่ามีรายได้เข้าเป็นเงินตราต่างประเทศ แล้วก็ออกเป็นเงินตราต่างประเทศ ดังนั้นไม่จำเป็นจะต้องบริหารความเสี่ยงทั้งจำนวนนะคะ

ในส่วนเงินกู้ต่างประเทศที่มีอยู่บ้างที่เห็นในหมายเหตุประกอบท้ายงบการเงิน ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เฮดจ์ (Hedge) หมดแล้วนะคะ แต่ว่าก็ยังใส่แหล่งของเงินเอาไว้นะคะ ส่วนที่เหลืออยู่ที่ยังไม่ได้เฮดจ์ (Hedge) หรือว่าที่ยังมีวงเงินเป็นอัตราต่างประเทศ เนื่องจากว่า การกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศมีลักษณะที่ช่วยในเรื่องของการทรานส์เฟอร์ เทคโนโลยี (Transfer technology) นะคะ แล้วก็มีต้นทุนต่ำที่กระทรวงการคลังจะต้องพิจารณา แล้วก็มี ความร่วมมือประกอบด้วย แต่ขอเรียนว่าอย่างไรก็ดีสัดส่วนเงินกู้ต่างประเทศก็จะทยอยลดลง เรื่อย ๆ เนื่องจากว่ามีการทยอยคืนแล้วก็มีการป้องกันความเสี่ยงด้วยนะคะ จึงขอเรียนว่า ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ก็มีการดูแลหนี้สาธารณะได้อย่างสมกับที่ทางประชาชน เป็นห่วงค่ะ ขอบพระคุณค่ะ