กนก ชี้รายงานการเงินแผ่นดินต้องสะท้อนความมั่นคง-เรียกร้องปฏิรูประบบงบประมาณ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ กันยายน ๒๕๖๒

กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายรายงานการเงินแผ่นดินปีงบประมาณ 2561 โดยเสนอให้ปรับรูปแบบการรายงานให้สื่อความหมายชัดเจนขึ้น เน้นบทบาทของรัฐวิสาหกิจและเรียกร้องการทบทวนระบบงบประมาณ การเบิกจ่าย และการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงภาระหนี้สาธารณะที่สูงกว่ารายได้รัฐกว่าสองเท่า และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลสัดส่วนทางการเงินที่สะท้อนความมั่นคงทางการคลังอย่างแท้จริง เพื่อให้ทั้งรัฐบาลและประชาชนตระหนักรู้ถึงภาวะการเงินของประเทศและป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงเสนอให้มีการปรับปรุงระเบียบงบประมาณให้สอดคล้องกับความเป็นจริง มีการตรวจสอบที่เน้นผลลัพธ์และผลกระทบต่อประชาชน พร้อมส่งเสริมการเผยแพร่โครงการตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จเพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานอื่นนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายรายงานการเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้นำเสนอต่อสภาในวันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ สภาแห่งนี้เราจะได้เห็นเอกสารทางการเงินที่สำคัญ ๒ ฉบับ ฉบับแรกก็คือ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งจะเข้าสภาในอีกไม่นานนี้ แล้วก็พอผ่านไป ๑๒ เดือน เราก็จะได้เห็นรายงานการเงินแผ่นดินประจำปีในวันนี้ ซึ่งหมายความว่าเอกสาร ทางการเงิน ๒ ฉบับนี้เป็นเอกสารทางการเงินของประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการที่จะทำความเข้าใจแล้วก็ให้ข้อคิดเห็นของสภาต่อเอกสารทางการเงิน ทั้ง ๒ ฉบับจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต ที่จะให้ใช้เวลาเรื่องที่อภิปรายของผมมีด้วยกัน ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือเกี่ยวกับการทำ รายงานการเงินอย่างไร จึงจะให้มีความหมายและให้เกิดความเข้าใจ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติของเรา ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ เพราะว่ารัฐวิสาหกิจวันนี้ ที่รัฐบาลเข้าไปถือหุ้นมีขนาดใหญ่มาก และบางรัฐวิสาหกิจใหญ่เกือบเท่าหรือเรียกว่าเท่ากับ รัฐบาลไทยแล้วด้วยซ้ำไป เราควรจะทำอย่างไร และประเด็นที่ ๓ ก็คือระบบที่เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ นั่นก็คือระบบการจัดสรรงบประมาณ ระบบการเบิกจ่าย และระบบการตรวจสอบในระบบราชการที่ปรากฏออกมาเป็นรายงานฉบับนี้ นั่นคือ ๓ ประเด็นครับท่านประธานที่ผมจะขออนุญาตอภิปราย

ประเด็นที่ ๑ การทำรายงานการเงินฉบับนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า มันเป็นรายงานทางการเงินที่ยึดหลักมาตรฐานทางบัญชี ในรูปแบบของการรายงานทางการเงินทางบัญชี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดนะครับ แต่สำหรับ การรายงานต่อสภาแห่งนี้ผมคิดว่าไม่เพียงพอ เพราะว่าการรายงานต่อสภาแห่งนี้ไม่ใช่ ทราบแต่เพียงว่าตัวเลขของสินทรัพย์เรามีเท่าไร รายได้มีเท่าไร รายจ่ายมีเท่าไร หนี้สินมีเท่าไร ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่เราต้องการที่จะทราบความหมายของมันด้วยว่าเป็นอย่างไร

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างประเด็นที่ ๑ ในรายงานนี้บอกว่า ประเทศไทยของเรา รัฐบาลไทยมีหนี้สิน ๖.๐๒๙ ล้านล้านบาท และเรามีรายได้ ๒.๖๐๖ ล้านล้านบาท ถ้าเรานำหนี้สินมาหารด้วยรายได้ตัวเลขก็จะออกมาประมาณ ๒.๓ ท่านประธานครับ ความหมายนี้ก็หมายความว่า รัฐบาลไทยถ้าเรามีรายได้อยู่ ๑๐๐ บาท เรามีหนี้อยู่ ๒๓๐ บาท ถ้ารัฐบาลไทยมีรายได้ ๑๐๐ บาท เรามีหนี้สิน ๒๓๐ บาท คำถาม ก็คือว่า สถานะแบบนี้รัฐบาลไทยถือว่าดีแล้วหรือยัง เราไม่มีมาตรฐานในส่วนนี้หลายท่าน ก็อาจจะบอกว่า ไม่มีปัญหา บางท่านก็บอกว่า น่าเป็นห่วง ผมอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่าง เปรียบเทียบนะครับ ถ้าสมมุติว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราวันนี้ ผมถามท่านว่า ถ้าครอบครัวของท่านมีรายได้ ๑๐๐ บาท และท่านมีหนี้ในครอบครัวของท่าน ๒๓๐ บาท ท่านถามตัวท่านเองสิว่าครอบครัวของท่านมีความมั่นคงหรือไม่ ครอบครัวของท่าน มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ผมว่าตรงนี้เป็นความหมายที่สำคัญมากที่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ปรากฏ ในรายงานนี้ แต่ต้องไปทำการบ้านต่อ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ ๑

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างอีกประเด็นหนึ่ง ในเรื่องเดียวกันในรายงานของ กรมบัญชีกลางบอกว่า ประเทศไทยมีหนี้สิน ๖.๐๒๙ ล้านล้านบาทดังกล่าวแล้ว และเรามี สินทรัพย์ ๗.๘๓๓ ล้านล้านบาท ถ้าเราเอาหนี้สินหารด้วยสินทรัพย์เราจะได้ออกมา ๐.๗๗ ตัวเลข ๐.๗๗ นี้หมายความว่า รัฐบาลไทยมีสินทรัพย์อยู่ ๑๐๐ บาท มีหนี้ ๗๗ บาท ผมขออนุญาตถามอีกครั้งหนึ่งกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในห้องนี้ว่า ถ้าครอบครัวของท่าน มีสินทรัพย์อยู่ ๑๐๐ บาท และครอบครัวของท่านมีหนี้อยู่ ๗๗ บาท ผมถามว่าครอบครัว ของท่านอยู่ในสถานะอะไรครับ ความหมายของรายงานตรงนี้ไม่ปรากฏให้เห็นในความหมาย เช่นนี้ เพราะฉะนั้นสภาผู้แทนราษฎรของเรา เราอยากเห็นความหมายที่มากกว่าตัวเลข ทางบัญชี เราอยากเห็นสัดส่วนทางการเงินที่จะให้ความหมายที่จะสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยของเราอยู่ในสถานะอะไร ถ้าเราดูตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อรายได้หรือสัดส่วนหนี้ ต่อสินทรัพย์ ผมเชื่อว่าหลายคน นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ แม้กระทั่งชาวบ้านประชาชน ทั่วไปก็จะมีความรู้สึกว่า รัฐบาลไทยของเรานี้ความมั่นคงทางการเงินมีปัญหาหรือไม่แน่ใจว่า มีความมั่นคงทางการเงิน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นคำถามที่สำคัญที่เราจะต้องถามรัฐบาลว่า ท่านรู้สึกเหมือนกับเราหรือเปล่า ในความหมายนี้ผมอยากเห็นข้อเสนอแนะก็คือว่า ขอกรมบัญชีกลางได้กรุณาไปคิดถึงเรื่องสัดส่วนทางการเงินในความหมายดังกล่าวว่า ประเทศไทยเมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดแล้วสัดส่วนทางการเงินที่สำคัญเหล่านี้ ควรจะเป็นเท่าไร เพื่ออย่างน้อยที่สุดตัวเลขเหล่านั้นจะได้เตือนรัฐบาล เตือนสติทุกคน ในประเทศไทยว่า วันนี้ประเทศไทยของเราอยู่ในสถานะอะไร ไม่ใช่เราใช้เงินไปถึงวันที่ เราลืมตามาแล้วปรากฏว่าประเทศไทยของเราล้มละลายไปแล้ว ซึ่งปรากฏแล้วในหลาย ประเทศ เช่นในละตินอเมริกา เป็นต้น แม้กระทั่งในยุโรปก็ปรากฏแล้ว เช่นในประเทศกรีซ เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมจึงอยากเห็นรายงานทางการเงินไม่ใช่เป็นรายงาน ทางด้านการบัญชี แต่เป็นรายงานที่ให้เราเข้าใจสถานะทางการเงินของประเทศที่เราจะได้ เข้าใจว่าประเทศไทยของเราอยู่ตรงไหน และสภาแห่งนี้ก็จะได้ช่วยกันประคับประคองรักษา ประเทศนี้ไว้ให้มีความมั่นคงทางการเงิน นั่นคือประเด็นที่ ๑ นะครับท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะขออนุญาตหยิบขึ้นมาในรายละเอียดเป็นตัวอย่าง เท่านั้นเอง ก็คือกรณีรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลไทยของเราเข้าไปถือหุ้น ซึ่งผมจะขอพูดเฉพาะ เข้าไปถือหุ้นมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีหลายบริษัทนะครับ ผมขออนุญาตเอาเพียงบริษัทเดียว ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ก็คือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลค่าในตลาดหลักทรัพย์วันนี้ ของ ปตท. คือ ๑.๓ ล้านล้านบาท ๑.๓ ล้านล้านบาทนี่เกือบเท่างบประมาณของประเทศไทย ๑ ปีนะครับ และกระทรวงการคลังถือหุ้นตรงนั้นมีมูลค่า ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินมหาศาล ก้อนที่ใหญ่มาก และที่น่าสนใจก็คือว่า ท่านประธานครับ รายได้จากการขายของ ปตท. ๒.๓ ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลเลยทีเดียว เกือบเท่า ไม่ได้เท่าทีเดียว นั่นก็หมายความว่าขนาดของ ปตท. กับขนาดรัฐบาลไทยนี่เท่ากันเลย ใกล้เคียงกันมาก เพราะงบประมาณรายจ่ายในปี ๒๕๖๒ ถ้าเทียบกันปีต่อปี รัฐบาลไทยคือ ตอนนั้นก็ประมาณ ๓ ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกันมาก และในอนาคต ปตท. ก็จะใหญ่กว่านี้ อีกไม่นานนะครับ ปตท. จะใหญ่กว่ารัฐบาลไทย ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลตรงนี้เอง เนื่องจาก ปตท. เป็นหน่วยงานทางธุรกิจแล้วก็เรียกว่าแปรรูปไปสู่การเป็นบริษัทเอกชน เต็มตัว มหาชนเต็มตัว ตรงนั้นเป็นประเด็นที่เรามีคำถามมากนะครับว่า วันนี้ ปตท. ทำหน้าที่ ของตนเองนั้นเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจคือยอดขายและกำไรเท่านั้นใช่หรือไม่ แน่นอนครับ ในฐานะที่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็จะต้องทำหน้าที่บริหารเพื่อให้ราคาหุ้นสูงขึ้น ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ทำให้มีกำไรมากขึ้น แต่ถ้าในแง่ของนโยบายสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลไทย ถือมากกว่า ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ คำถามก็คือว่ารัฐบาลไทย และสภาแห่งนี้จะเปิดให้ ปตท. ทำธุรกิจโดยยึดกำไรเป็นหลัก โดยยึดผลประโยชน์ทางธุรกิจ เป็นหลัก และลืมความรับผิดชอบทางสาธารณะ จุดสมดุลตรงนี้ควรจะอยู่ตรงไหน นั่นก็หมายความว่าถ้ากรมบัญชีกลางในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักเรื่องนี้ สำนักรัฐวิสาหกิจ ของกระทรวงการคลังก็ควรที่จะต้องคิดเรื่องนี้ กรมบัญชีกลางจะต้องตั้งโจทย์ตรงนี้ กับสำนักรัฐวิสาหกิจของกระทรวงว่า รัฐวิสาหกิจ อย่างเช่น ปตท. นี้เกณฑ์มาตรฐาน ทางด้านความโปร่งใสควรจะเป็นอย่างไร เกณฑ์มาตรฐานทางด้านธุรกิจและการลงทุน ควรจะเป็นอย่างไร เกณฑ์มาตรฐานที่จะควบคุมและตรวจสอบ นอกเหนือจาก ตลาดหลักทรัพย์ในการตรวจสอบโดยสาธารณะควรจะเป็นอย่างไร นั่นก็หมายความว่า รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ดังที่ผมได้กล่าวมานี้ กรมบัญชีกลางควรจะต้องคิดถึงนโยบาย สาธารณะที่รัฐวิสาหกิจนี้ควรจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่เรื่องกำไรแต่เพียงอย่างเดียว ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังเสนอ พระราชบัญญัติเกี่ยวกับปาล์ม ปัญหาข้อหนึ่งที่เราเผชิญก็คือว่า เงินค่าการตลาดของน้ำมัน ซึ่งควรจะต้องนำไปใช้ในเรื่องของน้ำมันไบโอดีเซลด้วย แต่ปรากฏว่า ปตท. เองก็กำลัง จะบอกว่าน้ำมันไบโอดีเซลซึ่งเกษตรกรสวนปาล์มที่สภาแห่งนี้ต้องรับผิดชอบ ไม่ให้มีสิทธิ เข้ามาใช้เงินค่าการตลาดในส่วนนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้คำถามก็คือว่า ถ้ากรมบัญชีกลางตรวจสอบ เฉพาะเรื่องของตัวเลขทางบัญชีแต่เพียงอย่างเดียว แน่นอนครับ ปตท. ก็จะบอกว่า เงินค่าการตลาดที่เก็บไม่ควรจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับไบโอดีเซล แต่ถ้าถามสภาแห่งนี้ ผมเชื่อว่า ส.ส. ในสภาแห่งนี้เกินกว่าครึ่งสภา ต้องการให้เงินค่าตลาดของน้ำมันไปมีส่วน รับผิดชอบต่อราคาปาล์มของประเทศไทย นี่คือตัวอย่างที่ผมยกให้เห็นว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทางธุรกิจกับเกณฑ์มาตรฐานของนโยบายสาธารณะมันควรจะหาจุดพอดีและสมดุลกัน ตรงไหน อย่างไร ไม่ใช่ว่ามีเรื่องหนึ่งและไม่มีอีกเรื่องหนึ่ง เพราะถ้ากรมบัญชีกลางไม่ส่งเสียง เรื่องนี้ให้กับสภาได้ทราบ ผมเชื่อว่าสภาแห่งนี้ก็จะยกมือสนับสนุนเรื่องเกี่ยวกับการใช้เงิน การตลาดของน้ำมัน เพราะสภาแห่งนี้ก็พิจารณาเฉพาะเรื่องนั้นเรื่องเดียว ได้รับข้อมูล ด้านเดียว แต่ไม่ได้มองภาพรวม องค์รวมของประเทศทั้งหมดว่าเราจะจัดสรรผลประโยชน์ ทั้งหมดให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกส่วนของประเทศของเราอย่างไร กลายเป็นว่า เราพิจารณาบนฐานของประสิทธิภาพในเรื่องของการบริหารธุรกิจน้ำมัน ถ้าอย่างนั้น เงินทางด้านการตลาดก็ไม่ต้องไปใช้อย่างอื่น นอกจากเรื่องการวิจัยในเรื่องการค้าน้ำมันเท่านั้น เป็นต้น ตรงนี้ครับท่านประธาน จึงเป็นเรื่องที่ผมคิดว่ากรมบัญชีกลางจะต้องทำหน้าที่ตรงนี้ในเชิงการรักษาประโยชน์ สาธารณะ โดยหยิบประเด็นทางการเงินให้มาปรากฏให้ชัดเจนต่อสภาแห่งนี้ เพื่อที่เราจะได้ นำไปใช้ในการพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือระบบงบประมาณการเบิกจ่ายและการตรวจสอบ ของระบบราชการของเรา วันนี้ครับท่านประธานครับ เราทราบกันดีอยู่ว่าสำนักงบประมาณ รับผิดชอบในเรื่องการของบประมาณ กรมบัญชีกลางรับผิดชอบเรื่องเบิกจ่ายและการใช้ งบประมาณ และ สตง. รับผิดชอบเรื่องการตรวจประเมินการใช้งบประมาณคือต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กรมบัญชีกลางอยู่กลางน้ำ ถ้าเรามาดูความเป็นจริง เราพบว่า ๓ หน่วยงานนี้ไม่ได้สอดประสานกันเท่าที่ควร แล้วก็ทำงานเป็นอิสระต่อกัน ในหลักของการ ทำงานต้องเป็นอิสระต่อกัน แต่ในเชิงยุทธศาสตร์จะต้องทำงานที่สานสัมพันธ์ต่อกัน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม ท่านประธานครับ สำนักงบประมาณ การทำคำขอ งบประมาณนั้น วันนี้หลักของมันก็คือว่าจะต้องตอบโจทย์ต่อปัญหาจริงในพื้นที่ เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายของเราแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ให้ได้สำเร็จอย่างเป็นจริง แต่ปรากฏว่าข้าราชการของสำนักงบประมาณมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถที่จะลงไปดูพื้นที่ได้ ไม่สามารถที่จะเข้าใจปัญหาในพื้นที่ได้จริงทั้งหมด เพราะฉะนั้นคำของบประมาณ ของส่วนราชการทั้งหลาย จึงเป็นคำขอที่ปรับเปอร์เซ็นต์เพิ่มหรือลด ที่เราเรียกกันในภาษา วิชาการเป็น อินครีเมนทอล อินครีส (Incremental increase) เป็นการเพิ่มทีละเล็ก ทีละน้อย เพิ่ม ๒ เปอร์เซ็นต์ ลดลง ๑ เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมา เป็นต้น นั่นก็หมายความว่า โครงการเดิม ๆ ก็จะทำต่อไป โครงการใหม่ก็เกิดยากมาก โครงการเก่าที่ควรจะเลิก ก็เลิกไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้สำนักงบประมาณก็ดูเอกสารเป็นสำคัญ หน่วยงานไหนเขียนเอกสาร ได้ดี ก็จะได้งบประมาณไป เมื่อแผนงานกับแผนเงินมันไม่สอดคล้องกับพื้นที่ ท่านประธาน ที่เคารพครับ งบประมาณก็ไม่ได้ผลในการแก้ไขปัญหาประเทศ วันนี้เราใช้งบประมาณ มากกว่า ๓ ล้านล้านแล้วนะครับ แต่ปัญหาของประเทศปัญหาของพี่น้องประชาชน ก็ไม่ได้ดีขึ้น ซ้ำร้ายกลับจะแย่ลงด้วยซ้ำไป มาถึงกรมบัญชีกลาง ท่านประธานครับ กรมบัญชีกลางก็มีหน้าที่ออกมาตรฐานหรือเกณฑ์การเบิกจ่าย หลักของกรมบัญชีกลาง ผมเข้าใจ เพื่อการป้องกันการทุจริต แต่การป้องกันการทุจริตของท่านนั้นกรมบัญชีกลาง ท่านทราบหรือไม่ว่า เอกสารที่ท่านเรียกร้องขั้นตอนและกฎเกณฑ์ที่ท่านกำหนดไว้ มันสร้างปัญหาให้กับหน่วยงานที่จะทำงานจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ การบูรณาการ ท่านทราบดีกว่าผมในรายละเอียดว่า ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบพัสดุ มันเป็นปัญหาทั้งสิ้น แล้วก็ระเบียบของกรมบัญชีกลางบีบให้ข้าราชการของทุกกระทรวง ทบวง กรมต้องพยายามทำงานให้ได้ เพราะฝ่ายการเมืองคือพวกผมจะต้องบีบเอาผลงาน ออกมาให้ได้ ข้าราชการก็จะต้องพยายามทำออกมาให้ได้ การทำออกมาให้ได้อันนั้นละครับ สุดท้ายแล้วก็คือการทำไม่ถูกต้องตามระเบียบ ผมคิดว่ากรมบัญชีกลางรูปธรรมชัดเจน ท่านบังคับให้คนเซ็นเอกสาร การเบิกจ่าย ต่ำสุดคือชาวบ้าน เช่น ไม่มีการประชุมก็เซ็น รับของแจกก็เซ็น อะไรท่านให้ชาวบ้านเซ็นหมด ท่านทราบไหมครับ ด้วยความเป็นจริง เกิดอะไรขึ้น ผู้ใหญ่บ้านที่รับผิดชอบก็เอากระดาษเปล่า แบบฟอร์มของท่านให้กับชาวบ้าน เซ็นชื่อหมดเลย เสร็จแล้วก็มีคนมากรอกแทน นี่คือความเป็นจริงครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ กรมบัญชีกลางมองความเป็นจริง ยอมรับความเป็นจริง แล้วแก้ไขปัญหาให้ตรงประเด็น ท่านอยากได้เอกสารที่ถูกต้อง เขาก็ให้เอกสารที่ถูกต้องกับท่านแล้วครับ เมื่อเป็นแบบนี้ กรมก็ได้เอกสารครบถ้วน แต่ผลงานที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดขึ้นหรอกครับ อีกไม่นานน้ำท่วม ก็จะมีการแจกอะไรเยอะแยะไปหมด ผมไม่ต้องเล่ารายละเอียดนะครับ มีคนเซ็นครบ หมดเลย แต่ต้นไม้ที่แจก ปุ๋ยที่ให้ เมล็ดพันธุ์ที่ให้ ท่านทราบไหมครับว่ามันโตกี่ต้น มันงอกกี่ต้น ท่านไม่ทราบหรอกครับ และเมื่อเป็นอย่างนี้ชาวบ้านก็รู้อยู่ว่าอันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำตามกติกาของมัน ไม่ทำก็ไม่ได้ หรอกครับ ผมคิดว่าเรายอมรับความจริงกันดีกว่าครับ แล้วก็แก้ปัญหาให้ตรงประเด็น ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ตัวอย่างสั้น ๆ อีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ท่านให้งบประมาณ เรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนไปนะครับ งบประมาณที่ให้ไปนั้นเรามุ่งหวังว่าจะทำให้การเรียนการสอน ในชั้นเรียนมีคุณภาพ แต่ปรากฏว่างบประมาณเหล่านั้นไม่ได้ใช้เรื่องเกี่ยวกับการเรียนการสอน ในชั้นเรียนให้มีคุณภาพ เพราะการเรียนการสอนในชั้นเรียนให้มีคุณภาพเป็นเรื่องของวิธี การสอนของครูและการทุ่มเทด้วยใจของครูในห้องเรียน แต่งบประมาณเหล่านั้นกลายเป็น เรื่องของการซื้ออุปกรณ์การเรียนจนกระทั่งไปถึงการทำห้องน้ำ การทำสวนหน้าโรงเรียน แม้กระทั่งการทำเสาธงของโรงเรียน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนและคุณภาพ การศึกษาเลย ถ้าตรวจโดยกรมบัญชีกลางทุกอย่างถูกต้องหมดทุกประการแต่ไม่ได้มีคุณภาพ การศึกษาเลย จากตัวอย่างดังกล่าวนี้ ผมอยากจะขออนุญาตมีข้อเสนอกับกรมบัญชีกลางว่า ขอความกรุณาเถอะครับ แก้ไขกฎระเบียบอันนี้ใหม่ ผมรู้ว่าในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาท่าน ออกเป็น พ.ร.บ. เลย กรุณาแก้อันนี้เถอะครับ และพวกผมจะช่วยท่านแก้ด้วย

สำหรับ สตง. ท่านประธานครับ ในการตรวจก็เช่นเดียวกัน สตง. ก็ตรวจ เอกสารนะครับ และ สตง. ก็ตรวจนะครับ และวันนี้ก็มีหน่วยงานราชการในภูมิภาค เยอะมากในท้องถิ่นด้วยที่ สตง. บอกว่าผิดนะครับ แต่ผมมีคำถามด้วยสามัญสำนึกคนที่เป็น ชาวบ้านธรรมดานี่นะครับท่านประธาน ส่วนราชการในพื้นที่ผิดเยอะมากเลยนะครับ และคำถามคือรัฐบาลผิดตรงไหนบ้างครับ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องผิดตรงไหนบ้างครับ ไม่มีนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่านี่คือปัญหาของระบบตรวจเงิน แผ่นดิน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเลยว่าอีกไม่นานนี้หลังจากน้ำท่วมจะมีโครงการ ช่วยน้ำท่วม กรมบัญชีกลางลองบีบสำนักงบประมาณบอกขอให้ตรวจผลงานของการแก้ไข ปัญหาน้ำท่วม จากมาตรการที่จะลงไปช่วย แล้วเอาผลงานมาวัดกัน ไม่ใช่เอาเอกสารมาให้ดู ถ้าจะย้อนกลับไปดูโครงการที่มากกว่านั้นไปดูโครงการบัตรประชารัฐสิครับว่าโครงการ บัตรประชารัฐนั้นให้ผลอะไรกับประชาชนบ้าง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น สตง. ก็เช่นเดียวกัน ฝากกรมบัญชีกลางไปบอก สตง. ด้วยว่า ท่านกรุณาอย่าตรวจเอกสารได้ไหม ท่านตรวจผลงานและผลที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้หรือไม่ ถ้าท่านบอกว่าท่านไม่มีข้าราชการ เพียงพอ ผมขอเสนอให้ง่ายกว่านั้นอีก ก็คือว่าท่านเลือกบางโครงการเลยครับ แล้วตรวจ ให้เห็นผลงานจริง ๆ แล้วเอากลับมารายงานต่อสภาให้ได้ เพื่อที่เราจะได้ใช้เป็นแบบอย่าง ให้กับส่วนราชการทั้งหมด

ข้อเสนอที่ ๒ สตง. จะตรวจอะไรผิดนะครับ ผมคิดว่าเราทำเชิงบวก ได้หรือไม่ครับ กรมบัญชีกลางเสนอ สตง. ได้ไหมครับว่าขอให้ สตง. ตรวจโครงการ ที่ทำอย่างถูกต้องและเกิดผลดีกับประชาชน เพื่อเราจะได้เอามาเชิดชู เอามาบอกว่า ข้าราชการที่ดีมี หน่วยราชการที่ดีมี เขาทำแบบนี้ ๑, ๒, ๓ เพราะฉะนั้นขอให้ส่วนราชการ และข้าราชการท่านอื่น ๆ ได้กรุณาทำตาม เราไม่ตรวจผิดได้หรือไม่ครับ ขอเราตรวจถูกบ้าง ได้หรือไม่ กรมบัญชีกลางก็เช่นเดียวกันตรวจถูกบ้างได้หรือไม่ อย่าตรวจแต่ผิดอย่างเดียว อย่างนี้เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้งหมดท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสรุปว่า การรายงานการเงินของแผ่นดินของเรา เอกสารคำของบประมาณที่เราจะเห็นในอีกไม่กี่วัน การเบิกจ่าย สิ่งเหล่านี้ในความเป็นจริงมันมีหน่วยงาน ๓ หน่วยงานเกี่ยวข้องกันโดยตรง ประชาชนฝากบอกผมว่า อาจารย์กนกขอความกรุณาให้อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าส่วนราชการ เช่น ผู้ว่าราชการ จังหวัด ไปยืนในพื้นที่พร้อมกัน ๔ ท่าน