ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อความโปร่งใสและความสมบูรณ์ของรายงานการเงินแผ่นดิน โดยเฉพาะประเด็นขาดรายละเอียดในหมายเหตุประกอบงบ การไม่เปิดเผยข้อมูลหนี้สิน ภาระผูกพัน และความเสี่ยงทางการคลังอย่างครบถ้วน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีให้สอดคล้องกับหลักสากลเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์ภาระทางการคลังในระยะยาวอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสาธารณะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ค่ะ ในวันนี้ต้องขอขอบคุณทางเจ้าหน้าที่จากกรมบัญชีกลางที่ได้มาชี้แจง ในส่วนของรายงานการเงินแผ่นดิน แต่ว่าเมื่อดิฉันได้อ่านรายงานการเงินแผ่นดินฉบับนี้แล้ว ก็ยังมีข้อข้องใจ ข้อสงสัยอยากที่จะฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ มีอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน
ท่านประธานคะ เรื่องแรกที่ดิฉันต้องการที่จะสอบถามแล้วก็ให้ข้อคิดเห็น ก็คือเรื่องของหมายเหตุประกอบงบนะคะ ที่ยังขาดรายละเอียดที่เป็นรายละเอียดที่สำคัญ อยู่หลายจุดด้วยกัน ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะชี้แจงในรายละเอียดต่อไปนะคะ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการอ่านรายงานการเงินแผ่นดินฉบับนี้ ทำให้เราได้ทราบว่า รายได้ของรัฐบาลนั้น ดูจะมีปัญหาในเรื่องของการจัดเก็บนะคะ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผล ต่อหนี้สิน ในส่วนของหนี้สินของทั้งรัฐบาลแล้วก็ในส่วนที่เป็นหนี้สาธารณะ
ประเด็นที่ ๓ ที่ต้องการจะพูดถึงก็คือเรื่องของภาระผูกพันความเสี่ยง แล้วก็หนี้ต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ปรากฏในรายงานฉบับนี้
ประเด็นที่ ๔ ก็คือเรื่องของความเสี่ยงเรื่องภาระทางการคลังอื่น ๆ ที่ไม่ได้ ถูกนำมาพิจารณา
หัวข้อแรกในเรื่องของหมายเหตุงบการเงินที่ยังขาดรายละเอียดที่สำคัญ ต่าง ๆ ดิฉันก็พบว่ารายงานการเงินฉบับนี้เป็นรายงานการเงินของรัฐบาล ซึ่งถ้ามองว่า เป็นบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่งก็จะเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์มูลค่าสูงเกือบ ๘ ล้านล้านบาท แต่รายงานที่เป็นรายงานการเงินหรือที่เราเรียกว่าเป็นงบการเงินนี้กลับมีความยาวเพียงแค่ ๔๐ หน้า ในส่วนที่เป็นงบดุล งบผลดำเนินงาน แล้วก็งบกระแสเงินสดก็จะเป็นไป ตามมาตรฐาน ดิฉันก็ไม่มีข้อติดใจอะไรที่จะมีความยาวประมาณ ๑๐ หน้า แต่ในส่วน ของหมายเหตุงบการเงินนั้นสั้นมาก มีเพียงแค่ ๓๐ หน้าเท่านั้นเอง ถ้าเราไปดูงบการเงิน ของบริษัทต่าง ๆ บริษัทระดับโลกอย่างกูเกิล (Google) หรือว่าที่ใช้ชื่อบริษัทว่า บริษัท อัลฟาเบท จำกัด มีขนาดสินทรัพย์เทียบเท่าใกล้เคียงกับรัฐบาลไทย ก็คือราว ๆ สินทรัพย์ ประมาณ ๘ ล้านล้านบาท หมายเหตุงบการเงินของกูเกิล (Google) หรือว่าอัลฟาเบท มีความยาวประมาณ ๕๐ หน้า ซึ่งก็เป็นไปตามระเบียบของ ก.ล.ต. ของประเทศ สหรัฐอเมริกา แต่ในนั้นจะมีรายละเอียดว่าสินทรัพย์ของกูเกิล (Google) มีประเภทอะไรบ้าง ลงในสินทรัพย์ประเภทการเงินเท่าไร มีส่วนที่เป็นที่ดินสิ่งปลูกสร้างเท่าไร มูลค่าต่าง ๆ เป็นเท่าไร และมีผลตอบแทนจากการลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านั้นเท่าไร แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ในหมายเหตุงบการเงินฉบับนี้ของรัฐบาลนั้น ไม่ได้มีการแจกแจงรายละเอียดดังกล่าว หรือถ้าเราไปดูบริษัทในประเทศก็ได้ ที่อาจจะไม่ได้ต้องทำตามระเบียบของ ก.ล.ต. ของประเทศอื่น อย่างเช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง เราก็พบว่า ปตท. เองก็เป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์มูลค่าประมาณ ๑ ใน ๓ ของรัฐบาลไทย เท่านั้นเอง แต่ว่าหมายเหตุงบการเงินเขาก็ทำได้ละเอียดมาก เฉพาะตัวที่เป็นหมายเหตุ งบการเงินนี้ก็ตีเข้าไป ๑๐๐ กว่าหน้าแล้ว แล้วก็ทำได้อย่างละเอียด หลายท่านอาจจะบอกว่า ทำไมถึงเอาบริษัทเอกชนมาเปรียบเทียบกับรัฐบาล ดิฉันก็เลยไปดูตัวอย่างของต่างประเทศ รายงานงบการเงินของรัฐบาลนิวซีแลนด์ ซึ่งดิฉันก็ไปเลือกมาแล้วว่าขนาดสินทรัพย์ ของรัฐบาลนิวซีแลนด์นี้ใกล้ ๆ กับรัฐบาลไทย รายงานของรัฐบาลนิวซีแลนด์นี้ก็หนาถึง ๑๕๘ หน้า โดยเฉพาะตัวหมายเหตุงบการเงินนี้หนาถึง ๑๐๐ หน้า แล้วก็แจกแจง อย่างละเอียด มีการประเมินความเสี่ยงมีการสรุปผลส่วนที่สำคัญมีการวิเคราะห์สถานการณ์ ทางการคลังต่าง ๆ สิ่งที่ขาดหายไปที่สำคัญจริง ๆ ก็คือเรื่องของการวิเคราะห์ความเสี่ยง ที่หายไปจากบทที่เป็นส่วนของหมายเหตุงบการเงินฉบับนี้ ตามปกติแล้วจะต้องมีการวิเคราะห์ ปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ จากอัตราดอกเบี้ย จากปัจจัยทางด้านตลาด อัตราแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างของรายงานงบการเงินของอีกประเทศหนึ่งที่ทำได้ดีมากก็คือ ของประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษนี้จะมีตัวบัญชีที่เรียกว่า โฮลด์ ออฟ กัฟเวิร์นเมนต์ แอคเคานต์ (Hold of Government Account) ก็คือเป็นบัญชีที่รวมเอาทุกหน่วยงานของภาครัฐ ของประเทศอังกฤษรวมงบไว้ในที่เดียว ก็คือรวมกว่า ๘,๐๐๐ หน่วยงาน สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า ตัวรายงานการเงินแผ่นดินมีการรวมเฉพาะในส่วนที่เป็นสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ รายจ่าย ของรัฐบาลเท่านั้น โดยที่ของประเทศไทยนี้ยังไม่ได้รวมบัญชีงบการเงินสำคัญ ๆ ของหน่วยงานอื่น ๆ อย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งดูแลตัวงบบัญชีที่สำคัญ อย่างเช่น บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ ก็ไม่ได้มีการรวมไว้
อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า เรื่องของมาตรฐานการบัญชี มาตรฐานบัญชีที่รัฐบาล ประเทศอังกฤษใช้ คือใช้มาตรฐานบัญชีเทียบเท่ากับเอกชน ก็คือ ไอเอฟอาร์เอส (IFRS) ในนั้น ก็จะมีการแจกแจงมาตรฐานบัญชีว่ามีการใช้ไอเอฟอาร์เอส ๙ (IFRS 9) ไอเอฟอาร์เอส ๑๕ (IFRS 15) แล้วก็ไอเอฟอาร์เอส ๑๖ (IFRS 16) ไอเอฟอาร์เอส ๙ (IFRS 9) นี้เป็นตัว ที่หลาย ๆ ท่านถ้าอยู่ในภาคธุรกิจหรือว่าภาคการเงิน หรือว่าธนาคารก็จะทราบดีว่ากำลัง จะถูกนำมาบังคับใช้กับบริษัทเอกชนไทย แล้วก็เป็นเรื่องที่ทำให้บริษัทเอกชนไทยค่อนข้างที่จะปวดหัวอยู่เช่นเดียวกัน ค่อนข้างที่จะมี กฎระเบียบที่เพิ่มเติมขึ้นมา สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาใน ไอเอฟอาร์เอส ๙ (IFRS 9) ก็คือว่า จะมีการพูดถึงการประเมินมูลค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในกรณีที่มีโอกาส ที่เกิดเหตุการณ์ในคาดฝัน แล้วก็จะประเมินความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในกรณีต่าง ๆ แต่ว่าในรายงานการเงินฉบับนี้ไม่ได้ใช้มาตรฐาน แล้วก็ไม่ได้มีการพูดถึงการประเมิน ความเสี่ยงใด ๆ ถ้าเราลองมาดูรายละเอียดหมายเหตุเท่าที่มีในรายงานการเงินฉบับนี้ก็พบว่า เขียนได้อย่างสั้นแล้วก็กระชับมาก ยกตัวอย่างเช่น หมายเหตุที่ ๙ เงินให้กู้ยืมระยะยาว ปกติแล้ว ถ้าเราดูหมายเหตุที่พูดถึงเรื่องเงินให้กู้ยืมระยะยาว สิ่งที่เราคาดว่าจะต้องมีก็คือ ๑. ลูกหนี้ เป็นใคร ผลตอบแทนเป็นเท่าไร แล้วจะครบกำหนดชำระหนี้เมื่อใด พอเรามาดูหมายเหตุที่ ๙ เงินให้กู้ยืมระยะยาวก็จะพบว่ามีการชี้แจงเพียงแค่ว่า จำนวนยอดลูกหนี้คงค้างมีอยู่ที่ ๑.๕ แสนกว่าล้านบาท แล้วก็บอกว่าเป็นเงินที่รัฐบาลให้กู้ต่อกับรัฐวิสาหกิจ โดยที่ไม่ได้บอกว่า ให้กู้กับรัฐวิสาหกิจเจ้าใด ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยเท่าใด แล้วก็ไม่ทราบว่าจะกำหนดชำระเมื่อไร จริง ๆ อย่าพูดถึงรายละเอียดเลยค่ะ ตัวหมายเหตุ การรัน (Run) หมายเลขหมายเหตุ งบการเงินอยู่ดี ๆ ก็จะหายไป ตั้งแต่หมายเลขที่ ๑๖ เป็นต้นไปก็จะไม่มีการบอกหมายเลข หมายเหตุ แต่ว่าตัวหมายเลขหมายเหตุทั้งหมดจะมีทั้งหมด ๓๒ หมายเหตุ แต่ว่าในตาราง บัญชีก็จะสิ้นสุดเพียงแค่หมายเลข ๒๖ เป็นต้นไปแค่นั้นเอง
ทีนี้เรามาดูในส่วนของงบผลดำเนินงาน จากรายงานการเงินแผ่นดิน ปี ๒๕๖๑ อย่างที่ผู้ได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงได้กล่าวไปแล้ว รายจ่ายสูงกว่ารายได้ประมาณ ๓.๒๓ แสนล้านบาท ถ้าเราไปดูตัวเลขย้อนหลังเราจะพบว่าตอนนี้จนถึงปีนี้เป็นการขาดดุล งบประมาณติดต่อกันเป็นปีที่ ๑๒ แล้ว เมื่อดูประกอบกับรายได้ กับการประมาณการรายได้แล้ว ก็จะพบว่าประมาณการรายได้ของประเทศไทย ของรัฐบาลไทยจะมีการพลาดเป้าแทบทุกปี ปีละราว ๆ แสนล้านบาท จนมาถึงต้นปีนี้ดิฉันอยากจะขอรีมาร์ก (Remark) ไว้นิดหนึ่งว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เคยเก็บได้ตามเป้าหมายมาโดยตลอดก็เริ่มจะหลุดเป้าแล้วด้วยเช่นกัน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แล้วก็การบริโภคที่ชะลอตัวหรือว่าอะไรก็ตาม แต่เมื่อไรก็ตามที่ขาดดุลต่อเนื่องกันไปนาน ๆ ถ้าเป็นเอกชนถ้าเราขาดทุนนาน ๆ เราจะเกิดสภาวะที่เราเรียกว่ามันเริ่มกินทุน แต่ว่าทางด้านงบการเงินของรัฐบาลใช้คำว่า สินทรัพย์สุทธิหดตัวลง เราก็จะเห็นว่าสินทรัพย์สุทธิค่อนข้างที่จะลดลง อาจจะลดลงเรื่อย ๆ ในกรณีที่มีการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเห็นว่าหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงมีอัตรา การเติบโตปีละ ๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รายได้ของรัฐบาลเติบโตเพียงแค่ปีละ ๔ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง อันนั้นคือสถานการณ์ของรายได้รัฐบาล แต่ถ้าเผื่อเราดูลงไปในรายเอียดเราก็จะ พบว่ารายได้ของรัฐบาลน่าจะมีปัญหาจริง ๆ ด้วย ในหมวดของหนี้สินไม่หมุนเวียนเราพบว่า มีการกู้ยืมเงินจากกองทุนวิจัย กสทช. เป็นมูลค่า ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำไปโปะเงินกู้ ของโครงการเงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และระบบขนส่งทางถนน ในระยะเร่งด่วน ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูตามมาตรา ๕๒ ของ พ.ร.บ. กสทช. เราจะพบว่า ในวัตถุประสงค์ของกองทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อการกระจายเสียงและคลื่นวิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ข้อใดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบริหารทรัพยากรน้ำ หรือระบบขนส่งทางถนนเลย แต่นี่ก็อาจจะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลนั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องของ การจัดหาเงินรายได้เพื่อนำมาใช้จ่ายในเรื่องของงบประมาณ จริง ๆ แล้วกรณีของการกู้ยืมเงิน ของ กสทช. นั้นไม่ใช่เป็นแค่กรณีเดียว ก่อนหน้านี้ก็มีคำสั่งการของกระทรวงการคลัง ที่ กค ๐๔๐๖.๒/ล. ๒๙๗๓ ที่มีการเรียกเงินจากกองทุนต่าง ๆ ที่มีสภาพคล่องสูงให้เก็บเงิน ส่งคืนคลัง ทั้งกองทุนคนพิการก็เจอ คนทุนประกันสังคม นอกจากนี้ก็ยังจะมีการออก ประกาศที่จะไปล้วงเอาเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ดิฉันไม่มั่นใจว่า ตามคำสั่งนี้มีการที่จะนำเงินจากกองทุนต่าง ๆ ไปแล้วมากน้อยเพียงใด และได้ปรากฏ อยู่ในงบการเงินฉบับนี้หรือไม่
สิ่งที่อยากจะเสนอแนะอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าในเรื่องของรายได้รัฐบาล จริง ๆ แล้วเราควรที่จะต้องมีการวิเคราะห์ ถ้าเป็นงบการเงินของบริษัทเอกชนจะต้องมีการ ประมาณการรายได้ว่าในปีต่อ ๆ ไปนั้นจะมีรายได้เข้ามาเท่าไร สิ่งที่ดิฉันอยากจะให้เพิ่มก็คือ การประเมินในส่วนของรายจ่ายภาษี รายจ่ายภาษีคืออะไร รายจ่ายภาษีก็คือภาษี ที่เราสมควรที่จะเก็บได้ แต่เรางดเว้นการเก็บ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการคลังต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น เงินลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินลดหย่อนภาษีจากมาตรการ ช็อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษีแอลทีเอฟ (LTF) อาร์เอ็มเอฟ (RMF) รวมไปถึงเงินลดหย่อน ภาษีที่ บีโอไอ (BOI) ให้เป็นสิทธิประโยชน์กับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จริง ๆ แล้วเราควรที่จะต้องมีการประมาณการว่ารายได้ทั้งหมดที่รวมรายจ่ายภาษีเป็นเท่าไรก่อน หลังจากนั้นค่อยคำนวณว่ารายจ่ายภาษีในแต่ละปีของประเทศนั้นเป็นเท่าไร และส่วนนี้นั้น ควรจะต้องรวมอยู่ในหมายเหตุงบการเงินด้วยเช่นเดียวกัน
ต่อจากนั้นในหมวดของหนี้สิน ดิฉันยังพบว่ามีหนี้สินอื่น ๆ ที่ไม่แน่ใจว่า รวมอยู่ในงบรายงานการเงินแผ่นดินฉบับนี้หรือไม่ ท่านประธานคะ รัฐบาลได้ค้างจ่าย เงินสมทบให้แก่กองทุนประกันสังคม ยอดหนี้ตอนนี้เกือบ ๆ แสนล้านบาทแล้ว แต่ดิฉัน ไม่ทราบว่ามันปรากฏอยู่ในรายงานการเงินแผ่นดินฉบับนี้หรือไม่ แล้วได้มีการประมาณการ ไว้หรือเปล่าว่า เมื่อถึงเวลาที่จะต้องชำระคืนให้แก่กองทุนประกันสังคมนั้น จะรวมดอกเบี้ย หรือว่าผลตอบแทนไว้ในเงินที่จะคืนหรือไม่ เพราะปกติแล้วเงินสมทบที่กองทุนประกันสังคม ได้จาก ๓ ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง แล้วก็รัฐบาลนั้นจะถูกนำไปลงทุน ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนประกันสังคมที่ลงทุนได้จะอยู่ที่ประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ บวกลบ เมื่อรัฐบาลค้างจ่ายก็เท่ากับว่ากองทุนประกันสังคมเสียโอกาสที่จะนำเงินเหล่านั้น ไปลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผลมาให้กับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ดิฉันอยากถามว่า ดอกเบี้ยนั้นจะรวมอยู่ในเงินที่เป็นยอดหนี้หรือไม่ แล้วยอดหนี้นี้ ๙๕,๐๐๐ ล้านบาท ได้บันทึกไว้ในรายงานการเงินแผ่นดินนี้หรือไม่ นอกจากนี้แล้วยังมีเงินอุดหนุนตามระเบียบ ของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะ หรือว่าพับลิก เซอร์วิส ออบลิเกชัน (Public Service Obligation) ที่ยังคืนรัฐวิสาหกิจไม่หมดนั้นอยู่ในรายงาน การเงินแผ่นดินนี้หรือไม่ ภาระทางการเงินการคลังอื่น ๆ อย่างเช่น การรอชดเชย การดำเนินการโครงการนโยบาย อย่างเช่น นโยบายกึ่งการคลังต่าง ๆ ที่รัฐบาลให้รัฐวิสาหกิจนั้น ควักเงินของตัวเองออกเงินไปก่อน ที่รัฐบาลบอกให้ ธ.ก.ส. ออกเงินให้เงินอุดหนุนกับ เกษตรกรไปก่อน ที่รัฐบาลให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ออกเงินชดเชยดอกเบี้ยไปก่อน เงิน เหล่านี้เป็นมูลค่าเกือบ ๆ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นคืนรัฐวิสาหกิจไปหมดหรือยัง เพราะถ้าเรา ดูในงบการเงินของรัฐวิสาหกิจ งบตรงนี้จะเป็นในส่วนของลูกหนี้ค้างจ่ายจากรัฐบาล แต่ว่าถ้าในงบการเงินแผ่นดินของรัฐบาลนั้น ส่วนนี้ไม่ปรากฏอยู่มันก็จะหายไป แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะติดตามดูได้ พอพูดถึงเรื่องของความเสี่ยงทางการคลัง แล้วก็ภาระ ผูกพันทางการคลังนั้น เราก็ยังเห็นว่ามันเป็นส่วนที่สำคัญ มันเป็นความเสี่ยงของแผ่นดิน ที่จะเกิดผลต่อเป็นภาระทางภาษีของประชาชนในอนาคตนั้น ก็ควรจะต้องมีการประเมิน และวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการคลังเหล่านั้น แล้วระบุไว้ในรายงานการเงินด้วย ภาระผูกพัน เราพบว่ารัฐบาลได้ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปีสูงถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ รายจ่าย แต่ว่าในรายงานฉบับนี้นั้นปรากฏเพียงแค่ของปี ๒๕๖๑ โดยที่ไม่ได้มี การประมาณการว่าภาระหนี้ผูกพันในอนาคตจะเป็นเท่าไร และได้บันทึกไว้ในหมายเหตุ งบการเงิน ถ้าพูดถึงตัวนิยามหนี้ในนี้ก็จะปรากฏเพียงแค่หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง แต่ในหมายเหตุงบการเงินได้มีการชี้แจงไว้ว่าตัวส่วนที่เป็นหนี้สาธารณะตามนิยามของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะนั้นเป็นเท่าไรบ้าง แต่ว่าจริง ๆ แล้วถ้าเรามาคิดดูดี ๆ นิยาม หนี้สาธารณะของพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ ก็อาจจะมีปัญหา ท่านลองคิดภาพดูนะคะว่าหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลไม่ได้ค้ำประกัน แต่ถ้ารัฐวิสาหกิจนั้นเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจแล้วมีปัญหาทางการเงิน ท่านคิดว่ารัฐบาล จะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหรือไม่ เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็ต้องเสียเงินงบประมาณ ไปกับการเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจเรื่อยมานะคะ ล่าสุดของธนาคารอิสลาม แห่งประเทศไทยก็เพิ่งจะเพิ่มทุนไปเกือบ ๆ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราไปดูหนี้คงค้างของ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รัฐไม่ได้ค้ำก็มีรวม ๆ ราว ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นเดียวกัน ตรงนี้ ได้มีการระบุไว้ในรายงานการเงินแผ่นดินหรือไม่ นอกจากนี้แล้วท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า หนี้สาธารณะนั้นไม่ได้รวมถึงหนี้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามนิยาม หนี้ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดส่วนท้องถิ่นหนึ่งนั้นไม่สามารถที่จะชำระหนี้คืนได้ หนี้เหล่านั้นก็จะตกเป็นภาระของรัฐบาลด้วยเช่นเดียวกัน ในส่วนนี้มีมูลค่าประมาณ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท และความเสี่ยงที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือเรื่องของกองทุนประกันสังคม ที่มีการประมาณการไว้ว่าเงินสมทบที่เคยเก็บได้นั้นอาจจะไม่เพียงพอในอนาคตสำหรับ กองทุนชราภาพและกำลังจะขาดทุนในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า และสุดท้ายก็จะล้มละลายใช้เงิน จนหมดกองทุนภายในอีก ๒๕ ปี ก็ควรจะต้องมีการกล่าวถึงการประเมินความเสี่ยงเหล่านี้บ้าง เพราะว่าสุดท้ายแล้วมันจะกลายมาเป็นภาระในงบประมาณของรัฐบาลด้วยเช่นเดียวกัน
ในส่วนของหนี้กองทุนฟื้นฟูจะขอแตะเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าจริง ๆ แล้วยอดหนี้ ของรัฐบาลที่ลดลงส่วนหนึ่งในส่วนของหนี้สาธารณะก็มาจากการที่หนี้ของกองทุนฟื้นฟูนั้น ถูกโอนย้ายไปอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ใช้วิธีการ ที่จะผลักภาระในการชำระหนี้คืนไปให้กับประชาชน แต่ก่อนในช่วงเริ่มแรกของหนี้ ของกองทุนฟื้นฟูจะเป็นภาระการชำระดอกเบี้ยจะเป็นของกระทรวงการคลัง ส่วนธนาคาร แห่งประเทศไทยนั้นจะรับชำระในส่วนที่เป็นต้นเงินหรือว่าเงินต้น ที่ผ่านมานั้นไม่ค่อยมีการ ชำระคืนเงินต้น เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็อ้างว่าประสบภาวะขาดทุน ก็เลยจะไม่สามารถที่จะชำระคืนต้นเงินกู้ของกองทุนฟื้นฟูได้ แล้ว ๑๐ ปีที่ผ่านมา ก็เลยมีการชำระคืนเงินต้นน้อยมาก พอหลังจากที่มีการปรับโครงสร้างแล้วก็โอนหนี้แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผลักภาระไปให้กับประชาชนโดยการไปเก็บจากเงินฝาก ธนาคารพาณิชย์ ตามปกติแล้วธนาคารพาณิชย์จะหักเงินจากเงินฝากของเรา ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นั้นจะถูกหักเข้าสู่กองทุนคุ้มครองเงินฝาก แต่พอกองทุน เอฟไอดีเอฟ (FIDF) นั้นถูกโอนไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการรับชำระหนี้แล้วเขาก็หักเงินที่เคยเก็บเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากจาก ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์นั้นถูกหักไป ๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์เพื่อนำไปชำระหนี้ให้กับกองทุน เอฟไอดีเอฟ (FIDF) ซึ่งก็ทำให้สามารถที่จะปลดเปลื้องหนี้ชำระคืนเงินต้นได้ค่อนข้างดี ตอนนี้เหลือจาก ๑.๔ ล้านล้านบาทนั้น เหลืออยู่แค่ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะคะ แต่นั่นก็คือการผลักภาระ ไปให้กับประชาชนทุก ๆ คนที่มีบัญชีเงินฝาก คนเหล่านี้อาจจะยังไม่เกิดในช่วงที่เกิด วิกฤตการณ์การเงินในปี ๒๕๔๐ เลยด้วยซ้ำไป แต่เขาก็ต้องมารับภาระหนี้ก่อนนี้ด้วย ที่สำคัญก็คือว่ามันเป็นการไปแย่งเอาเงินในส่วนที่ควรจะต้องเก็บเข้ากองทุนของสถาบัน คุ้มครองเงินฝาก เพื่อมาคุ้มครองเงินฝากของเราเองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคมที่ผ่านมา เงินของท่านที่ฝากอยู่ใน ธนาคารไม่ว่าจะกี่บาทก็ตามท่านอาจจะมี ๑๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ท่านจะได้คืน เพียงแค่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ของสถาบันการเงิน การที่เราแย่งเงิน ที่ควรจะเก็บเข้ากับกองทุนสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทำให้ตอนนี้วงเงินฝากที่ต้องควบคุมรวม ณ วันนี้ ถ้าวันนี้เกิดวิกฤตการณ์สถาบันการเงินเกิดขึ้น ตอนนี้วงเงินที่ได้รับการคุ้มครอง จะต้องใช้เงินรวม ๔.๔ ล้านล้านบาท แต่กองทุนคุ้มครองเงินฝากนั้นมีเงินอยู่ในกองทุนสะสม เพียงแค่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่าคิดเป็นเพียงแค่ ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินที่ต้อง คุ้มครอง แน่นอนว่าเวลาเกิดวิกฤตสถาบันการเงินอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันทุก ๆ สถาบัน การเงิน แต่เราก็ต้องคิดว่าถ้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากนั้นไม่สามารถที่จะจ่ายคืนเงินได้ ส่วนนี้ ก็จะกลายมาเป็นภาระของรัฐบาล ของงบประมาณด้วยเช่นเดียวกัน ดิฉันขอสรุปทิ้งท้ายนะคะ เพราะว่าได้ใช้เวลามาพอสมควรแล้ว ดิฉันขอเสนอต่อท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมบัญชีกลาง ขอให้ยกระดับมาตรฐานการทำบัญชีให้มีความเป็น สากล ให้มีรายละเอียดที่ครบถ้วน มีส่วนที่วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงและประเมินความเสี่ยง ภาระทางการคลังต่าง ๆ ภาระผูกพันต่าง ๆ อย่างที่เราเคยเห็นในรายงานการเงินของรัฐบาล ในต่างประเทศ ให้มีบทวิเคราะห์ในส่วนที่โชว์ถึงประเด็นที่สำคัญ ๆ ที่เป็นไฮไลต์ (Highlight) แบบที่เราได้เห็นในรายงานทางการเงินของบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศ เพื่ออะไรคะ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่จะต้องการติดตามตรวจสอบฐานะทางการเงินการคลัง ของประเทศได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ให้เกิดความสะดวกในการทำความเข้าใจ งบรายงาน การเงินของแผ่นดินนี้เพื่อให้สามารถที่จะเข้าถึงการติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ