นิกร ตั้งข้อสังเกตแผน กกต. 20 ปี ชี้ล้าสมัย-ใช้งบไม่สอดคล้องภารกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กันยายน ๒๕๖๒

นิกร จำนง ตั้งข้อสังเกตถึงแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของ กกต. ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2560 ว่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งกฎหมายและรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนแผนดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นการใช้งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจจริงในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้ง และตั้งคำถามถึงทิศทางงบประมาณในปี 2562 และ 2563 รวมถึงแสดงความกังวลต่อข้อกำหนดที่ให้พรรคการเมืองชี้แจงแหล่งทุนในการทำนโยบาย ซึ่งอาจจำกัดเสรีภาพในการเสนอนโยบายต่อประชาชน โดยเสนอให้ กกต. ทำหน้าที่กำกับดูแลแทนการห้ามเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับเงินโดยตรง

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา เบื้องแรกผมต้องขออนุญาต ท่านพิเชษฐ์นะครับ เพราะว่าผมขอเวลาไปเตรียมที่จะมาอภิปราย ๒๐ นาทีนะครับ รายละเอียดอยู่ในที่ส่งไปแล้วนะครับ เตรียมมาแล้วต้องขออนุญาตนะครับ เกี่ยวกับรายงาน ท่านประธานเรื่องของ กกต. ในครั้งนี้ก็อยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่เราไม่ลงรายละเอียดมากนัก เพราะว่ามันเป็นของเก่าเป็นของประมาณปี ๒๕๖๐ แล้วก็ในส่วนนั้นเองบุคคลที่อยู่ที่เป็น คณะกรรมการก็ไม่อยู่ ณ ที่นี้แล้วนะครับ แล้วในขณะนั้นเองอยากจะเรียนว่าเป็นช่วงที่มี การบริหารโดย คสช. กกต. เองก็ไม่ได้มีการเลือกตั้งนะครับ แล้วก็กฎหมายอะไรต่าง ๆ ก็ไม่มี พรรคการเมืองมีอยู่จริงนะครับ แต่ว่าปรากฏว่าพรรคการเมืองนั้นมิได้มีการดำเนินการ ทางการเมืองใด ๆ ก็เหมือนกับว่าไม่มีนั่นเอง ดังนั้นผมก็จะมาอภิปรายในช่วงที่ว่าประกาศ การใช้รัฐธรรมนูญก็เป็นประเด็น คือ กกต. ช่วงนั้นรายงานฉบับนี้จะอยู่ในปี ๒๕๖๐ นะครับ ปี ๒๕๖๐ เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ไปจบปี ๒๕๖๐ ในรัฐธรรมนูญขณะนั้นออกมาประมาณเดือน เมษายน ๒๕๖๐ แล้วกฎหมายต่าง ๆ กฎหมายลูก ไม่ว่ากฎหมายของ กกต. เอง กฎหมาย เกี่ยวกับการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมืองออกมาหลังหมด ออกมาประมาณเดือนข้างหลัง มากเลย ปลายปี ดังนั้นกิจกรรมใด ๆ ไม่ว่าจะต้องรับผิดชอบดูแลพรรคการเมือง หรือแม้แต่ตัว กกต. เอง ก็อยู่ในช่วงรอยต่อหมด ดังนั้นรายงานฉบับนี้เองก็จะเรียนว่ามันก็เลยน่าจะ ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นข้างหลัง มันอยู่ในรอยต่อ ดังนั้นผมก็จะไม่ซีเรียส (Serious) กับ เรื่องรายงานฉบับนี้นัก แต่ว่าจะมาให้ความเห็นว่า ที่ กกต. สรุปมาในนี้ กกต. ไปทำช่วงหลัง คือแผนยุทธศาสตร์ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๗๙ ตรงนี้เป็นประเด็น เพราะว่าในรายงานฉบับนี้ ยืนยันแล้วว่าใช้ยุทธศาสตร์ตามนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลังจากนี้ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ก็ยังยืน ตรงนั้นไปถึงปี ๒๕๗๙ โดยประมาณ ๒๐ ปี ตรงนี้เป็นประเด็นที่อยากจะเรียนว่า กกต. ช่วงนั้น ผมจำได้ว่าทำแผนยุทธศาสตร์ตามรัฐธรรมนูญ พอรัฐธรรมนูญออกก็ทำแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เพราะเรามีข่าวว่า เราจะมียุทธศาสตร์ ๒๐ ปีควบคุม ก็เอาตามเข้าไป ตรงนี้เป็นประเด็นมาก เพราะว่าท่านคิดหรือว่าใน ๒๐ ปีที่จะมีต่อจากนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และแผน ยุทธศาสตร์ตอนหลังเราได้มีการเข้าไปต่อสู้ มีการพูดคุยขณะนี้เป็น ๕ ปี ๕ ปี ๔ ครั้ง ๒๐ ปี หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก ๕ ปี ดังนั้นเรื่องแผนยุทธศาสตร์ของ กกต. ที่กำหนด ไว้ที่ยืนไปจนถึง ๒๐ ปี ท่านต้องทบทวนใหม่เลยนะครับ ต้องทบทวนใหม่เพราะว่าท่าน สามารถทบทวนได้ ขนาดยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ที่ประกาศเป็นรัฐธรรมนูญ ประกาศเป็น กฎหมายยังทบทวนได้โดยมาตรา ๑๑ ยังเปลี่ยนแปลงได้ ตรงนี้ผมเห็นมันลีจิต (Legit) มันหนักแน่นเกินไป แล้วมันตรึงตัวเองไว้ ต้องเปลี่ยนแปลงว่าสถานการณ์มันเป็นอย่างไร มันไม่ได้อยู่แบบนี้ไป ๒๐ ปีหรอกครับ ทีนี้ประเด็นที่ท่านนำเสนอไว้ในรายงานฉบับนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ซึ่งท่านลากไปหลายปีเลยต่อจากนี้จนถึงปี ๒๕๗๙ ปี ๒๕๘๐ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาระบบและกระบวนการเลือกตั้ง งบประมาณที่ใช้ ๔๐ ล้านบาทเอง อันนี้เราพูดถึงว่า อยู่ในรอยต่อ ในรอยต่อที่ไม่มีกิจกรรมใด ๆ ถูกฟรีซ (Freeze) หมด กกต. ก็ถูก ฟรีซ (Freeze) พรรคการเมืองก็ถูกฟรีซ (Freeze) การเลือกตั้งไม่มี ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เสริมสร้าง วิถีประชาธิปไตยการมีส่วนร่วม ๓๗ ล้านบาทเท่านั้นเอง ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ส่งเสริมสนับสนุน พรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองใช้งบประมาณไป ๒๖๐,๐๐๐ กว่าบาท รวมกับ เงินกองทุน เงินกองทุนตรงนี้ใช้ไป ๖๓ ล้านบาท เป็นค่าบริหารก็หลายตัง ก็ใช้ไปบ้างเท่านั้นเอง ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ที่ท่านกำหนดอยู่ในเล่มนี้ก็คือพัฒนาระบบและกระบวนการสืบสวน สอบสวนการเลือกตั้ง ๓๑ ล้านบาทในช่วงปี ๒๕๖๐ ซึ่งไม่มีการเลือกตั้ง ยุทธศาสตร์ที่ ๕ พัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์กรก็คือ ความโปร่งใสขององค์กร ๖ ล้านกว่าบาท นี่คือ งบประมาณที่ใช้ในปี ๒๕๖๐ ประเด็นที่ผมจะตั้งคำถามตรงนี้ก็คือว่า ปีงบประมาณ ๒๕๖๒ เราข้ามมาเลย เพราะว่าท่านก็ทำเรื่องนี้อยู่ ๒๕๖๒ ยังยืนอยู่แบบไหน เพราะว่ากฎหมาย เปลี่ยนแล้ว รัฐธรรมนูญเปลี่ยนแล้ว กฎหมายเลือกตั้งมีแล้ว กฎหมาย กกต. มีแล้ว งานมัน เปลี่ยนหน้าหมดแล้ว งบประมาณปี ๒๕๖๒ เป็นคำถามว่ามีเท่าไร แล้วงบประมาณปี ๒๕๖๓ กำลังจะพิจารณาตอนนี้ปี ๒๕๖๒ งบกองทุนเรามีน้อยมากคือมันอยู่ในรอยต่อ แต่ช่วงปี ๒๕๖๓ งบกองทุนจะต้องมาสนับสนุนพรรคการเมือง ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญได้ขอไปเท่าไร อย่างไร มีแผนงานอย่างไรในปี ๒๕๖๓ ที่กำลังจะทำอยู่ แล้วผมเชื่อว่าคงมีการดำเนินการเตรียมการ ที่จะทำแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นคำถามนะครับ จะได้เห็นว่าเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็แล้วไป และอยู่ ในรอยต่ออย่างที่ผมเรียนแล้ว แต่เรื่องที่จะเกิดในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้จะต้องพิจารณากันดี ๆ แล้วท่านเองแม้ว่าไม่เป็นฝ่ายของผู้บริหารคุมนโยบาย แต่เป็นฝ่ายปฏิบัติ เป็นคนเสนอ งบประมาณเอง สามารถจะกำหนดความเปลี่ยนแปลงได้ ผมมีความเห็นและข้อสังเกต เป็นข้อเสนอแนะว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้จริง ๆ แล้วเราจะเห็นว่าในหมวด ๑๖ ของการปฏิรูปประเทศเรื่องสำคัญที่สุดก็คือ ก. ๑ คือปฏิรูปการเมือง ข้อ ก. ๑ แล้วต่อจากนั้น ก็เป็นเรื่องระบบราชการบ้าง อะไรบ้างว่ากันไป แต่การเมืองเป็นเรื่องแรก ในนี้เองมีการ กำหนดไว้ชัดเจนว่าปัญหาที่มี ผมจำได้ว่าท่านจรุงวิทย์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านอยู่ในกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ส่งเรื่องไปให้ท่านมีชัย ส่งเรื่องไปให้ฝ่ายที่เขายกร่างอยู่ว่า ปัญหาสำคัญของประเทศขณะนี้ก็คือวัฒนธรรมประชาธิปไตย การพัฒนาตรงนี้เขาก็เขียน เป็นข้อ ๑ ก. ๑ เรื่องการตรงนี้นะครับ เป็น ๒-๓ ข้อ แล้วเรื่องที่ในรัฐธรรมนูญกำหนดว่า การทำนโยบายจะต้องมีแผนงบประมาณอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันปรากฏใน ๕-๖ ข้อ ปฏิรูป ข้อ ก. ๑ ประเด็นปัญหาที่มีก็คือว่าปฏิรูปอื่นปฏิรูปการศึกษามีกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิรูปตำรวจ มีตำรวจ ปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน แล้วก็เป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศบอบช้ำมาก จากเรื่องการเมือง ไม่มีหน่วยงานใด ๆ เลยที่รับผิดชอบ ไม่มี เราพยายามกันตอนนั้น ก็คือว่า จะขอตั้งหน่วยงานโดยการที่จะไปแก้กฎหมาย ผมเป็นประธานอนุกรรมการยกร่างกฎหมาย ก็คือว่าจะไปแก้กฎหมายเอาสภาพัฒนาการเมืองมาจัดการเรื่องนี้ ไปหาท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เสียด้วยซ้ำตอนนั้น แล้วก็มีความพยายามยกร่างเป็นกฎหมายแล้ว แต่ปรากฏว่าทาง สภาพัฒนาการเมืองเขาอยากจะอยู่ตามเดิม ผมได้ข่าวมาแล้วว่าจะต้องถูกยุบแน่สุดท้าย ก็ถูกยุบ ก็เลยไม่มี พอไม่มีเราก็มองต่อไปผมสอนพระปกเกล้า คือเดิมจะทำคู่ให้สภาพัฒนาการเมือง เป็นตัวรุก เป็นฝ่ายบู๊ แล้วฝ่ายบุ๋นนี้ก็จะเอาสถาบันพระปกเกล้าเป็นฝ่ายบุ๋นอยู่กับสภา เพื่อพัฒนา เพราะว่าการเมืองมีปัญหามาก เราต้องการจะพัฒนาอย่างเอาจริงเอาจังก็ปรากฏว่า เรื่องนี้ล้มเหลวไม่มี พอไม่มีแล้วก็มีความหวังขึ้นมาตอนที่ กกต. มาตั้งคณะกรรมการ พัฒนาการเมืองช่วงนั้นตั้งตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ผมเชิญพรรคการเมือง มีเชิญพรรคเพื่อไทยไป พรรคประชาธิปัตย์ไป ท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ มีผมเข้าไป มีท่านอนุทินเข้าไป แล้วมีกรรมการ มีการเตรียมงานกันเสร็จว่าจะมีการพัฒนา แล้วท่านเอนกเป็นประธาน ท่านเอนกซึ่งตอนหลัง มาเป็นประธานปฏิรูป ตอนหลังท่านลาออกมา คณะนี้ตอนนี้หายไป ผมไม่เกี่ยวว่าไม่ใช่ว่า อยากกลับไปเป็นใหม่ แต่ผมมองว่านัยสำคัญตอนนี้เราไม่มีหน่วยงานในการพัฒนาการเมืองเลย กกต. จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้หมายถึงต้องมาช่วยเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นงานในการพัฒนา การเมือง กกต. คงจะต้องหลงลืมไม่ได้แล้วก็ยับยั้งไม่ได้ เพราะว่าการพัฒนาทางการเมือง เท่านั้นที่จะทำให้การเมือง ท่านสู้เรื่องการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีทางเดียวก็คือความ เข้าใจในทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น เพราะว่าเราแก้ปัญหาเรื่องการซื้อเสียง อย่างเดียวไม่ได้ การขายสิทธิก็เป็นปัญหาหนึ่งเหมือนกันนะครับ ตามความเข้าใจเรื่องทาง การเมืองเรามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ประชาชนยากจนใครเอาเงินให้เขาก็เอาเงิน แต่ว่า การพัฒนาเรื่องความเข้าใจทางการเมืองมีความสำคัญอย่างไรจะเป็นนัยสำคัญ

อีกเรื่องที่ผมแย้งตอนนั้นที่เขียนมาว่าพรรคการเมืองจะต้องชี้แจงเรื่องเงิน ในการทำนโยบาย ตรงนี้เองผมแย้งไปยังผู้ร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ ยากมากแล้ว กกต. มีหน้าที่จะต้องดูแลเรื่องนี้ คือขณะนี้พรรคการเมืองขายฝันไม่ได้ เราไป ป้องกันการทำนโยบายประชานิยม แต่เราไปปิดกั้นพรรคการเมืองทั้งหมด ให้พรรคการเมือง ไม่สามารถจะให้ประชาชนมีความฝันได้ เขาจะได้เห็นว่าพรรคการเมืองเราเลือกพรรคนี้ กับเงิน ๕๐๐ บาท ที่คนเอามาให้นี่เราเลือกพรรคการเมืองดีกว่าครับ