นริศ ขำนุรักษ์ ชี้ประเด็นความไม่ต่อเนื่องในการรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2560 พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณสูงในการประชาสัมพันธ์ที่ควรลดลงเพื่อให้พรรคการเมืองและผู้สมัครเป็นผู้ทำหน้าที่แทน เสนอให้เสริมกลไก กกต. ในการลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง โดยเฉพาะข้าราชการและผู้บริหารท้องถิ่นที่เพิกเฉยหรือร่วมกระทำผิด พร้อมผลักดันให้มีการทบทวนการแต่งตั้งกรรมการประจำหน่วยไม่ให้เป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน และพิจารณาปรับวาระผู้แทนราษฎรให้สั้นลงเพื่อลดโอกาสการซื้อเสียง รวมถึงตั้งข้อกังวลต่อการเพิ่มเวลาการลงคะแนนเป็น 9 ชั่วโมงแต่ลดจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความรับผิดชอบในการบริหารจัดการเลือกตั้ง
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าการรับทราบและ อภิปรายผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่านสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ บรรยากาศน่าจะเงียบเหงากว่าทุกครั้ง เหตุเพราะว่าเป็นรายงานที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นปีที่ไม่มีการเลือกตั้ง ๒. เป็นรายงานของคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่แล้วด้วยนะครับ ซึ่งไม่ใช่ชุดปัจจุบัน ซึ่งอาจจะทำให้บรรยากาศผิดแผกแตกต่างจากกันทุกครั้ง แต่ว่าผมมี เหตุผลความจำเป็นบางประการที่จะอภิปรายด้วยเหตุที่ว่ากระผมเองผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง รวมทั้งรับทราบการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ ทั้งท้องถิ่นมาเป็นอย่างดี คิดว่าประสบการณ์ เหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการอภิปรายในครั้งนี้
๒. เหตุผลที่จำเป็นต้องอภิปราย เพราะผมคิดว่า กกต. เป็นองค์กรที่ใช้ งบประมาณแผ่นดินจำนวนไม่น้อยนะครับ ใช้ร่วม ๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี มากกว่า บางกระทรวงของเราเสียอีก แต่ที่สำคัญที่ต้องอภิปราย เพราะว่าผมเชื่อมั่นใน กกต. ว่า ท่านยังเป็นหน่วยงานที่เป็นความหวังอยู่นะครับ ผมขออนุญาตที่จะเริ่มว่าผมอยากให้ท่าน ให้ความสำคัญโดยการรณรงค์และโหมโฆษณาให้คนไทยเชื่อว่านักการเมืองที่ทุจริตการเลือกตั้ง และรัฐบาลที่มาจากการทุจริตในการเลือกตั้งนี่เป็นความเลวร้ายที่สุดนะครับ ไม่มีสิ่งใด เลวร้ายเท่านี้นะครับ เพราะทั้งนักการเมืองและรัฐบาลที่ทุจริตการเลือกตั้งจะเข้าไปแสวงหา ผลประโยชน์ไปถอนทุนคืนและจะทำความเสียหายและไม่เพียงแต่เกิดความเสียหาย ในประเทศ ผมคิดว่าชื่อเสียงในระดับประเทศรวมทั้งเศรษฐกิจ รวมทั้งการลงทุน ก็จะได้รับ การกระทบไปด้วยนะครับ ผมจึงขออนุญาตตั้งข้อซักถามและข้อเสนอแนะในบางประการว่า สำหรับการเลือกตั้งทุกครั้ง ข้าราชการที่เพิกเฉย ทั้ง ๆ ที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ที่ร่วมกระทำผิดกันเสียเอง กกต. ต้องสร้างกลไกขึ้นมานะครับ เพื่อที่จะเอาผิดลงโทษให้ได้ บางจังหวัดรู้ทั้งรู้ว่ามีการกระทำผิดผู้ว่าราชการจังหวัดเฉย นายอำเภอเฉย ธุระไม่ใช่ ในบางพื้นที่ เลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตอนกลางคืนซื้อเสียง เดินซื้อเสียงตามครัวเรือน เช้ามามานั่งเป็น กรรมการเลือกตั้งนะครับ เดินเข้ามาขยิบตาเลยครับ ว่าต้องเลือกนะครับ เพราะเมื่อคืนผมไป พบมาแล้ว กกต. ต้องมีกลไกครับ ผมบอกว่ามีกลไกหนึ่งคือการประเมินกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนี่ครับ ต้องใช้หลักประชาธิปไตยเข้ามาประเมินด้วย หมู่บ้านใด ตำบลใด ที่มีการทุจริตเลือกตั้ง อย่าให้ผ่านนะครับ ต้องเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นออกจากตำแหน่งให้ได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็น หนทางที่พอจะไปได้อยู่นะครับ
ประการถัดมา ผมขออนุญาตเสนอแนะเรื่องหนึ่งว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง กกต. ใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์สูงมาก ท่านติดป้าย ท่านโฆษณา ท่านออกสื่อ ที่จริงท่านใช้ ให้น้อยที่สุดได้เลยครับ เพราะหน้าที่เหล่านี้เป็นหน้าที่ของผู้สมัครและพรรคการเมืองที่เข้าไป รณรงค์เลือกตั้ง ชาวบ้านรู้ครับ จากพวกเราปราศรัยว่าเลือกตั้งวันไหน หน่วยไหน เลือกใคร ชาวบ้านทราบครับ แต่ว่างบประมาณ กกต. ใช้เป็นก้อนใหญ่สุดสำหรับ การเลือกตั้ง อันนี้ผมรู้สึกเสียดายนะครับ การเลือกตั้งครั้งต่อไปท่านใช้ให้น้อยนะครับ ท่านสำรวจได้เลยครับว่าชาวบ้านรู้การเลือกตั้งจากใครมากที่สุด ผมคิดว่าจากป้าย กกต. น้อยสุด จากพวกเราปราศรัยมากสุด
ถัดมาผมไม่ทราบเหตุผลใดว่า การเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ เราใช้เวลาสำหรับ การเลือกตั้ง ๗ ชั่วโมง ๘ โมงเช้าถึง ๓ โมงเย็น ท่านให้มีกรรมการหน่วยเลือกตั้ง ๙ คน รวม รปภ. ๒ คน เป็น ๑๒ คน และท่านได้ตั้งเป็นผู้อำนวยการหน่วยเลือกตั้ง ๑ คน ก็ทำหน้าที่ ๗ ชั่วโมง ใช้ได้ครับ แต่พอมาเลือกตั้งครั้งล่าสุด ท่านใช้เวลาในการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นมาอีก ๒ ชั่วโมง เป็น ๙ ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งท่านลดลงเหลือ ๕ คน บวก รปภ. ๒ คน เป็น ๗ คน และไม่ได้แต่งตั้งผู้รับผิดชอบเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ไม่มีเจ้าภาพนะครับ แต่ละหน่วย ท่านลองกลับไปดูคำสั่งของท่าน ผมคิดว่าต้องแก้ไขนะครับ
เรื่องสุดท้าย ผมอยากให้ท่านใช้งบประมาณสักก้อนหนึ่งใหญ่ ๆ จากกองทุน พัฒนาพรรคการเมืองก็ได้ หรือผมเชื่อว่าท่านจะขอจากรัฐบาลหรือท่านขอจากใครก็ไม่มีใคร ขัดข้องเพื่อมาทำเรื่องวิจัยนะครับ ป้องกันการซื้อเสียง ป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง ผมอยากให้ ท่านลองวิจัยครับว่า วาระของผู้แทนราษฎร ๔ ปี เหมาะหรือยัง ๔ ปี บางครั้งนักลงทุน ในทางการเมืองอาจจะชอบนะครับ ๔ ปี ท่านลองขยับมาน้อยหน่อยได้ไหมครับ เหลือ ๒ ปี อย่างนี้ ผมคิดว่าคนซื้อเสียงขยาดนะครับ ท่านลดลงมา ๒ ปี บางครั้งคนซื้อเสียงไม่กล้าซื้อ นะครับ เพราะว่าอาจจะไม่คุ้ม ท่านลองศึกษาดูว่าตัวเลขวาระกี่ปีเหมาะที่สุดและคนไม่กล้า ซื้อเสียง ๒. ถ้าท่านไม่ใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นกรรมการหน่วยประจำหน่วยเลือกตั้งได้ไหม ท่านจะใช้ใครได้ดีกว่านี้ เพราะผมอภิปรายมาตั้งแต่ต้นว่าบางหมู่บ้านกลางคืนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปใช้เงินซื้อเสียงแล้วกลับมานั่งเป็นกรรมการเลือกตั้ง แต่ครั้งหนึ่งการเลือกตั้ง เมื่อปี ๒๕๔๔ ทาง กกต. เลือกคนอื่นไม่ใช่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยอื่น ส่วนตัวเห็นว่าได้ผล แต่ว่าเผื่อว่าผมเห็นคนเดียว ท่านใช้เงินสักก้อนศึกษาครับว่าใครควรจะเป็นกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพและป้องกันการซื้อเสียงได้มากที่สุด ท่านลองกลับไปศึกษา อีกสักครั้งเถอะครับว่าการนับคะแนนรวม ไม่นับคะแนนที่เป็นหน่วย อันไหนที่จะป้องกันซื้อเสียง ป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง