ชินวรณ์ บุณยเกียรติ อภิปรายประเด็นการตีความข้อบังคับการประชุมเกี่ยวกับกระทู้ถามสด โดยชี้ว่าต้องกำหนดให้ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๐ ว่าต้องมีบทบัญญัติเรื่องการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการตีความที่อาจลดทอนสิทธิในการตรวจสอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากข้อบังคับที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในหมวด ๘ เรื่องกระทู้ถามนี้เกี่ยวข้องกับ รัฐธรรมนูญโดยตรง ท่านประธานครับ เพราะจำเป็นที่จะต้องได้มีการพูดจาไว้เพื่อให้เป็น หลักฐานและบันทึก และที่สำคัญก็คือว่าคณะกรรมาธิการก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เราต้องอนุวัตให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ บางเรื่องคณะกรรมาธิการชุดนี้บอกว่าต้อง ล้อคำพูดมาจากรัฐธรรมนูญ แต่ก็แปลกใจเหมือนกันว่าพอมาถึงหมวด ๘ เรื่องกระทู้ถาม ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๕๐ โดยตรง แต่รู้สึกว่ายังมีปัญหาที่ทำให้เพื่อนสมาชิกจะต้อง ถกเถียงกัน ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าผมอยากจะทบทวนมาตรา ๑๕๐ อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธาน มาตรา ๑๕๐ นั้นได้มีบทบัญญัติไว้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับการงานในหน้าที่ โดยจะถามเป็น หนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ตามข้อบังคับการประชุมแห่งสภานั้น ๆ นี่ในส่วนแรกที่เราถือ ปฏิบัติมาก็คือว่าเมื่อเราร่างข้อบังคับ เราต้องร่างข้อบังคับว่า การตั้งกระทู้ถามนั้น ถ้าเป็น หนังสือก็คือกระทู้ถามทั่วไปตามที่เข้าใจกัน ถ้าด้วยวาจาก็คือกระทู้ถามสด ก็ไปร่างเป็นข้อบังคับกันมาตามลำดับ แล้วก็มีผลบังคับใช้ ชัดเจน แต่ว่ายังมีส่วนหนึ่งที่ต่อจากการดำเนินการที่ไปร่างตามข้อบังคับแล้ว รัฐธรรมนูญ ยังมีบทบัญญัติซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจา โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าไว้ด้วย รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้หรือคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เป็นเรื่องที่ยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัย หรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ตรงนี้จึงเป็นข้อถกเถียงที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านเมื่อสักครู่ได้ลุกขึ้นมาอภิปราย แล้วเห็นว่า ทำไมจึงไปตีความในการที่จะตัดสิทธิในการตรวจสอบของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถจะตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้อย่างทันท่วงที แล้วฝ่ายบริหารก็ต้อง แสดงความพร้อมที่จะมาตอบ ผมก็ไปดูว่าจริง ๆ แล้วตอนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาคิดกันอย่างไร ผมก็ไปดูแล้วไปค้นพบว่าคำอธิบายประกอบตอนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ได้เขียน คำอธิบายประกอบไว้ว่าบทบัญญัติลักษณะนี้ได้บัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ (มาตรา ๔๐) ไว้ด้วยสมัยนั้น และได้บัญญัติ ทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดิน โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา มีสิทธิตั้งกระทู้ถาม รัฐมนตรี การตั้งกระทู้ถามจะถามเป็นหนังสือหรือวาจาก็ได้ตามข้อบังคับการประชุม ข้ออธิบายข้อต่อไปสำคัญครับ และในข้อบังคับการประชุมนั้นอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการ ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าไว้ด้วย ดังนั้นทุกคนจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม หมายถึงทั้งผู้ที่จะนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และหมายถึงผู้ที่บริหารราชการ แผ่นดินจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะต้องตอบกระทู้ถามอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ที่ตน รับผิดชอบ ซึ่งส่งผลให้การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภามีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น ทั้งนี้ ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับในรายละเอียดอย่างไรก็ได้ แต่ว่าอันนี้แทนที่เราจะกำหนดไว้ ในข้อบังคับก็กลับไปรวมคำว่า สด เดิม กับเอาคำว่า วาจา เข้าไป ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ยัง หมิ่นเหม่ต่อการที่จะทำให้เกิดการตีความข้อบังคับตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ได้ นี่เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่ากระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้านั้น เป็นเจตนาพิเศษของผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการจะเปิดกว้างให้เพื่อนสมาชิกในสภา แห่งนี้เกิดมีเหตุการณ์เดือดร้อน เร่งด่วนสำคัญในพื้นที่ หรือเกิดเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับ บ้านเมืองสามารถที่จะลุกขึ้นพึ่งพาท่านประธาน ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้ง ล่วงหน้า ถ้าท่านประธานจำได้ในสมัยท่านประธาน พิชัย รัตตกุล ผมลุกขึ้นใช้สิทธิในการตั้ง กระทู้ถามด้วยปากเปล่า กรรมาธิการบางท่านคงจำได้ วันนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ กระทรวงศึกษาธิการขึ้นมา ผมไม่อยากทบทวนแล้วครับ ผมได้ลุกขึ้นขอตั้งกระทู้ถาม ด้วยปากเปล่าคือกระทู้ถามด่วนโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ขอให้เพื่อนสมาชิกได้รับรอง ท่านประธานให้ความเห็นชอบ ผมก็บอกว่าจะตั้งกระทู้ถามเรื่องอะไร ท่านประธานเห็นชอบ ท่านประธานก็ให้ฝ่ายเลขาแจ้งให้รัฐมนตรีมา ถามว่าถ้ารัฐมนตรีไม่มาจะทำอย่างไร เรื่องนี้ เป็นเรื่องวัดกันในทางการเมืองครับท่านประธาน ถ้ารัฐมนตรีไม่มีความรับผิดชอบ แล้วไม่มา รัฐมนตรีเสียหายแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อการบริหารราชการ แผ่นดิน เหมือนในกรณีที่ผมเคยถามเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาญา ของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ที่ไปรับเงินรางวัลโดยมิชอบ ซึ่งไม่ควรที่จะเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ไม่อยาก จะอ้างต่างประเทศครับ แต่ว่าในต่างประเทศ ถ้าหากมีเรื่องเดือดร้อนสำคัญในเขตพื้นที่ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ว่ารัฐบาลยังไม่ได้รับรายงาน ผมคิดว่าก็จะเป็นประโยชน์ ที่จะทำให้เพื่อนสมาชิกในสภานี้ไม่ต้องกำหนดแบบเป็นลายลักษณ์อักษรว่าได้ ๓ กระทู้ คนละ ๒ กระทู้ ๑ กระทู้ อันนี้ใครก็ได้ในสภานี้ ถ้าเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อน เกี่ยวข้องที่จะต้องแจ้งให้รัฐมนตรีได้รับทราบ ผมคิดว่าก็จะเป็นการ เปิดช่องทางขึ้นมาอีกช่องทางหนึ่ง และเป็นภาระไม่มากเลย เพราะว่าคนที่จะกำหนดนั้น ก็ให้ประธานสภาเป็นผู้กำหนดว่าสมควรที่จะอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบในการตั้งกระทู้ถาม ในลักษณะนี้ขึ้นมาหรือไม่ และแน่นอนผมคิดว่าเป็นภาระน้อยกว่าที่จะเปิดตั้งกระทู้ถาม แยกเฉพาะ อย่างนั้นสิครับจะเป็นภาระกับรัฐมนตรี รัฐมนตรีต้องวิ่งตามห้องไม่ต้องทำอะไร กันเลย แต่อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมอยากจะให้ทบทวนว่าเพื่อควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่อแสดงความพร้อมของฝ่ายบริหารด้วย ผมไม่อยากให้กรรมาธิการชุดนี้ผสมปนเป แล้วก็คิดว่าเพื่อไม่ให้เข้าข่ายในการที่จะไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ผมต้องการให้ มองถึงสารัตถะในการที่จะรักษาประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
ประการที่ ๓ ครับ มีเพื่อนสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คือท่านปิยบุตร ได้พูดถึงว่ายังติดอยู่ปัญหาหนึ่งก็คือว่าถ้าเราเกิดถามแล้วรัฐมนตรีไม่มาจะทำอย่างไร ผมคิดว่าเราจะมายกเอารัฐมนตรีในช่วง ๒-๓ สมัยที่ผ่านมาที่จนมีข่าวหนีสภา หรือว่า ไม่รับผิดชอบต่อสภานี่ไม่ได้ครับ ผมคิดว่าในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา หรือหลายสมัยที่ผ่านมา หรือแม้แต่ตั้งแต่ยุคสมัยท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าท่านได้กำชับว่า ทุกวันพุธรัฐมนตรีจะต้องตรวจสอบก่อนว่าตนเองมีกระทู้ถามเรื่องอะไร จะต้องมีการเตรียม ความพร้อมและให้ความสำคัญกับสภาแห่งนี้ให้มากที่สุด เพราะตรงนี้คือตัวแทนของ พี่น้องประชาชน รัฐมนตรีก็มาจากพี่น้องประชาชน ถ้าไม่มีตัวแทนพี่น้องประชาชนที่ท่าน ได้รับเสียงข้างมาก ท่านจะไปเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไรครับ แล้วในรัฐธรรมนูญก็มีบทบัญญัติไว้ ชัดเจนว่ารัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ต้องมีความรับผิดชอบต่อสภา ไม่ใช่ว่าเรามาเห็นเหตุการณ์ หลัง ๆ นี้รัฐมนตรีไม่มาตอบ แล้วเราบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็อย่าไปมีบทบัญญัตินี้เลย ปล่อยไปเลย ไม่มาตอบก็ไม่เป็นไร ถ้าท่านมาตอบก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ผมคิดว่าเราต้องสร้างจิตสำนึก และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการที่เรามีบทบัญญัติในการที่จะดำเนินการให้เพื่อนสมาชิก ได้ควบคุมการบริหารและถามตอบกัน และผมอยากจะให้ใช้เวลาในการถามตอบที่เป็นพิเศษ ถ้าสามารถกำหนดได้นี่สำหรับล่วงหน้า หมายความว่าถามเป็นประเด็นสำคัญต่อกัน ไม่เป็นประเด็นการเมือง เป็นประเด็นความเดือดร้อน เป็นประเด็นควบคุมการบริหาร เป็นตัวอย่างในการที่จะให้เห็นว่ารัฐมนตรีที่มาตอบก็มีความพร้อมจริง คนตอบก็ทำการบ้าน มาจริง เอาความเดือดร้อนจริง ๆ มา สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดประโยชน์นะครับ และผมเชื่อว่า การสร้างจริยธรรมทางการเมืองนั้นเรามีการพูดถึงกันมา และข้อบังคับนี้ก็จะต้องมีการ กำหนดเรื่องจริยธรรมทางการเมืองต่อไป และวันนี้ถ้าเราไม่เริ่มสร้างจากจุดเล็ก ๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติไว้แล้ว เราจะไปเริ่มสร้างสิ่งเหล่านี้จากไหน ผมจึงขอเรียกร้องท่านประธาน และเรียกร้องไปยังกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกได้ให้ ความสำคัญครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ