ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายเรื่องการแก้ไขข้อ ๑๔๕ และ ๑๕๖ ในข้อบังคับสภา เพื่อปรับให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ โดยเสนอให้ยกเลิกการแบ่งประเภทเป็นกระทู้สดและทั่วไป เนื่องจากในทางปฏิบัติเดิมที่เรียกว่า "กระทู้สด" นั้นเป็นการถามล่วงหน้าแบบไม่ตรงหน้า ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้มี "กระทู้ด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" เหมือนกับระบบรัฐสภาอังกฤษ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขออนุญาตอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการในข้อ ๑๔๕ ที่เติมคำว่า กระทู้ถามสด เติมคำว่า ด้วยวาจา เข้ามา ทีนี้พอจะพูดเรื่องนี้มันจำเป็นจริง ๆ ท่านประธาน ต้องไปพูดถึงข้อที่อยู่หลัง ๆ ด้วยเพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน นั่นก็คือข้อ ๑๕๖ ที่ทางกรรมาธิการได้แก้ไว้เช่นเดียวกัน ผมขออนุญาตเริ่มต้นแบบนี้ ที่มันมีปัญหาจนทุกวันนี้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปเติมถ้อยคำที่บอกว่า กระทู้ที่ถามด้วยวาจาไม่ต้องแจ้ง เป็นหนังสือล่วงหน้า มันก็เลยเกิดปัญหาว่าข้อบังคับจะเขียนอย่างไรให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๕๐ ที่เราเรียกกัน กระทู้สด กระทู้ทั่วไป เอาจริง ๆ แล้วไม่มีคำ ๆ นี้ ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ เราเริ่มเมื่อตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บอกไว้ว่าถ้าเกิดมันเป็นปัญหาเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นที่สนใจกระทบประโยชน์ของชาติ ของประชาชนและเป็นเรื่องเร่งด่วน อาจจะถาม ในวันนั้นได้ เสร็จแล้วข้อบังคับปี ๒๕๔๔ ซึ่งออกมาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปตั้งชื่อ ให้มันว่า กระทู้สด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราก็เลยแบ่ง ๑. เป็นกระทู้สด ๒. กระทู้ทั่วไป เราใช้ ลักษณะแบบนี้มาโดยตลอด ปี ๒๕๕๐ ก็ล้อตามกันมา ทีนี้พอมาถึงตอนนี้จะมาทำตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะทำอย่างไร ตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พอดีผมเป็นแฟนหนังสือ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านไม่ได้อยู่ในที่นี้คือท่านวิษณุ เครืองาม ท่านก็บันทึกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเอาไว้เต็มไปหมด ท่านก็เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการตอบกระทู้ ของนายกรัฐมนตรี ท่านเล่าไว้ครั้งหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พยายามจะให้มีกระทู้ แบบใหม่ คือถามกันสด ๆ ตรงนั้นเลย แต่ถึงเวลาในทางปฏิบัติก็คือว่าเราจะมีการให้ทำเป็น หนังสือแจ้งมาที่ประธานสภา แล้วประธานสภาก็จะส่งไปที่รัฐมนตรีดูว่าเขาจะมาตอบหรือไม่ ซึ่งทุกวันนี้เราถือปฏิบัติกันก็คือกระทู้ที่เรามายื่นกันตอนแปดโมงเช้าถึงแปดโมงครึ่งนั่นละ แล้วประมาณสัก ๑๑ โมง ท่านประธานก็จะเรียกไปนั่งเคลียร์ (Clear) กันว่าอันไหนออก อันไหนเข้า ท่านรัฐมนตรีมาตอบหรือไม่ อย่างไร อันนี้ที่เราเรียกกันมาโดยตลอดว่า เป็นกระทู้สด แต่จริง ๆ แล้วในหนังสือของท่านวิษณุ เครืองาม ก็บันทึกเอาไว้ต่อไปว่า อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว คือท่านสมัคร สุนทรเวช ท่านบอกว่าเอาเข้าจริง ๆ มันไม่สดแล้ว ท่านสมัคร สุนทรเวช เรียกว่า กระทู้หมาด ๆ คือมันไม่สด เพราะว่าไม่ได้ถาม กันต่อหน้า แต่ว่ามีการไปยื่นหนังสือไว้ตอน ๘ โมง แล้วท่านก็จะไปบอกรัฐมนตรีว่าจะมา ตอบหรือไม่ ซึ่งเขาจะรู้แล้วว่าเรื่องอะไร แต่ยังไม่เห็นคำถาม ๓ ข้อ แต่รู้แล้ว พอจะรู้เลา ๆ แล้วว่าเรื่องอะไร ดังนั้นมันจึงสดไม่จริง แต่จะบอกว่ามันเป็นกระทู้แห้งที่ส่งกันเป็นล่วงหน้า แล้วรอให้รัฐมนตรีมาตอบกันในสภา หรือตอบในราชกิจจาก็ได้ ก็ไม่เชิง เพราะว่าถามวันนั้น ตอบวันนั้น ท่านสมัครก็เลยเรียกว่า กระทู้หมาด ๆ ฉะนั้นในทางปฏิบัติที่ผ่านมาพวกเรา ก็เขียนในข้อบังคับมาโดยตลอดว่าแบ่งเป็น ๑. กระทู้ถามสด ๒. กระทู้ทั่วไป กระทู้ถามสด ที่ใช้กันอยู่ ก็คือที่เรามายื่นกัน ๘ โมง ถามวันนั้น ถามเช้าตอบบ่าย ซึ่งผมยื่นไป ๒ กระทู้ถามสด ก็ยังไม่ได้เคยถามสักที เพราะท่านนายกรัฐมนตรีไม่ยอมมาตอบสักที ก็คือถามเช้าตอบบ่าย ทีนี้ที่เราต้องการจริง ๆ แล้วคืออะไรกันแน่ท่านประธาน ปัญหามาเกิดขึ้นเพราะว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๕๐ คือเขาไปใช้คำว่า อย่างน้อยข้อบังคับจะต้องกำหนดให้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้อง แจ้งล่วงหน้า คำ ๆ นี้ละครับ คำว่า โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า จะครอบคลุมกับสิ่งที่พวกเรา เคยทำมา ที่มายื่น ๘ โมง ถึง ๘ โมงครึ่ง มันจะครอบคลุมถึงหรือไม่ อันนี้คือปัญหาจริง ๆ บ้านอื่นเมืองอื่นเขาทำกันอย่างไร ขออนุญาตชี้แจงท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้เอาไว้ว่า สิ่งที่เราไปคิดไปเขียนแล้วเราไปหยิบยืมไปลอกเขามามันคืออะไร หลายท่านพูดไปแล้วว่า เราไปหยิบไปยืมมาจากรัฐสภาอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองในระบบรัฐสภา มันมีกระทู้อันหนึ่งซึ่งพี่น้องประชาชนจะเฝ้าติดตามโดยตลอด เพราะมันถ่ายทอดสด ตอนเที่ยง เขาเรียกกันว่า ไพรม์ มินิสเตอร์ เควสชัน (Prime minister question) คือถาม นายกรัฐมนตรีสด ๆ ทุกเที่ยงวันพุธ มีถ่ายทอดสด ทุกคนรอดูกันหมดนะครับ และฝ่ายค้าน เขาจะถามประมาณ ๖ คำถามไล่เรียงกันไปเรื่อย ๆ แล้วตอบกันตรงนั้นเลย นี่คือสิ่งที่อังกฤษ เขาทำ ในประเทศฝรั่งเศสเขาก็ทำนะครับ แต่เขาเรียกว่าเควสชง (Question) หรือ เควสชัน (Question) ในภาษาอังกฤษนั่นละ เขาจะมีกันวันอังคารตอนบ่ายและวันพุธตอนบ่าย ถามรัฐมนตรีตรงนั้นเลยเพราะเขามากันจริง ๆ นี่คือในทางปฏิบัติที่เราอยากจะไปลอก ของเขามา คือระบบรัฐสภาของเขา รัฐมนตรีจะเข้ามาประชุมสภาด้วยกันใช้เวลาประมาณ ๑-๒ ชั่วโมงเท่านั้น แล้วรัฐมนตรีก็กลับไปปฏิบัติภารกิจต่อ แต่ของเราในทางปฏิบัติคือ เราหยิบยกมาใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ รัฐมนตรีก็มาตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง แล้วแต่ว่ารัฐมนตรีคนไหนจะให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียนจริง ๆ ว่า ระบบรัฐสภาสิ่งที่สำคัญ เราใช้เวลาไม่เยอะหรอกครับตอนกระทู้ถาม ถ้าท่านรัฐมนตรี แบ่งเวลากันมาให้เป็นอย่างดี มานั่งให้เต็มตอนที่สมาชิกกำลังถาม ปัญหาที่กำลังเขียน ข้อบังคับนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ปัญหาที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้เพราะในทางปฏิบัติเราไม่สามารถ บังคับให้รัฐมนตรีมานั่งอยู่ข้างบน รอฟังพวกเราถามแล้วตอบได้ มันเลยเกิดปัญหา เต็มไปหมด ในทางปฏิบัติท่านประธานก็แก้ไขปัญหาด้วยการ ถ้าอย่างนั้นพวกเรามายื่นกัน ๘ โมง แล้วก็โทรศัพท์ติดต่อไปถามเขาว่าเขาจะมาตอบไหม เราใช้วิธีการแบบนี้ตลอด มันก็เลยสดไม่จริง ทีนี้คำถามมาอยู่ที่ข้อบังคับที่เรากำลังจะทำครับท่านประธานครับ เราจะแก้ไขกันอย่างไร ทางกรรมาธิการก็พยายามไปปรับไปปรุงเพื่อให้มันสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ ก็เลยไปเขียนว่ากระทู้ถามสดด้วยวาจา แล้วก็ไปขยายความรายละเอียดต่อไป ในข้อ ๑๕๖ ผมขออนุญาตต้องข้ามไปถึงตรงนั้นเลย เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน ข้อ ๑๕๖ ก็เขียนเอาไว้ชัดว่า ที่กรรมาธิการแก้มา การตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา สมาชิกแต่ละคน มีสิทธิตั้งกระทู้ถามได้ครั้งละ ๑ กระทู้ในวันประชุมที่มีวาระการตอบกระทู้ถามโดย ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า สมมุติว่าถ้าเราใช้แบบนี้จริง ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนถามกรรมาธิการ ถามท่านประธานลองปรึกษาหารือกันดูว่า ถ้าแบบนี้ที่พวกเรามายื่นกัน ๘ โมง ถึง ๘ โมงครึ่ง จะไม่มีอีกแล้วใช่หรือไม่ ต่อไปคือเปิดประชุมวันพุธ บ่ายโมงปุ๊บเริ่มต้นนั่งปุ๊บ รัฐมนตรี ต้องมาตอบ รัฐมนตรีคนไหนจะโดนถามไม่รู้ ไม่มีใครรู้ทั้งสิ้นเพราะเราจะยกมือถาม ตอนนั้นเลยนะครับ แต่ถ้าเราจะยึดถือแบบนี้ซึ่งสอดคล้องรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะมีการ แจ้งล่วงหน้านะครับ แต่ปัญหาคือถ้ารัฐมนตรีไม่มาสักคนละครับ เหมือนที่เราเจอกันมา ตลอด ๒ เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีไม่มาสักคนเลย เท่ากับว่ากระทู้ถามสดด้วยวาจา เป็นหมันทันที ไม่มีที่ให้ใช้ หรือเราจะตีความไปอีกแบบหนึ่งว่าสุดท้ายแล้วข้อ ๑๕๖ ที่ทางกรรมาธิการยกร่างมาให้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าถึงเวลาจริง ๆ ก็ใช้แบบเดิมไหม คือ ๘ โมง ส่งจดหมายน้อย โทรศัพท์น้อยไปถึงรัฐมนตรีว่าคนนี้โดนถามเรื่องนี้ เตรียมมาตอบ ก็จะเกิดปัญหาเหมือนที่ท่านสมาชิกชาดา ไทยเศรษฐ์ ตั้งคำถาม ก็คือแล้วมันสดจริง หรือเปล่าครับ มันไม่แจ้งล่วงหน้าจริงหรือเปล่า ฉะนั้นปัญหาทั้งหมดที่ผมพูดมาทั้งหลาย ทั้งปวง ผมคิดว่าไม่ใช่ปัญหาของสภาผู้แทนราษฎรเลยที่เราต้องมาปวดหัว ที่เราปวดหัว ทุกวันนี้แก้ไม่ตกก็เพราะคณะรัฐมนตรีครับ คณะรัฐมนตรีที่ไม่ให้ความสำคัญกับสภาเมื่อไร ก็จะเกิดแบบนี้ครับ กระทู้ที่เราต้องการถามสดด้วยวาจาเพื่อที่จะให้รัฐมนตรีมานั่ง ประจันหน้ากับเราแล้วตอบกันสด ๆ วัดกึ๋นรัฐมนตรีทีละคน ๆ เลยนี่ สุดท้ายจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้ารัฐมนตรีไม่ให้ความร่วมมือ แล้วทุกวันนี้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีบทบังคับนะครับ รัฐมนตรีมา หรือไม่มาก็ได้ เพราะฉะนั้นผมเรียนจริง ๆ ว่าข้อบังคับที่เราเขียน ที่ทางกรรมาธิการแก้มา อาจจะพอเอาตัวรอดไปได้ว่ามันไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ถึงเวลาเมื่อเราประกาศใช้ไปแล้วครับ แล้วเรากำลังปฏิบัติจริง ๆ ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที ถ้า ๑. รัฐมนตรีไม่มาประชุมกับเราในวันพุธ ตอนบ่ายโมงสักคนเดียว เราจะทำอย่างไรนะครับ เราจะไม่มีโอกาสใช้กระทู้ถามสดด้วยวาจา ตามที่กรรมาธิการปรารถนาดีเขียนมาให้เรา กับ ๒. ถ้าหากเรายืนยันใช้ประเพณีปฏิบัติเดิม แปดโมงเช้า คำถามคือแล้วมันสดจริงหรือเปล่า มันจะไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าจริงหรือเปล่า เพราะสุดท้ายประธานก็แจ้งล่วงหน้าไปที่รัฐมนตรีอยู่ดีว่าให้มาตอบนะครับ ผมคิดว่า ทางเลือกมันอยู่ตรงนี้ว่าถ้าข้อบังคับนี้ผ่านไป ข้อบังคับไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่เราจะปฏิบัติ อย่างไร ตัวท่านประธานเองซึ่งผมเข้าใจว่าท่านประธานรับผิดชอบเรื่องการจัดกระทู้ด้วย ท่านจะปฏิบัติอย่างไรไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ ที่บอกว่า กระทู้ถามสด ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าท่านจะปฏิบัติอย่างไร อันนี้ผมทิ้งประเด็นปัญหาเอาไว้ แล้วจะเกิดปัญหาแน่นอนถ้าข้อบังคับนี้เกิดขึ้นมาไม่ขัดรัฐธรรมนูญแน่ แต่ตัวประธาน จะปฏิบัติอย่างไรให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ ขอบคุณครับ