วทันยา วงษ์โอภาสี ชื่นชมบทบาทของไทยพีบีเอสในการทำหน้าที่เป็นสื่อเพื่อสังคม แต่ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณภาษีประชาชนกว่า 2,400 ล้านบาทต่อปี โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตรายการและผังรายการกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรายอื่น เพื่อสะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนและสัดส่วนการจัดรายการข่าวสารและสาระตามเกณฑ์ของกสทช. ในบริบทของยุคสื่อดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคพลังประชารัฐ อันดับแรกก็อยากจะขอชื่นชมสนับสนุนทางสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอสในส่วนของคุณภาพ ในการนำเสนอข่าวในการยืนหยัดในการทำข่าว ในการเป็น สื่อสารมวลชนเพื่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะเห็นได้จาก ไม่ว่าจะเป็นบนหน้าจอหรือว่า ได้มีโอกาสรู้จักพนักงานบางท่านในไทยพีบีเอส ก็เห็นได้ว่าในไทยพีบีเอสเองก็มีบุคลากร ที่ล้วนเป็นบุคลากรที่มีความสามารถ แล้วก็จากในรายงานในเอกสารที่ทางไทยพีบีเอส ได้สรุปผลมาก็จะเห็นได้ถึงความตื่นตัวแล้วก็ความพยายามของทางคณะผู้บริหารที่ได้พยายาม ที่จะปรับตัวองค์กรของไทยพีบีเอสเองให้ปรับเปลี่ยนตามภูมิทัศน์ของสื่อที่วันนี้อุตสาหกรรม ของสื่อเองได้มีการปรับเปลี่ยนไป ก้าวเข้าสู่ในส่วนของยุคที่เป็นสื่อดิจิทัล ทีนี้ถ้าไล่เลียง กลับมาค่ะว่า ในเอกสารที่รายงานผลการปฏิบัติการประจำปีของไทยพีบีเอสในปี ๒๕๖๑ ที่ได้ส่งมา ดิฉันก็ได้มีโอกาสศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คืองบการเงินที่ได้รายงานไว้ใน เอกสารฉบับดังกล่าว แต่ว่าก็ทำให้มีคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้เม็ดเงิน ซึ่งถือได้ว่าเป็น เม็ดเงินที่มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งภาษีนี้เราได้ถูกใช้ด้วยเจตนารมณ์เพื่อที่อยากจะ สนับสนุนให้เกิดสื่อเพื่อสังคม แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้เองสื่อได้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสื่อส่วนใหญ่วันนี้ก็ต้องยอมรับบทบาทของสื่อโซเชียล (Social) หรือว่าสื่อในแพลตฟอร์ม (Platform) ดิจิทัลเอง ก็ทำให้เกิดคำถามว่าในส่วนของงบประมาณของไทยพีบีเอส ที่มีงบประมาณกว่าปีละ ๒,๔๐๐ ล้านบาทเองนี้ เป็นการใช้ภาษีเพื่อผลักดันเจตนารมณ์ อย่างที่ว่านี้คุ้มค่าจริง ๆ แล้วหรือไม่
เมื่อกลับมาดูในสัดส่วนรายการ ในผังรายการของไทยพีบีเอสตามที่ได้ชี้แจงไว้ ในเอกสารก็จะเห็นได้ว่า รายการของไทยพีบีเอสส่วนใหญ่จะเป็นรายการกลุ่มข่าว อยู่ที่๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถัดรองลงมาก็คือเป็นกลุ่มสารประโยชน์ที่ได้ชี้แจงไว้ในอกสารก็คือ อยู่ที่ ๔๕.๔๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าดูตามประเภทรายการแล้วเปรียบเทียบกับกลุ่มรายการ ตามที่ กสทช. ได้มีการแบ่งหมวดหมู่ของตัวทีวีดิจิทัล (TV Digital) ก็น่าจะจัดได้ว่า ไทยพีบีเอสเองก็อยู่ในกลุ่มที่เป็นหมวดหมู่ข่าวสารและสาระ เพราะว่า กสทช. ได้บังคับ เอาไว้ว่ากลุ่มที่เป็นหมวดหมู่ข่าวสารและสาระจะต้องนำเสนอรายการที่เป็นกลุ่มประเภทข่าว หรือสาระไม่น้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผังรายการทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มที่เป็น หมวดหมู่ก็คือกลุ่มประเภทรายการวาไรตี้ ซึ่งเราก็มีทั้งกลุ่มที่ ไม่ว่าจะเป็น ไฮ-เดฟฟินิชัน (High-Definition) หรือว่ากลุ่มที่เป็นแสตนดาร์ด เดฟฟินิชัน (Standard Definition) เอง ก็จะถูกกำหนดอัตราสัดส่วนของกลุ่มผังรายการว่าจะต้องมีกลุ่มที่เป็นข่าวและสาระไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากผังรายการทั้งหมด ทีนี้ถ้าพอมาดูจากผังรายการ ดิฉันก็เลยอยากจะขอยกตัวอย่างงบการเงินของบริษัท ที่ประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล (TV Digital) เช่นเดียวกัน แล้วก็รีเซต (Reset) อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็สามารถที่จะไปค้นในส่วนของงบการเงินมาได้ อยากจะขอยกตัวอย่างก็คือว่าถ้าดูงบการเงิน ของไทยพีบีเอสเอง โดยที่ตัดค่าเสื่อมดีพรีซิเอชัน (Depreciation) ออกไป งบประมาณ ของไทยพีบีเอสเองมีค่าใช้จ่ายในการที่เป็นการดำเนินงานที่เป็นโอเพอเรชัน คอสต์ (Operation Cost) จริง ๆ ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี มีคนดูเฉลี่ยทั้งวัน เรตติง (Rating) เฉลี่ยอยู่ที่ ๕๘,๐๐๐ คนต่อนาที ในช่วงเวลาที่เป็นไพร์มไทม์ (Primetime) ก็คือช่วงเวลา ๖ โมง ถึง ๒ทุ่ม ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๘๕,๐๐๐ คนต่อนาที หรือถ้านำ งบประมาณทั้งหมดมาคิดย้อนหาต้นทุนเฉลี่ยในการดำเนินงานทั้งหมดของไทยพีบีเอส เป็นชั่วโมงก็คือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ บาทต่อชั่วโมง ทีนี้ดิฉันอยากจะขออนุญาต เอ่ยนามถึงบริษัทที่ประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล (TV Digital) เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท อัมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด ซึ่งประกอบตัวธุรกิจทีวีดิจิทัล (TV Digital) ช่องอัมรินทร์ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เป็นในส่วนของโทรทัศน์อยู่ที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี มีค่าเฉลี่ยคนดูทั้งวันอยู่ที่ ๒๖๘,๐๐๐ คนต่อนาที ในช่วงไพร์มไทม์ (Primetime) เช่นเดียวกัน มีค่าเฉลี่ยคนดูอยู่ที่ ๕๖๐,๐๐๐ คนต่อนาที แต่ถ้าเรานำงบการเงิน ค่าดำเนินงานของทางสถานีโทรทัศน์อัมรินทร์มาหารเป็นค่าเฉลี่ยต้นทุนในการดำเนินงานต่อ ชั่วโมงก็จะอยู่ที่ต้นทุนก็คือ ๑๕๓,๐๐๐ บาทต่อชั่วโมง ยกตัวอย่างอีกหนึ่งสถานีโทรทัศน์ ก็ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานีโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล (TV Digital) เพราะว่าสามารถที่จะผลักดันให้มีงบการเงินเป็นกำไรสุทธิได้ ก็คือช่องเวิร์ค พอยท์ ช่องเวิร์คพอยท์เองถ้าไปศึกษาในรายละเอียดดูต้นทุนในการดำเนินงานในส่วนที่เป็น การดำเนินงานที่เป็นสถานีโทรทัศน์ แล้วก็ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วก็เช่นเดียวกัน ก็คือไม่นับ พวกต้นทุนที่เป็นค่าเสื่อมต่าง ๆ ก็จะพบว่า บริษัท เวิร์คพอยท์ เองก็มีต้นทุนค่าดำเนินงาน อยู่ที่ประมาณ ๒,๖๐๐ ล้านบาทต่อปี ในช่วงอัตราเรตติง (Rating) หรือว่าค่าเฉลี่ยของคนดู ทั้งวันก็คือเฉลี่ยอยู่ที่ ๕๓๐,๐๐๐ คนต่อนาที ในช่วงไพร์มไทม์ (Primetime) ของ บริษัท เวิร์คพอยท์ มีค่าเฉลี่ยคนดูอยู่ที่ ๙๖๒,๐๐๐ คนต่อนาที ถ้าหารกลับมา เป็นต้นทุนค่าเฉลี่ยในการทำรายการโทรทัศน์ต่อชั่วโมงก็จะพบว่า บริษัท เวิร์คพอยท์เอง มีต้นทุนในการดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อชั่วโมง ทีนี้ถ้ากลับมาดู ที่ในผังรายการของไทยพีบีเอสเองก็จะเห็นได้ว่ารายการส่วนใหญ่ของไทยพีบีเอสเอง ที่ดิฉันลองนับดูแล้วมีจำนวนประมาณอยู่ที่ ๑๒ ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่จะเป็นรายการ ประเภทข่าวซึ่งมีรูปแบบในการผลิตรายการเป็นรูปแบบรายการที่ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือว่า ผลิตจากสตูดิโอเป็นรูปแบบรายการทอล์ก (Talk) ก็อาจจะมีในส่วนของต้นทุน ในการที่อาจจะต้องทำสกู๊ป (Scoop) หรือเนื้อหาเพิ่มเติมแล้วก็จะมีต้นทุนของทีมงาน ที่จะต้องออกไปทำรายการนอกสถานที่ แต่ว่าจากรูปแบบรายการดังกล่าวก็จะเห็นได้ว่า ต้นทุนส่วนของไทยพีบีเอสเองในการดำเนินงานก็จะเป็นต้นทุนที่เป็นฟิกซ์คอสต์ (Fix cost) สกู๊ป (Scoop) หรือว่ารายการที่เป็นการออกไปทำนอกสถานที่ก็จะเป็นต้นทุน ก็จะมีส่วนเพิ่มเติมของค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง แล้วก็อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายเอ็กซ์ตรา (Extra) เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นไปนะคะ แต่ว่าเมื่อนำรูปแบบรายการและต้นทุน ค่าเฉลี่ย เมื่อเทียบกับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกตัวอย่างก็คือรายการวาไรตี้ (Variety) แบบเวิร์คพอยท์เอง ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่ารูปแบบรายการมีรูปแบบรายการที่จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ต้นทุนในเรื่องของศิลปินในการดำเนินงาน ต้นทุนเรื่องของฉาก หรือว่าต้นทุนที่ในภาษาทีวี (TV) เราเรียกว่าเอ็กซ์ตร้า (Extra) ก็คือผู้ชมที่เข้ามาอยู่ในห้องส่ง แล้วก็เป็นกองเชียร์ในรายการประเภทวาไรตี้ (Variety) เอง เราก็จะทราบดีว่าต้นทุน ในการที่จะทำรายการประเภทวาไรตี้ (Variety) เหล่านี้มันจะมีค่าดำเนินงานที่ค่อนข้างจะสูง มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนรายการประเภทข่าว ทีนี้แน่นอนค่ะว่า การที่จะเป็นสื่อเพื่อคุณภาพ