วิลาสินี พิพิธกุล ขอบคุณสมาชิกสภาที่ให้ข้อเสนอแนะต่อไทยพีบีเอส ย้ำความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นและเปิดรับการตรวจสอบในฐานะสื่อสาธารณะ พร้อมชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ทั้งการใช้เรตติงร่วมกับข้อมูลคุณภาพในการพัฒนาเนื้อหา การขยายช่องทางดิจิทัลและการลงทุนด้านดาต้าเจอร์นาลิซึมเพื่อเพิ่มฐานผู้ชมอย่างมีคุณภาพ รวมถึงความคืบหน้าในการผลักดันหลักสูตรความหลากหลายทางเพศ การร่วมงานกับผู้ผลิตอิสระตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง การติดตามตรวจสอบการทุจริต โดยเฉพาะในยุค คสช. และความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลย้อนหลังผ่านเว็บไซต์ ตลอดจนการทบทวน พ.ร.บ. ไทยพีบีเอสจากผลการรับฟังความคิดเห็น และการมอบหมายทีมงานชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องรายได้และเงินเหลือจ่ายตามคำสั่ง คสช.
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพนะคะ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ เพราะว่าดิฉัน ในนามของไทยพีบีเอส ถือว่าเวลา ๓ ชั่วโมงกว่าที่ได้รับความเห็นและข้อเสนอแนะจาก สมาชิกสภาทั้ง ๑๘ ท่านนั้นเป็นประโยชน์ต่อเราอย่างยิ่งค่ะ เพราะฉะนั้นก็ยังคงต้องยืนยันใน หลักการของสื่อสาธารณะนะคะว่า จิตวิญญาณของสื่อสาธารณะในการรับฟังเรื่องของการ ถูกตรวจสอบนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งนะคะ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าข้อแนะนำวันนี้เป็น ประโยชน์กับเรามาก ๆ นะคะ ดิฉันคงจะขอเลือกตอบเพียงบางประเด็นเท่านั้นนะคะ
ก่อนอื่นขออนุญาตท่านประธานที่จะขอชี้แจงในที่ประชุมสภานี้ เพื่อไม่ให้เกิด ความผิดพลาดต่อไปว่า ดิฉันไม่เคยพูดว่าเรตติง (Rating) ไม่สำคัญหรือไม่สนใจนะคะ เพียงแต่เปรียบเทียบให้เห็นว่า ถ้าเราดูเรตติง (Rating) ในบางช่วงของไทยพีบีเอสนั้นก็สูง เป็นหลักล้านเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญของประเทศอันเป็นการสะท้อน ให้เห็นว่า เมื่อทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญคนจะหันกลับมาพึ่งสื่อที่เขาเชื่อถือได้มากที่สุด อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นจุดแข็งของไทยพีบีเอสนะคะ แล้วเราก็ใช้เรตติง (Rating) เป็นเครื่องมือ ในการสะท้อนแล้วก็เปรียบเทียบการทำงานของเราอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งที่มีสมาชิกบางท่าน แนะนำเรื่องของเครื่องมือการประเมินนั้น ต้องเรียนว่าเราให้สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ ผลิตเครื่องมือในการวัดเรตติง (Rating) เชิงคุณภาพร่วมกับนักวิชาการหลายสถาบัน ซึ่งเสร็จแล้ว แล้วก็กำลังจะเริ่มใช้ในปีนี้เช่นกันนะคะ ต้องขอบพระคุณที่ท่านให้คำแนะนำ ดิฉันขออนุญาตพูดถึงประเด็นที่มีหลายท่านตั้งคำถามว่าเราจะเพิ่มผู้ชมได้อย่างไรนะคะ ก็ต้องเรียนว่า เราตระหนักดีว่าจุดแข็งของไทยพีบีเอสนั้นอยู่ที่เรื่องของข่าวที่เที่ยงตรง เป็นกลางและเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นจุดแข็งของเราในการที่จะทำงานขยาย ส่วนนี้ให้มากขึ้นเพื่อที่จะเพิ่มผู้ชมนะคะ ต้องเรียนว่าต้นทุนในการทำรายการของไทยพีบีเอส ถ้าประเมินทั้งหมด ดิฉันต้องขอโทษที่ไม่มีข้อมูลภาพรวม แต่ว่าถ้าข้อมูลเฉลี่ยต่อนาที ของเรานั้น จากผลการประเมินล่าสุดอยู่ที่ ๓.๗๐ บาทต่อหนึ่งนาที ซึ่งข้อมูลตรงนี้จริง ๆ แล้ว ถ้าเทียบกับสิ่งที่ไทยพีบีเอสทำมากกว่าการรายงานข่าวหรือการทำรายการบนทีวี (TV) แต่ทำบนช่องทางแพลตฟอร์ม (Platform) ทุกช่องทางที่ดิฉันได้เสนอไปแล้วเมื่อช่วงต้นว่า มีผู้ที่เข้าถึงแบบเรียกว่า ก้าวกระโดด จากที่เราทำมาเมื่อปีที่แล้ว ดิฉันต้องถือว่าอันนี้ ก็เป็นการขยายส่วนของการทำงานรวมทั้งมิติในการสร้างการมีส่วนร่วมต่าง ๆ ซึ่งจะขอ ไม่พูดถึงนะคะ แต่อยากเรียนท่านสมาชิกทุกท่านว่า ในการประเมินความคุ้มค่านั้นก็คงต้องดู ภารกิจของสื่อสาธารณะที่มากไปกว่าการผลิตรายการทีวี (TV) ด้วยนะคะ แต่ว่าข้อแนะนำ ของทุกท่านและความกังวลของทุกท่านเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรับไปปรับปรุงค่ะ ดิฉัน ขอเรียนว่าในส่วนของทีวี (TV) นั้นเรามีผลการประเมินและวิเคราะห์ตัวเองในเชิงการตลาด ชัดเจนว่า กลุ่มเป้าหมายของเราก็คือผู้สูงอายุ ๔๐ ปีอัป (Up) แล้วก็กลุ่มเด็กซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูก ละทิ้งจากทีวี (TV) ช่องพาณิชย์ เพราะฉะนั้นเราถือว่านี่คือเป้าหมายสำคัญที่เราจะต้องไปถึง แต่ส่วนของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจข่าวสารนั้น เราจะใช้ช่องทางสื่อใหม่ในการบุกกลุ่มนี้ มากขึ้น แล้วเราก็มีแผนชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางออนไลน์หรือว่า โอทีที (OTT) ที่กำลังจะขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และช่องทางทั้งที่เป็นเว็บไซต์ (Web site) ของไทยพีบีเอสเอง แล้วก็ช่องสื่อสังคมออนไลน์ที่คงจะต้องพัฒนาให้มากขึ้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเพิ่มผู้ชม ให้มากขึ้นก็คือ การวางยุทธศาสตร์แบบใหม่ที่ท่านจะได้เห็นการปรับตัวของเราในเร็ว ๆ นี้ ก็คือการคิดยุทธศาสตร์แบบที่เรียกว่าทรานส์มีเดีย (Transmedia) ก็คือไม่ได้คิดว่าทำทีวี (TV) หรือทำออนไลน์ แต่ทำทุกอย่างไปพร้อมกันนะคะ เพราะฉะนั้นอันนี้คือจุดที่เรากำลังจะไป และเราตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี ๒๕๖๔ เราจะเป็นโมบายเฟิร์ส (Mobile first) เพราะเราคิดทุกอย่าง อยู่บนฐานของโมบาย (Mobile) ด้วยนะคะ และจุดแข็งอีกอันหนึ่งที่เราจะพัฒนา ให้มากขึ้นหลังจากที่เราทำมาในช่วงปีนี้เป็นต้นไป ก็คือเรื่องของดาตา เจอร์นาลิซึม (Data Journalism) ซึ่งเราจะลงทุนศูนย์ข้อมูลหรือบิ๊ก ดาตา (Big Data) ตรงนี้เพื่อให้การรายงาน ข่าวและการทำรายการของไทยพีบีเอสอยู่บนฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ และรอบด้าน และดิฉันคิดว่าศูนย์ดาต้า เจอร์นาลิซึม (Data Journalism) นี้ เราจะทำ เรื่องของการฝึกอบรมศักยภาพให้สื่อมวลชนในประเทศนี้ โดยเฉพาะสื่อท้องถิ่นด้วย เพราะว่าเราไม่ได้คิดถึงแค่คนไทยพีบีเอสเท่านั้น อันนี้คือภาพรวม ๆ ที่ดิฉันกล้ายืนยันว่า เราจะพยายามสร้างความต่างแล้วก็เพิ่มฐานผู้ชมให้มากขึ้นนะคะ ที่สำคัญมีบางท่านพูดถึงว่า เราแจกแจงกลุ่มผู้ชมหรือเปล่า จริง ๆ ต้องเรียนว่าเราได้ทำเรื่องนี้ทุกปี มีงานวิจัยที่ชัดเจนนะคะ อันนี้คือเครื่องมือที่ทำให้เราสามารถวางแผนยุทธศาสตร์ได้นะคะ
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านพรรณิการ์ วานิช ได้ตั้งคำถามเรื่อง การเพิ่มงบคอนเทนต์ (Content) ดิฉันของเรียนว่าในปี ๒๕๖๒ นี้เราได้ตั้งงบของคอนเทนต์ (Content) เอาไว้คือ ถ้าหากงบประมาณส่วนที่เป็นค่าบริการโครงข่ายทีวี ดิจิทัล (TV Digital) ออกไปแล้ว จริง ๆ งบประมาณในการทำคอนเทนต์ (Content) ของเราอยู่ที่ ๔๖ เปอร์เซ็นต์นะคะ แล้วเราสามารถปรับให้เพิ่มขึ้นกว่านี้ได้ค่ะ รวมทั้งเรามีความตั้งใจที่จะลดงบประมาณ ในส่วนของงบดำเนินการประจำซึ่งมีอยู่ในแผนแล้วเราก็มีเป้าชัดเจน ต้องขอบพระคุณ หลาย ๆ ท่านที่ให้คำแนะนำนะคะ
ประเด็นที่ ๓ ที่จะขอตอบเร็ว ๆ ก็คือการส่งเสริมเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ อย่างที่เรียนไปแล้วว่าเราประกาศหลักการเราชัดเจนว่าเราจะต่อต้านและตรวจสอบข่าวลวง หรือเฟกนิวส์ (Fake News) แล้วเราไม่ได้ทำเฉพาะไทยพีบีเอส แต่จะจับมือกับเพื่อนสื่อ ทั้งหลายด้วย แล้วก็เรื่องของกิจกรรมขับเคลื่อนการรู้เท่าทันสื่อซึ่งจะต้องทำให้มากขึ้น
ประเด็นเรื่องของที่หลาย ๆ ท่านเสนอให้เราติดตาม เราจะรับไว้ทั้งหมด แต่ว่าอยากจะขอตอบเล็กน้อยเรื่องของภัยแล้งนะคะ เพราะว่าจริง ๆ ขณะที่เรากำลังประชุม กันอยู่ในที่นี้ที่ศูนย์อีสานของไทยพีบีเอสก็จัดเวทีเสวนาเรื่องของภัยแล้งและแม่น้ำโขงเช่นกัน รวมทั้งเราเปิดประเด็นเรื่องของภัยแล้งอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ต้นปีนี้นะคะ ซึ่งถ้าจะนับจำนวน ชิ้นข่าวเกี่ยวกับภัยแล้งตั้งแต่เดือนมกราคมเราได้เสนอไปแล้ว ๖๒ ชิ้นด้วยกัน หรือถ้านับ ของปีที่แล้วทั้งปีไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ ชิ้นที่ได้รายงาน นี่เฉพาะชิ้นข่าวเราไม่ได้นับสกู๊ป (Scoop) หรือสารคดีต่าง ๆ รวมทั้งปีที่แล้วเรามีสารคดีที่เราภูมิใจก็คือสารคดีเดินทวนน้ำ ที่นำเอาแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มานำเสนอในเรื่องของการแก้ปัญหาน้ำ ในทุกรูปแบบ
อีกประเด็นหนึ่งที่หลาย ๆ ท่านเสนอ ดิฉันขอข้ามไปหลายเรื่องนะคะ เรื่องของความหลากหลายทางเพศอันนี้เป็นเป้าหมายของเราค่ะ ประเด็นที่ดิฉันไม่ได้พูดถึง ในแถลงการณ์นี้ก็คือว่า ต้นปีนี้เราได้ผลักดันเรื่องของความหลากหลายทางเพศให้เป็น หลักสูตรในชั้นประถมศึกษาผ่านรายการนโยบาย บาย (By) ประชาชน แล้วก็สามารถทำได้ สำเร็จ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกสภาที่ท่านได้ย้ำประเด็นความสำคัญเรื่องนี้นะคะ เรื่องของ การเปิดให้ผู้ผลิตอิสระได้ร่วมงานแล้วก็การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับผู้ผลิตอิสระ ต้องเรียนว่า ในปีที่แล้วเราได้ใช้ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในการทำงานเรื่องผู้ผลิตอิสระ เพราะฉะนั้นเราอยู่ในกรอบนี้ แล้วเราก็นำข้อมูลทั้งหมดขึ้นรายงานตามพระราชบัญญัติ จัดซื้อจัดจ้างนะคะ แล้วก็ในการทำงานกับผู้ผลิตอิสระปีที่แล้วซึ่งมี ๕๔ รายนั้น เป็นการกำหนดกรอบรายการและวางแนวคิดที่มีการคัดสรร ส่วนที่ท่านแนะนำเราจะรับไป พิจารณาในการเพิ่มเติมในรายงานนะคะ
อีกประเด็นหนึ่งเรื่องที่ท่านจิรายุตอกย้ำให้ความสำคัญกับเรื่องของ การทำข่าวตรวจสอบภาครัฐ ขอเรียนว่าเมื่อปีที่แล้วทั้งปีและต้นปีนี้เรามีการทำสกู๊ป (Scoop) เรื่องของการทุจริตภาครัฐในยุค คสช. ซึ่งท่านสามารถไปดูย้อนหลังได้ เราทำต่อเนื่องตลอด แล้วก็โครงการที่เราตรวจสอบเกี่ยวกับงานทุจริต หรือว่าที่กำลัง ตรวจสอบอยู่ของภาครัฐนั้นมีมากทีเดียว อย่างที่ดิฉันได้เรียนไปแล้วว่ารางวัลข่าวสืบสวน สอบสวนยอดเยี่ยมต่าง ๆ ก็น่าจะเป็นหลักประกันได้ แต่ดิฉันเห็นด้วยกับท่านว่ามันไม่มากพอ เรารับปากว่าจะทำให้มากขึ้นนะคะ จริง ๆ โครงการที่เรากำลังติดตามอยู่มีมากมาย และไม่ละทิ้งแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ อีอีซี (EEC) และโครงการทุจริตเงินคนยากไร้ และอื่น ๆ เราจะขอนำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการตรวจสอบการทุจริตต่าง ๆ เหล่านี้ ขึ้นบนเว็บไซต์ (Web site) ของไทยพีบีเอสย้อนหลังให้ท่านเห็นว่า ๕ ปี ในยุค คสช. เราได้ทำเรื่องนี้มาอย่างไรบ้างนะคะ
อีก ๒-๓ ประเด็นที่จะขออนุญาตตอบสั้น ๆ ก็จะมีประเด็นเรื่องการทบทวน พ.ร.บ. ๑๐ ปี ที่ท่านสาทิตย์และหลายท่านได้ตั้งคำถาม ปีที่แล้วทั้งปีเราทำเวทีทบทวน พ.ร.บ. ๑๐ ปีค่ะ เราได้เชิญสเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียกับ ไทยพีบีเอสจำนวนมากมาทำเวที ถ้าดิฉันจำไม่ผิดก็ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ครั้งด้วยกัน เรารวบรวม ข้อเสนอทั้งหมดแล้วก็จัดทำออกมาเป็นรายงาน แล้วทุกอย่างก็ตอบครบตาม มาตรา ๕๑ ที่ท่านได้ถามไว้นะคะ เรื่องนี้ดิฉันจะขอเอากลับไปหารือในที่ประชุมของกรรมการนโยบายว่า ข้อมูลที่เราทำรวบรวมไว้ทั้งหมดนี้เราจะนำเข้าสู่กระบวนการแล้วส่งต่ออย่างไร ก็จะขอรับไว้ ในเรื่องที่ท่านแนะนำนะคะ
อีก ๒ ประเด็นสุดท้ายที่มีท่านถามเรื่องประเด็นรายได้ตามคำสั่ง คสช. คืออะไร แล้วเงินเหลือจ่ายเราจัดการอย่างไร ดิฉันจะขออนุญาตให้คุณอนุพงษ์ รอง ผอ. สสท. ได้ตอบเรื่องประเด็นรายได้ตามคำสั่ง คสช. และให้คุณสุวรรณา รอง ผอ.อีกท่านหนึ่งตอบเรื่องของเงินเหลือจ่ายค่ะ เรียนขออนุญาตท่านประธานนะคะ ขอบพระคุณค่ะ