สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณภาษีประชาชนกว่าสองพันล้านบาทต่อปีให้กับไทยพีบีเอส พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนบทบาท แหล่งรายได้ และการดำเนินงานตามกฎหมายเพื่อประเมินความเหมาะสมในยุคดิจิทัล รวมถึงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดซื้อรายการ การลงทุนในหุ้นบริษัทเอกชน และการขาดข้อมูลที่เปิดเผยต่อรัฐสภา ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัญหาธรรมาภิบาลและความเป็นกลางของสื่อสาธารณะ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วาระสภารับทราบ รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ๒๕๖๑ ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ แห่งประเทศไทยฉบับนี้ ความจริงถ้าย้อนหลังไปในหลายฉบับก่อน ผมกับเพื่อน ๆ สมาชิก หลายคนเราเคยร่วมกันพิจารณารายงานนี้มาแล้ว และอาจจะเว้นไปในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการของทางไทยพีบีเอสที่มาชี้แจงวันนี้หลายท่านก็รู้จักกัน เคยร่วมงานกันมา ในหลายเรื่อง แต่ว่าที่จะอภิปรายต่อไปนี้เราฟังเพื่อนสมาชิกชงหวานมาหลายแก้วแล้วครับ ต่อไปนี้จะขอชงขมบ้าง เป็นข้อเสนอในมุมมองเชิงนโยบายแล้วก็มองในเชิงความเปลี่ยนแปลง ของวงการสื่อในบ้านเรา คือผมมองอย่างนี้ครับว่า องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาธารณะแห่งประเทศไทยที่เรียกสั้น ๆ ว่าไทยพีบีเอสนั้น หลัก ๆ คือเป็นสถานีโทรทัศน์ เราก่อตั้งมาโดยกฎหมายฉบับหนึ่งก็คือ พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๕๑ นับมาถึงวันนี้คือครบ ๑๐ ปีแล้ว แล้วก็ขึ้นต้น ปีที่ ๑๑ เราได้ใช้เงินที่มาจากภาษีสุราและยาสูบ ซึ่งกำหนดไว้ที่ปีละไม่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เข้าใจว่าทุกปีก็ครบถ้วน ซึ่งในการใช้เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีนั้น หลักการทั่วไปก็คือ มีการใช้จ่ายในส่วนของสถานีทุก ๆ ปี ตีเป็นเงินที่ทางไทยพีบีเอสได้มาตลอด ถ้านับ ๑๑ ปี ก็คือ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามองในเชิงของนโยบายในภาพรวมของ ทั่วทั้งประเทศนั้น วันนี้จะมีคำถามเหมือนกันครับ ซึ่งคำถามนี้อาจจะฝากถึงเพื่อนสมาชิก ทุกคนในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภานี้ว่า เงินภาษี ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราให้กับไทยพีบีเอสนั้น มาถึงวันนี้เราคิดว่ามันคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่มาจากภาษีประชาชน แล้วหรือยัง ผมตั้งประเด็นนี้เป็นคำถามที่อาจจะดูขมนิดหนึ่ง แต่ว่าต้องตั้งก็เพราะว่า สื่อสาธารณะในประเทศไทยมันเป็นความคาดหวังของเหตุการณ์เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วนะครับ ๑๑ ปีมาแล้ว วันนี้ครบ ๑๐ ปี ขึ้นปีที่ ๑๑ แล้ว ความหวังที่สังคมตั้งความคาดหวังในเวลานั้น ให้มีสื่อสาธารณะ มาถึงวันนี้ ๑๑ ปี เราเดินไปถึงจุดหมายนั้นหรือยัง อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะในองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยในกฎหมาย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้มีสังกัด คือเป็นตัวของตัวเอง จะมีรายงานเฉพาะถึง ครม. ถึงสภา มันไม่มีคนที่จะมาให้ความเห็นว่าควรจะปรับปรุงอะไร อย่างไร บังเอิญมันมีกฎหมายที่ก่อตั้ง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ในมาตรา ๕๑ เขียนว่าอย่างน้อย ทุก ๆ ๑๐ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาธารณะแห่งประเทศไทยเสนอให้มีการทบทวนที่มาของรายได้ และสัดส่วนของเงินบำรุง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ให้มีความเหมาะสม กับความจำเป็นในการดำเนินภารกิจขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ แห่งประเทศไทย ทบทวนถึงความเหมาะสมในการให้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาธารณะแห่งประเทศไทยนำส่งเงินสะสมส่วนที่เกินจากความจำเป็นกลับคืนเพื่อเป็นรายได้ แผ่นดิน หรือจัดสรรคืนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม และทบทวนการสร้างและส่งเสริม การสื่อสาธารณะของประชาชนผ่านการดำเนินภารกิจขององค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย รวมทั้งเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ผมย้อนกลับไปดูรายงานของไทยพีบีเอสเมื่อปี ๒๕๖๐ คือของปีที่แล้ว ผมอ่านทั้งหมด ผมไม่เจอในส่วนนี้ ในรายงานฉบับนี้เองซึ่งเป็นรายงานปี ๒๕๖๑ ครบรอบ ๑๐ ปี ไม่มีการเขียนถึงเรื่องของการทบทวนกฎหมาย ทบทวนภารกิจ ทบทวนเรื่องรายได้ นี่คือประเด็นที่ผมถามขึ้นมาดัง ๆ ให้ท่านสมาชิกได้ช่วยกันพิจารณา ซึ่งอาจจะต้องฟัง ความเห็นจากคนที่ทำงานด้านนี้ด้วยว่าท่านคิดอย่างไร คือเหตุผลที่ผมถามมันมี ๒ ข้อครับ
ข้อที่ ๑ ก็คือว่า ไทยพีบีเอสซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๑ ในเวลานั้นมันมี สถานีโทรทัศน์เพียงแค่ ๕-๖ ช่องเท่านั้น แล้วก็เป็นอนาล็อก (Analog) เพราะฉะนั้น กฎหมายปี ๒๕๕๑ มันเป็นกฎหมายตั้งสถานีโทรทัศน์ที่เป็นอนาล็อก (Analog) แต่ไม่กี่ปี ที่ผ่านมานี้เรามีสถานโทรทัศน์ที่เป็นดิจิทัล ไทยพีบีเอสได้ตั๋วเหมือนกับจะเป็นตั๋วฟรีที่ได้คลื่น ที่เป็นความถี่ดิจิทัลมาเลยโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเพราะเป็นของรัฐ ถ้าเทียบในของรัฐ ด้วยกันเอง อสมท. หรือช่อง ๙ รัฐไม่ต้องอุดหนุน นั่นเป็นบริษัทมหาชน จำกัด ช่อง ๑๑ ได้เงินงบประมาณปีหนึ่งไม่เท่าไร ผมเข้าใจว่าไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ำ แล้วก็มีไทยพีบีเอส ซึ่งได้ภาษีมา ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าถ้าประเมินในโทรทัศน์ดิจิทัลด้วยกัน มีสถานีโทรทัศน์ บางช่องซึ่งแข่งกับสถานีอื่น ๆ ทางด้านข่าวสารเช่นเดียวกัน เขาใช้ต้นทุนในการบริหาร ประมาณเดือนละ ๔๐ กว่าล้านบาท ปีหนึ่งตกอยู่ที่ประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท สถานีโทรทัศน์ ช่องนั้นถ้านับเรตติง (Rating) ของคนดูต่อนาทีกับไทยพีบีเอสมีความต่างกัน ไทยพีบีเอส ใช้เงินภาษีไปปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่สถานีโทรทัศน์ซึ่งแข่งข่าวสารนั้นใช้ประมาณปีละ ๕๐๐ ล้านบาท มันเป็นความต่างกันประมาณเกือบ ๓-๔ เท่า นี่นับเฉพาะตัวของ สถานีโทรทัศน์เท่านั้น แต่ท่านอาจจะบอกว่า ต่างกันเพราะไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะ เราคาดหวังว่าสื่อสาธารณะมีภารกิจที่มากกว่านั้น จะสร้างสังคมอุดมปัญญาอะไรก็แล้วแต่
แต่คำถามที่ต้องทบทวนในประการถัดมาก็คือว่า เมื่อกฎหมายตั้งองค์การ กระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๕๑ ผ่านรูปแบบในเวลานั้น ซึ่งเป็นอนาล็อก (Analog) มันเปลี่ยนมาเป็นความเป็นดิจิทัล ต้องยอมรับว่า คนดูทีวี (TV) ก็น้อยลงนะครับท่านประธาน มันไปเรื่องออนไลน์ มันไปเรื่องอื่น ๆ เยอะ มันมีทีวี (TV) ที่ผ่านยูทูบ (YouTube) บ้าง อะไรบ้าง เยอะแยะไปหมด ซึ่งเป็นคู่แข่งขันแล้วก็กระจายคนดู ไปดูผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ คำถามของวันนี้ก็คือว่า เรายังจะคงให้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท กับไทยพีบีเอสทำสถานีโทรทัศน์ต่อไป หรือเราจะเปิดช่องทาง ด้วยการแก้กฎหมายให้กับทางไทยพีบีเอส ปรับลดวงเงินที่ได้ลง แล้วไทยพีบีเอส อาจจะมีช่องทางในการหารายได้อื่น อันนี้ผมไม่ทราบ และเงินที่ได้นั้นอาจจะไปส่วนอื่นครับ เพราะมันมีอีกตัวหนึ่งก็คือ ในยุคสมัยที่พวกผมเป็นรัฐบาล เราออกกฎหมายที่เรียกว่า พระราชบัญญัติกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตั้งใจเอาเงินก้อนหนึ่งไปให้กับผู้ผลิต สผ บางทีเราอาจจะมีเงินบางส่วน หรือมีแนวคิดดี ๆ ที่จะทำให้สื่อบ้านเราที่เป็นสื่อสร้างสรรค์ มากกว่าไทยพีบีเอสที่พยายามทำได้ค่อนข้างดีอยู่แล้วในขณะนี้
ในส่วนที่ ๒ ครับ ถ้าหากว่าสามารถที่จะปรับตัวกฎหมายเหล่านี้ได้ผมคิดว่า มันเป็นประโยชน์ แต่ว่ามีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามันสำคัญกับตัวรายงานนะครับ มันคือเรื่องธรรมาภิบาล อันนี้เป็นประเด็นคำถามเท่านั้นนะครับ คือในมาตรา ๕๒ ของพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้ทางไทยพีบีเอสจะต้องเสนอรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีต่อ ครม. กับต่อสภาแล้วก็วุฒิสภา ในรายงานต้องมีการเขียน เขาก็ว่าไปนะครับ ตามกฎหมายมี ๘ เรื่องด้วยกัน บังเอิญในเรื่องที่ ๖ ครับ เขาบอกว่า ในรายงานก็คือฉบับที่เสนอสภา จะต้องมีใน (๖) ระบุว่า รายการที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุนการผลิตแก่ผู้ผลิตรายการอิสระ วิธีการว่าจ้างการผลิตรายการ พร้อมชื่อ ของผู้ผลิตรายการเหล่านั้น และรายละเอียดในการเผยแพร่รายการที่สนับสนุน ในรายงาน ท่านมีรายชื่อของผู้ผลิตอิสระ แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือวิธีว่าจ้างการผลิตครับ ผมย้อนกลับไปดู รายงานฉบับเก่ายุคที่ประมาณปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ มีเขียนไว้ แต่เป็นหลักการคร่าว ๆ ผมพูดถึงประเด็นนี้ท่านครับ ไม่ได้มีเจตนาคิดร้ายอะไร แต่มันมีคำถามจากหลายฝ่ายว่า ไทยพีบีเอสวิธีการที่จะทำรายการนั้นจะเน้นไปที่หลักของการซื้อรายการ พูดง่าย ๆ จากผู้ผลิตรายการอิสระ ซึ่งจะต่างกับบีบีซี เพราะบีบีซีนั้นจะเน้นการผลิตรายการเอง สตางค์เขาเยอะอยู่แล้ว แต่ไทยพีบีเอสจะเน้นซื้อจากผู้ผลิตรายการ บังเอิญมันก็มี ข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า การไปซื้อรายการที่ผลิตมาวงเงินมันค่อนข้างสูง ที่สำคัญอาจจะมี คนตั้งคำถามมากกว่านั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เราต้องเคลียร์กับสังคมเหมือนกันว่า คนที่ผลิตรายการมันซ้ำไหม มันมีความเกี่ยวโยงกับใครบางคนในองค์กรหรือไม่ ถ้าไม่มีถือว่า เรื่องนี้ดี เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้ามีมันก็เป็นเรื่องที่คนภายในองค์กรเองก็จะต้อง อธิบายครับ
ถัดมาประเด็นธรรมาภิบาล ซึ่งดูเหมือนจบไปแล้ว แต่มันก็มีคำถามอยู่ เหมือนกันว่า กรณีที่มีเรื่องของการเอาเงินของไทยพีบีเอสส่วนหนึ่งไปซื้อหุ้นของบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ มันมีข่าวนะครับ ไม่แปลกอะไร เราพูดถึงบริษัทซีพีเอฟ พอเรื่องนี้ ดังขึ้นมีคนที่เกี่ยวข้องลาออกไป แต่ก็มีข่าวเหมือนกับท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ก็คือนายกรัฐมนตรีขณะนี้ พลเอก ประยุทธ์ สั่งให้มีการสอบเรื่องนี้ ซึ่งผมไม่ทราบว่า จบเป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้เป็นประเด็นคำถามใหญ่ของสังคมที่ผมคิดว่า หลายคนอาจจะคิด เหมือนผมว่า ไทยพีบีเอสควรทำอย่างนั้นหรือ เพราะบริษัทที่ว่านั้นก็มีข้อครหาอีกหลายเรื่อง มันจะกระทบต่อความเป็นกลางของสื่อสาธารณะไหม แล้วก็ควรทำไหมในเวลาที่เราใช้เงิน ภาษีไปถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แล้วก็นำไปดำเนินการอย่างที่ว่า นอกจากมองมิติเรื่องของ การเพิ่มรายได้ให้กับตัวองค์กรเพียงอย่างเดียว
ประเด็นสุดท้ายเป็นคำถามซึ่งสังคมเขาก็มีการพูดจากัน นั่นก็คือคนที่มา ทำงานในองค์กรอย่างไทยพีบีเอส ก็จะมีหลายคนซึ่งผลัดกันเดินเข้าเดินออกประมาณอย่างนี้ กับองค์กรอีกองค์กรหนึ่งซึ่งก็มีคนทำงานในลักษณะเดียวกันด้วย คำถามคือมันมีการถ่ายคน จากคนใหม่ ๆ ไหม อย่างในสภาผู้ชมเองผมไปลองค้นดูในบางรายชื่อก็จะเป็นรายชื่อของคน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนในเรื่องคล้าย ๆ กันกับคนซึ่งทำงานอยู่ในองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว ความหมายของผมในแง่นี้คือการเปิดกว้าง ให้กับคนทั่วไปมากน้อยเพียงใดในการเข้ามาทำงาน ก็เป็นประเด็นใหญ่ ๆ ที่ผมทดลองเสนอ ความคิดนี้ไปเพื่อให้ทางไทยพีบีเอสตอบด้วยแล้วก็เสนอให้กับทางท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกได้คิดในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ