นิกร หารือปรับโครงสร้างกรรมาธิการเพิ่มประสิทธิภาพ-เสนอตั้งชุดรับเรื่องประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒

นิกร จำนง หารือการปรับโครงสร้างกรรมาธิการ โดยเสนอให้ตัดกรรมาธิการกิจการชายแดนออกจากการพิจารณาเนื่องจากซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการความมั่นคงและกิจการทหาร พร้อมเห็นด้วยกับการรวมหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเสนอให้แยกกรรมาธิการด้านกีฬาและการท่องเที่ยวออกจากกันตามลักษณะงานที่แตกต่าง รวมทั้งสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการร้องทุกข์และประสานงานภาคประชาชนเพื่อเสริมช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนที่ถูกจำกัดจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเสนอให้พัฒนากรรมาธิการติดตามงบประมาณให้มีบทบาททั้งในด้านการตรวจสอบการใช้งบและการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำงบประมาณเพื่อความต่อเนื่องของงานสภา และชี้แจงว่าการตัดข้อบังคับการตั้งกรรมาธิการเพิ่มเติมที่ไม่เคยใช้จริงเป็นไปตามความเหมาะสม ขณะที่การถ่ายทอดการประชุมกรรมาธิการสามารถดำเนินการได้ตามข้อบังคับข้อ 93 ที่มีอยู่แล้ว

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะกรรมาธิการ ก็มีประเด็นอยู่บางประเด็นที่อยากจะ ตอบไล่ตามข้อ เพราะว่าท่านหนึ่งแปรอยู่หลายอย่าง ผมก็เลยต้องไล่ตามข้อ

ประเด็นแรก ก็คือว่าในส่วนของท่านใน (๔) เกี่ยวกับเรื่องการตัดกิจการ ชายแดน ออกไป คือเรื่องนี้ของท่านชัยวุฒิ ซึ่งจะไปเกี่ยวกับข้อหลังในการตั้งกรรมาธิการแยก พ่วงกัน ควบ ๒ อย่าง อยากจะเรียนว่าผมเองได้พูดไว้ตอนแรกว่าอยากจะตัดกรรมาธิการ ออกไปบ้างตอนแรก เพราะว่ามีซ้ำซ้อนกันอยู่ ก็เคยเสนอว่ากรรมาธิการชายแดนมีลักษณะ ที่ว่าไปซ้อนกับความมั่นคง ไปซ้อนกับการทหารอยู่แล้ว ทีนี้ก็ขออนุญาตเอ่ยนาม เรคอร์ด (Record) เอาไว้ก็คือท่านซูการ์โนเห็นว่ากรรมาธิการชุดนี้มีความจำเป็น เพราะว่า ในชายแดนภาคใต้หรือว่าชายแดนต่าง ๆ มีปัญหา ผมยังให้ข้อคิดเห็นว่ามันยังมีเรื่องอื่น ๆ อยู่ด้วย ก็เลยยืนไว้ แต่ขณะนี้ที่ท่านชัยวุฒิเสนอขึ้นมามันมีทางเลือกอื่นที่หมายความว่า ที่ดีกว่าและตรงนั้นอาจจะไปรวมกับความมั่นคงที่เราไปเพิ่มแล้ว แล้วก็กิจการทหารก็ได้ ก็เห็นด้วยว่าถ้าอย่างนั้นก็ตัด กิจการชายแดน ออกตามที่ท่านชัยวุฒิเสนอ

ประเด็นที่ ๒ ของท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ก็ด้วยความขอบคุณที่จริงท่านพูด ในรายละเอียดเป็นกรรมาธิการไปขอช่วยท่านด้วย เพราะว่าในวันนั้นท่านเข้ามาชี้แจงและผม อยากจะเรียนว่าในข้อนี้เราเห็นด้วยกันและผมเห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะว่าที่เรา ทำการศึกษาวิเคราะห์ของการปฏิรูปสภา เราพบว่าอย่างนี้ครับ ของ สปท. ที่ส่งเข้ามาแล้วใช้ ในการพิจารณาด้วย ปรากฏว่าเรื่องงบประมาณสภาของเราทั้งปีทั้งชาติพิจารณางบประมาณ พิจารณาแล้ว เหมือนกับอะไร ไม้ล้มลุก พิจารณาแล้วก็เลยไป ๆ แล้วกรรมาธิการชุดใหม่เข้ามา ทีนี้ในการ พิจารณาตรงนั้นเราอยากจะมีเรื่องราวเป็นการเรคคอร์ด (Record) เป็นการรวบรวมไว้ ในปีนั้น ๆ คือกรรมาธิการมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอด ปีหน้าก็เปลี่ยน แล้วก็ ๒-๓ เดือนก็จบ กันไป แล้วก็หายไปนะครับ ก็อยากให้มีกลไกข้อเสนอขึ้นมาว่าควรจะมีกลไกตรงนี้แล้วก็ ขณะนี้อยากจะเรียนว่าทางสภามีการขยับแล้ว ก็คือไปตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภา อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเงินและการคลังของสภา แต่ยังเป็นกลุ่มงานอยู่ ยังเป็นกลุ่มงานเล็ก ๆ เพราะว่าข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ ผมก็มีความเห็นที่คุยในที่ประชุมกรรมาธิการว่า สภาเราอนุมัติงบให้คนอื่นเยอะแยะ ทำไมไม่อนุมัติงบให้ตั้งขยายสำนักงานนี้ออกไป เราขยาย ๒ อย่างครับ คือ ๑. เรื่องสำนักงบประมาณของรัฐสภา คือให้มีเจ้าหน้าที่ เป็นสแตนดิง (Standing) แล้วก็รวบรวมการแปรญัตติของแต่ละปี ๆ รวมรวมข้อมูล พอชุดใหม่เข้ามาก็จะได้ใช้ไปเลย ไม่อย่างนั้นมันจะหายไปหมด เป็นเหมือนอย่างที่ผม เรียนแล้วนะครับ ดังนั้นก็เลยเห็นว่าขณะนี้ที่ท่านกนกได้พูดว่าเราก็จะขยายไป ก็มีความเห็น ว่าขณะนี้มีสำนักงบประมาณของรัฐสภาแล้ว แต่ยังเป็นฝ่ายงานเล็ก ๆ อยู่ ต่อจากนี้ ต้องขยายออกไปอีก ขยายออกไปอีกตามงบประมาณที่เราจะได้รับของสภาเราเองนะครับ ก็เลยไปบรรจุไว้ ซึ่งท่านก็เห็นด้วยว่าในข้อ ๑๔ ในข้อ ๑๔ ก็คือคณะกรรมาธิการแล้วเติม คำของท่านไปว่า ศึกษาและจัดทำ และไล่ ๆ ต่อไปตามเดิม แล้วก็ในกรรมาธิการติดตาม งบประมาณเดิมของสภานะครับ แล้วก็เขียนไปว่านโยบายรัฐบาลและการจัดทำงบประมาณ หมายความว่าไม่ใช่ในของปีนั้น ไม่ใช่ติดตามตอนนั้น หมายถึงว่าทั้งเรื่องการจัดทำและ การติดตามงบประมาณด้วย เป็น ๒ มิติอยู่ ซึ่งท่านก็พอใจนะครับ ก็คิดว่าให้ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป แล้วก็จะเดินไปทางนี้ อย่างน้อยก็ขณะนี้องค์กรหน่วยงานมีแล้ว ยังเล็กอยู่ แล้วก็เราได้เขียนชัดเจนไปตรงนี้ ดังนั้นกรรมาธิการติดตามงบประมาณจะมีหน้าที่ ๒ อย่าง คือ ๑. ติดตามงบประมาณที่ใช้จะปีไหน ๆ ก็ตามเดิม อีกอันก็คือว่าเป็นการรวบรวม เรื่องวิธีการจัดทำงบประมาณ กลไกซึ่งจะไปสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์ชาติ หรืออะไรก็จะได้ พัฒนาไป นี่มันเป็นงานหลักของสภาผู้แทนราษฎรที่เราทำเรื่องนี้ แต่ว่าอย่างที่บอกแล้วว่า เราน่าจะเรคคอร์ด (Record) ดังนั้นเรื่องนี้มีการเติบโตแล้วเป็นเรื่องใหม่ จะต้องขอบคุณ ท่านกนกนะครับ

ประเด็นต่อมาในข้อ ๑๖ ก็คือท่านชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ได้แปรแยก ที่สัมพันธ์กับข้อเมื่อสักครู่นี้ ผมเองพูดไว้ในกรรมาธิการว่า เดิมผมเห็นว่าควรจะแยก ตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ว่าเรามีความเห็นกันว่ามันเป็นกระทรวงเดียว ดังนั้นมีกระทรวงเดียว แต่แยกเป็น ๒ คณะ ดังนั้นรัฐมนตรีต้องมาตอบทั้ง ๒ อย่างหรืออย่างไร ก็เลยยืนเอาไว้ แต่ผมได้เสนอแล้ว ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ความเห็นที่ผมเสนอไว้ในที่ประชุมกรรมาธิการ ก็คือว่า กีฬาและการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ไม่ควรรวมกันแม้แต่กระทรวง แม้แต่กระทรวง เพราะว่ามันเป็นงานคนละมิติ ถ้าจะรวมก็คือการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมนี้โอเค (OK) เพราะว่ากีฬามาจากกระทรวงศึกษาธิการคือกรมพละ ดังนั้นมิติของงาน มิติของคนคือ เป็นปลาคนละน้ำโดยแท้ เพราะฉะนั้นงานจะต่างกันมาก แต่เราเอามารวมกัน ผมมีความเห็น ตั้งแต่ต้นว่า กระทรวงนี้ควรจะแยกกันเสียด้วยซ้ำ และผมเองในฐานะที่เคยเป็นกรรมาธิการ เดิมเคยเป็นตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ เกือบ ๓๐ ปีแล้ว เคยเป็นกว่า ๓๐ ปีแล้ว เป็นกรรมาธิการ สวัสดิการสังคมและการกีฬามาก่อน ดังนั้นการกีฬามันจะไปอยู่ตรงโน้น ตรงนี้ ตรงนั้น ถูกเหวี่ยงไป ก็ให้มันอยู่เฉพาะไปเลย เพราะมันเริ่มสำคัญขึ้นทุกวัน ดังนั้นส่วนตัวผมเห็นด้วย แต่ว่าที่เรายืนตามกรรมาธิการเพราะว่าไม่อยากจะเพิ่ม แต่ในขณะที่ว่าถ้าหากว่าขณะนี้มาฟัง ความเห็นของท่านชัยวุฒิที่บอกว่า ในเมื่อเป็นความต้องการด้วย ๑. ก็คือแยกออกไป ไม่มีปัญหา เพราะว่ากระทรวงเดียวมีหลายกรรมาธิการก็มีอยู่แล้ว ก็แค่แยกเป็น ๒ แล้วก็ ตอบ ๒ แห่ง เป็นงาน ๒ มิติ อีกอันก็คือถ้าเป็นความต้องการของสมาชิก ผมเชื่อว่าสมาชิก ต้องการมาก เราก็ควรจะปลูกบ้านตามใจผู้อยู่ ตั้งกรรมาธิการตามใจของสมาชิกที่จะเป็น ก็จะเป็นอะไร ส่วนตัวผมเห็นด้วย เดี๋ยวค่อย ๆ ดูกันเรื่องการโหวต ส่วนของท่าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็อยากจะเรียนว่าที่ขอปรับเรื่องให้มีกรรมาธิการร้องทุกข์และ ประสานงานภาคประชาชน --------------------------------------------------------------------------- จริง ๆ แล้วมันเป็นงานของสภา ซึ่งผมก็ได้อภิปรายไว้ในที่ประชุมกรรมาธิการด้วยแล้วว่า งานของสภาท่านสมาชิกที่เคารพครับ เราถูกลิดรอนออกไปเรื่อย ๆ จากเดิมเราเคยเป็น ส.ส. เรามีงบ ส.ส. แล้วเราเข้าไปดูแลประชาชนตอนหลังไม่ให้มีงบ ส.ส. นะครับ งานของเรา ยิ่งน้อยลง น้อยลง น้อยลง ที่สำคัญคือยังมีกลไกอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า ยังมีออมบุดส์แมน (Ombudsman) หรือผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งรัฐสภา ซึ่งส่วนนี้เองเดิมเป็นหน่วยงานที่อยู่ใน รัฐสภาแล้วก็เป็นตัวประชาชน พอมาร้องเรียนปั๊บเรื่องก็จะไปเข้าผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถไปตรวจสอบได้หมด ไปเรียกหน่วยราชการมา แล้วก็มาตอบให้ ส.ส. ส.ส. ก็รับเรื่องจากประชาชนส่งให้ออมบุดส์แมน (Ombudsman) ก็คือผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็เอามาตอบ แล้วก็เอาไปแก้ไข มันเป็นงานของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในการดูแลประชาชน ตอนหลังผู้ตรวจการแผ่นดินออกเรือนไปก็คือ แยกออกไปต่างหากไม่อยู่กับสภาแล้ว เราก็ไม่มีหน่วยงานที่จะดูแลประชาชนนะครับ แล้วรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งส่วนตัวผมเห็นว่าตัดงานไป ตอนนี้การอภิปรายการตั้งงบประมาณ อะไรพวกนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง ผมยังเคยอภิปรายว่า ส.ส. พูดเรื่องถนนมีปัญหา รัฐมนตรี รับมาก็จริง พอแปรญัตติเข้าไปปั๊บอาจจะร่วงไปทั้ง ส.ส. และร่วงไปทั้งรัฐมนตรีทั้งคณะ ได้เลย ดังนั้นจุดตรงนี้มันจะน้อยลง แต่อยากจะเรียนท่านกรรมาธิการสาทิตย์ว่า ตรงนี้เห็น ความสำคัญแต่ว่ามันมีข้อจำกัดว่า ถ้าเราไปลงตรงนี้มันจะไปขัดกับเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญได้ก็เลยคิดว่า งานส่วนนี้มันจะเป็นงานเรื่องของทางรัฐไป เราเองก็เลยขยับ เป็นว่า อย่างที่เรียนแล้วว่าปัญหาของประชาชนที่ขยายออกเป็นการหารือประธานคนละ ๒ นาที ๔๐ คน ที่เราพูดมาเมื่อสักครู่ ตรงนี้จะช่วยได้แล้วก็ถ้าท่านสมาชิกบันทึกมาทางสภา ก็ส่งเรื่องไปยังหน่วยราชการ มันก็ตอบสนองก็เป็นการช่วย อีกอันที่เป็นเรื่องใหม่ซึ่งยังไม่ถึง ก็คือว่า การที่ไปตั้งกระทู้แยกเฉพาะ ซึ่งนี่เป็นนวัตกรรมใหม่ ตรงนี้เราได้มากกว่านั้น เรามีรัฐมนตรีมาตอบซึ่งยังไม่ถึงนะครับ กลไกตรงนี้จะเป็นตัวช่วยในการดูแลประชาชนได้ ดังนั้นกรรมาธิการก็เลยยืนตามก็คือว่าไม่ได้ดำเนินการตามนี้นะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือใน (๓๕) ที่ท่านประกอบได้พูดถึงเรื่องการตัดออก จริง ๆ ตัดออกแล้วนะครับ (๓๕) ตัดออกว่า หากมีความจำเป็นจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการ สามัญคณะอื่นเพิ่มขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้ กรรมาธิการตัดออก เหตุผลเพราะว่าท่านประกอบ ไปเสนอว่าให้มีแค่นั้น เราถามเจ้าหน้าที่ว่าตั้งแต่ตั้งสภามาเคยตั้งกรรมาธิการเพิ่มบ้างหรือไม่ ไม่มี เพราะถ้าจะตั้งกรรมาธิการเพิ่มต้องเอาเข้าที่ประชุมสภาใหญ่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น มันเป็นเรื่องที่เขียนไว้แล้วไม่เคยได้ใช้เลย ดังนั้นในเมื่อสิ่งที่ไม่ได้ใช้เหมือนไส้ติ่งเราก็ตัด ออกไป ซึ่งผมก็ขอตอบไปยังท่านสุพิศาลด้วยนะครับ ของท่านประกอบแล้ว เรื่องการ ถ่ายทอดของท่านสาทิตย์ อยากจะเรียนว่าการถ่ายทอดกรรมาธิการได้ไปเขียนไว้ในข้อ ๙๓ ซึ่งยังมาไม่ถึงนะครับ ก็คือเขียนว่า ให้นำข้อบังคับนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุมมาใช้ โดยอนุโลม หมายความว่า ในการประชุมกรรมาธิการสามารถจะใช้หลักการแบบการประชุม ตรงนี้ โดยประธานเป็นคนสามารถให้ถ่ายทอดได้ ก็คือถ่ายทอดได้โดยอาศัยข้อ ๙๓ ซึ่งกรรมาธิการเขียนไว้แล้วเพียงแต่ยังมาไม่ถึงเท่านั้นเอง นำเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ