กนก ชี้ปัญหาการพิจารณางบประมาณ พร้อมเสนอปรับกระบวนการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒

กนก วงษ์ตระหง่าน หารือการตั้งคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณางบประมาณที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและระบบงาน จนส่งผลให้การตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมชี้ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ขาดความสอดคล้องกับความต้องการจริงของประชาชนและแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะในประเด็นน้ำท่วม การศึกษา และการอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เข้าใจข้อเท็จจริงในพื้นที่และนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในการใช้จ่าย จึงเสนอให้มีการรับฟังความคิดเห็นจาก ส.ส. และกรรมาธิการเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณตอบโจทย์ปัญหาท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายกนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในข้อ ๙๐ ซึ่งความจริงแล้วผมได้ขอแปรญัตติให้เพิ่ม คณะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี และเนื่องจากผมได้เสนอให้มีคณะกรรมาธิการใหม่นี้เพิ่มขึ้นจึงได้ขอ แปรญัตติให้มีการเพิ่มจำนวนคณะกรรมาธิการจาก ๓๕ คณะ เป็น ๓๖ คณะ นั่นคือคำแปรญัตติ ของผมครับท่านประธาน ทีนี้เนื่องจากว่าก่อนที่ผมจะอภิปรายในรายละเอียดนั้น ผมขออนุญาต ที่จะเท้าความเพื่อสอบถามไปยังท่านประธานเพื่อที่ผมจะได้ปฏิบัติถูกในครั้งต่อไป ผมก็ แปรญัตตินี้แล้วก็ไปชี้แจงกับกรรมาธิการ กรรมาธิการก็เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของผม เพียงแต่บอกว่าในขั้นตอนของการปฏิบัติ ความพร้อมในการเตรียมเจ้าหน้าที่ ปรับข้อบังคับ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นถ้าจะมีคณะกรรมาธิการนี้ก็อาจจะมี อุปสรรคในทางปฏิบัติได้ ซึ่งผมก็เข้าใจคำชี้แจงและคำถามของท่านกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านกรรมาธิการก็เห็นด้วยกับหลักการที่ผมได้นำเสนอ ท่านกรรมาธิการก็เลยบอกว่า ขอให้นำภารกิจของกรรมาธิการที่ผมเสนอนี้ไปผนวกไว้กับคณะกรรมาธิการชุดที่มีอยู่แล้ว คือคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ แล้วก็เมื่อเราได้ทดลองใช้ตรงนี้ ไประยะหนึ่ง ความพร้อมของสภาแล้วก็ระบบราชการของเรามีมากขึ้นก็จึงค่อยมามี คณะกรรมาธิการสามัญที่เป็นอิสระในเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งผมก็เข้าใจแล้วก็ประนีประนอม ในส่วนนั้นเพราะอย่างน้อยที่สุดก็มีความคืบหน้าในเรื่องของแนวคิดเรื่องนี้ ปรากฏว่า ในเอกสารของการประชุมก็กำหนดตรงนี้ว่าผู้แปรญัตติพอใจ โชคดีที่ผมได้สงวนตรงนี้กับ ท่านประธานวิเชียรว่า ผมขอสงวนสิทธิที่จะอภิปรายตรงนี้ไว้ ผมเลยขออนุญาตหารือ ท่านประธานก่อนที่จะอภิปรายในรายละเอียดว่า ในสถานการณ์แบบนี้ในอนาคตจะเป็น อย่างไร พอใจแต่ขอสงวนอภิปรายได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ขอความกรุณาท่านช่วยพิจารณา และดำเนินการ แต่ถ้าไม่ได้ท่านจะให้ผมดำเนินการในลักษณะอย่างไร เพราะผมไม่ได้เสนอ เพื่อจะอภิปรายเฉย ๆ ผมมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแปรญัตติ ก็ขออนุญาตฝาก ท่านประธานได้กรุณาพิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็ดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปด้วย ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ผมขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นเรื่องที่สำคัญของการแปรญัตติของผม ท่านประธานครับ

ประเด็นแรก ก็คือสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ผ่านมา ในสภาชุดที่แล้วที่ผมได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีถึง ๒ ครั้งติดกันในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่า ผมอาจจะเป็นกรรมาธิการเพียงคนเดียว หรือไม่กี่คนที่อ่านเอกสารครบทุกกรม ทุกกระทรวง และให้ความเห็นทุกกรม ทุกกระทรวง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมจึงเห็นปัญหาและประเด็นที่สำคัญของการทำงานของ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่อยากจะขอ อนุญาตสะท้อนกับท่านประธานใน ๓ ประเด็นสำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้

ประการที่ ๑ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น มีเวลาทำงานจำกัดมาก เพียงประมาณ ๒ เดือน ๒ เดือน เศษเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อถึงรายละเอียดของการทำงานแล้ว ในวันต่อวันซึ่งเรานั่งตั้งแต่ เช้าจนถึง ๕ ทุ่ม เที่ยงคืนก็มี เพราะว่ามีกรมทุกกรมที่จะต้องมาชี้แจง ผลที่สำคัญก็คือว่า ด้วยข้อจำกัดของเวลาตรงนี้เอง กรรมาธิการไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้เลย สิ่งที่เราทำได้ ก็เพียงแต่ว่าแขวนงบประมาณตรงนี้ แล้วก็ให้กรมนั้นหรือข้าราชการของกรมนั้นมาชี้แจง เพิ่มเติม เมื่อชี้แจงเพิ่มเติมผมก็บอกว่ายังไม่ถูกต้อง ยังไม่พอใจ ประธานกรรมาธิการ ก็จะบอกว่าขอให้อนุกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นเป็นผู้ไปช่วยพิจารณาต่อไป ประเด็นตรงนี้ของผม ในฐานะกรรมาธิการก็หลุดออกไปทันที แล้วก็ไปสู่อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ในแต่ละเรื่องก็จะทำหน้าที่ตัดงบประมาณอย่างเดียว ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพิจารณา เนื้อหาของการใช้งบประมาณ ตรงนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก และพอถึงตรงนั้น พอกลับมาถึง วันที่อนุกรรมาธิการประชุมเสร็จกลับมาในห้องกรรมาธิการ ผมยังจำบรรยากาศ ๒ ครั้ง ได้เป็นอย่างดี ท่านประธานครับ ก็คือว่าวิป (Whip) ของฝ่ายรัฐบาลก็จะมา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังในฐานะประธานก็จะมา แล้วก็จะบอกว่างบประมาณที่ตัดอยู่มีเท่านี้ ๆ จะนำไปจัดสรรแบบนี้ แบบนี้ กรรมาธิการทำอะไรไม่ได้เลย ท่านประธานครับ สิ่งที่เรา อภิปรายด้วยเหตุและผลทั้งข้อเท็จจริงและหลักวิชา ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ไม่สามารถทำอะไรได้เลย และจบลง รัฐบาลก็จะต้องยืนยันโดยเสียงข้างมากของกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้ผ่านงบประมาณนั้น แล้วก็มาชี้แจงในห้องประชุมแบบนี้ละครับ ท่านประธานครับ นี่คือปัญหาพื้นฐานที่สำคัญ ของการทำงานของกรรมาธิการ นอกจากนี้ท่านประธานครับ ในส่วนของข้าราชการประจำ ที่มาชี้แจงแล้วก็ให้ความคิดเห็นตอบคำถามของกรรมาธิการ ผมขออนุญาตกราบเรียน ด้วยความเคารพว่า ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียวให้ท่านประธานได้เห็นภาพ ผมตั้งคำถามกับอธิบดีกรมทางหลวง ท่านมาของบประมาณเพื่อสร้างถนนเส้นหนึ่ง ผมยังจำได้ดีว่าค่าก่อสร้างต่อหน่วยคือต่อกิโลเมตรนั้นเป็นจำนวนมาก เป็น ๑๐ ล้านบาท และท่านก็ให้เหตุผลว่าจะเกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแบบนี้ จะได้มีการขนส่งสินค้า จำนวนเท่านี้ตัน ผู้ที่มีรายได้ก็จะได้ผลประโยชน์มากขึ้น ประชาชนที่ถนนผ่านก็จะมีรายได้ มากขึ้นเท่านั้น เท่านี้ อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ผมถามอธิบดีกรมทางหลวงว่า ถนนที่ท่านสร้างเส้นที่แล้วที่ปรากฏในรายงานของงบประมาณที่ท่านได้ไปนั้น กรุณานำข้อมูล มายืนยันได้หรือไม่ว่าได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและเรื่องอื่น ๆ ที่ท่านอ้างถึงเหตุผล ของการสร้างถนนเส้นนั้นว่าเป็นจริงตามที่ท่านอ้างหรือไม่ ท่านประธานครับ อธิบดี กรมทางหลวงตอบไม่ได้นะครับ และด้วยเหตุผลอันนี้เองอธิบดีกรมทางหลวงมาพบผม แล้วก็มากล่าวขอบคุณผมว่าขอบคุณที่อาจารย์ได้ตั้งประเด็นที่มีค่าอย่างยิ่งต่องบประมาณ ของประเทศ ผมไม่ได้ต้องการที่จะใช้ภาษาเรียกว่า เรียกอธิบดีมาพบเพื่อต่อรอง ผมรักษา ผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วก็ขอท่านอธิบดีกรมทางหลวงว่าปีนี้ผมจะยกให้ท่าน ในฐานะที่เป็นปีแรกที่ท่านจะต้องตอบคำถามที่ท่านไม่ได้เตรียมตัวมา ผมจะให้ท่านผ่าน แต่ปีหน้าท่านจะต้องตอบผม ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น ปีหน้าเกิดขึ้น มีถนนเส้นนั้น มีถนนเส้นใหม่มาอีก แต่อธิบดีกรมทางหลวงเป็นท่านใหม่แล้ว อธิบดีกรมทางหลวงก็จะขอสิทธิแบบนี้อีกเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ นี่คือปัญหา ในภาคปฏิบัติของข้าราชการประจำ ซึ่งเราเข้าใจว่าท่านจะต้องโยกย้ายไปอยู่ตำแหน่งอื่น แล้วท่านก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อคำชี้แจงที่ท่านตอบต่อกรรมาธิการงบประมาณนะครับ ท่านประธาน และยิ่งไปกว่านั้นในพรรคของผมเองคือ พรรคประชาธิปัตย์ มีกรรมาธิการ ซึ่งเราเห็นปัญหานี้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์จึงกำหนดให้มี ส.ส. ที่เป็นตัวยืนในกรรมาธิการ งบประมาณ และผมเป็นคนหนึ่งนอกจากนี้ยังมีท่านพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ซึ่งเป็น ส.ส. อาวุโสของเราเป็นตัวยืนในกรรมาธิการงบประมาณ เมื่อเรา ๒ คนที่ยืนเป็นประจำ เราจำได้ ครับว่าอะไรเกิดขึ้นในปีที่แล้ว ผมเรียนกับเพื่อน ส.ส. จากพรรคการเมืองต่าง ๆ เลยว่า ท่านส่ง ส.ส. ท่านใดไปเป็นกรรมาธิการปีนี้ ท่านก็รับผิดชอบปีนี้ ปีหน้าเป็นเรื่องใหม่ เรื่องมัน ไม่ต่อกันแล้วนะครับท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้คำถามก็คือว่างบประมาณจะเดินหน้า ในเชิงการพัฒนาระบบและคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชน ได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นนะครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นด้วยระบบไม่ว่า จะเป็นข้าราชการประจำ ระบบการแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี ดังที่ผมได้ยกตัวอย่างนี้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการที่จะได้งบประมาณของประเทศที่มีคุณภาพ และตรงกับปัญหาที่แท้จริง ของประชาชนแล้วก็ประเทศชาติของเรา ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง งบประมาณของเราถ้าจะกล่าวตรง ๆ เป็นงบประมาณที่ไม่ได้มีคุณภาพเท่าที่ควร แล้วเรา สามารถทำได้ ถ้าเราเปลี่ยนแปลง โดยให้มีกรรมาธิการที่จะทำงานแบบนี้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือสถานการณ์ที่ ๑ ผมขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ขอใช้เวลาในเรื่องนี้เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ และผมกำลังต่อสู้กับหลักการที่จะยก ระบบคุณภาพของระบบรัฐสภาของเรานะครับ

ประการที่ ๒ สถานการณ์ปัญหาที่เราพบก็คือว่า การอนุมัติและการใช้ งบประมาณนั้นเราถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชนมากมาย จากพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ อย่างยิ่งประชาชนที่เสียภาษีมากมาย คำถามที่เราได้ยินเสมอมี ๓ คำถามครับ คำถามที่ ๑ เขาถามว่างบประมาณที่อนุมัติไปนั้น ถูกต้องตรงตามปัญหาของประชาชนและ ประเทศชาติจริงหรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามที่แรงมากนะครับท่านประธาน เขาถามว่า งบประมาณหลายล้าน ๆ บาท ที่เราอนุมัติไปนี้ตรงกับปัญหาของประชาชนหรือไม่ ในรอบ ๕ ปีที่ผมไม่ได้ทำงานในสภา ผมลงพื้นที่ทั้งประเทศนะครับ ผมพบว่าพ่อแม่พี่น้องในอีสาน พ่อแม่พี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาถามผมว่า งบประมาณเรื่องน้ำมีเยอะมาก แต่วันนี้ทำไมยังแล้งอยู่ ผมไม่ขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างในรายละเอียดเกี่ยวกับหัวหน้า รัฐบาลที่ผ่านมา ตรงนี้เป็นปัญหาจริง ๆ ครับท่านประธาน นั่นคำถามที่ ๑ ว่าตรงกับปัญหา ของประชาชนหรือไม่ ถ้างบประมาณของเราไม่ตรงกับปัญหาประชาชนแล้ว สภานี้อนุมัติไป ได้อย่างไรครับ คำถามที่ ๒ ถามว่างบประมาณที่อนุมัติไปนั้นที่นำไปใช้นั้นเกิดความคุ้มค่า และเป็นธรรมกับประชาชน และประเทศชาติของเราหรือไม่ ความคุ้มค่าเป็นคำถามใหญ่มาก สำนักงบประมาณมีนักเศรษฐศาสตร์นะครับ ก็จะคำนวณผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และฟัง คำอธิบายนั้นดีหมดเลยครับท่านประธาน แต่สำหรับประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้าน ถามเขาว่า ถนนที่สร้างมานี้คุ้มหรือไม่นะครับ ชาวบ้านเขาตอบชัดเจนมากท่านประธานครับ นี่คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม โรงเรียนที่เราให้งบประมาณไปนั้น พ่อแม่ ประชาชนในจังหวัด ขอนแก่นที่ผมไปทดลองสอนด้วยตัวผมเองนะครับ คือโรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่น เขาถาม ผมว่างบประมาณของโรงเรียนที่ได้มันตรงกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพของการเรียนการสอน ของโรงเรียนที่ลูกเขาได้รับทุกวันหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ อันนี้คือปัญหาที่เป็นรูปธรรม ทั้งสิ้น ผมได้รับคำถามจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า งบประมาณที่อุดหนุนไปผ่าน สช. ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ที่ให้กับครูสามัญนั้นเป็นการ อนุมัติที่ดี แต่ท่านเข้าใจหรือไม่ว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนานั้นยังมีการสอนวิชาศาสนาด้วย และการสอนวิชาศาสนานั้น อุสตาซหรือครูนั้นเขาไม่มีเงินเดือน แล้วท่านจะทำอย่างไรครับ ปรากฏว่าเจ้าของโรงเรียนในเชิงการบริหาร และโดยความเข้าใจ ร่วมกันระหว่างครูสอนวิชาสามัญกับครูสอนศาสนา เขาเอาเงินที่ได้จาก สช. นั้นไปแบ่งครึ่ง ครับ สำหรับผมอันนี้คือความเอื้ออาทรของครูสามัญกับครูสอนศาสนา แต่ปรากฏว่าระบบ ราชการรายงานว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทุจริตครับท่านประธาน เราอนุมัติงบประมาณ ด้วยความไม่เข้าใจความเป็นจริงของพื้นที่ ตรงนี้เองจึงทำให้ความคุ้มค่าและความเป็นธรรม ของการอนุมัติงบประมาณนั้นมันมีน้อยมาก และตรงนี้เป็นความเจ็บช้ำของพี่น้องประชาชน ที่เขาได้รับงบประมาณของเขา

คำถามที่ ๓ งบประมาณที่อนุมัติไปและใช้ไปนั้นเกิดประโยชน์จริงกับ ประชาชนเพียงใด ประโยชน์เกิดแต่มันน้อยไป เพราะมันไม่ตรงกับปัญหา เพราะมีวิธีการ ที่ไม่ถูกต้อง การบริหารในกระทรวงบนกระดาษดูดีมากเลยนะครับ แต่พอไปถึงพื้นที่แล้วมัน เป็นคนละเรื่องกันเลย ปัญหาเหล่านี้ผมมีตัวอย่างพูดจนถึงเที่ยงคืนก็ไม่จบ แต่ผมต้องการ ที่จะยกตัวอย่างบางตัวอย่างมาประกอบเพื่อให้ท่านประธานเห็นว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจริง ๆ และเราจะมีเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณทำงานเพียง ๒ เดือนต่อปี แล้วได้ งบประมาณที่ตอบโจทย์คำถามที่ผมตั้ง ๓ ข้อนี้ ผมยืนยันกับท่านประธานด้วยความเคารพว่า เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นนั่นคือสถานการณ์ปัญหาที่ ๒ ปัญหาแรก คือเรื่องเวลาของการ ทำงาน ปัญหาที่ ๒ คือการอนุมัติ ปัญหาที่ ๓ รัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้กำหนดให้มีแผน ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท แผนปฏิรูปประเทศ แผนปฏิบัติราชการของกระทรวง และยังมี แผนปฏิบัติราชการของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอีกด้วย โครงสร้างที่วางมาอย่างนี้เหตุผล จะเป็นอย่างไรผมไม่ขอพูดถึงว่าถูกต้องเพียงใด แต่ประเด็นที่ผมต้องการจะบอกกับ ท่านประธานว่ายุทธศาสตร์ชาติจนมาถึงแผนปฏิบัติราชการนี้เป็นตัวล็อกกำกับแผนงาน โครงการและการใช้งบประมาณอย่างรุนแรงมาก เพราะว่าถ้าไม่สอดคล้องแล้วก็จะบอกว่าผิด ยุทธศาสตร์ชาติ จะต้องส่งไปดำเนินการตามกลไกทางรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นอย่างนี้ผมถาม คำถามว่า แผนราชการที่เคยปฏิบัติมาและข้าราชการเป็นคนทำงบประมาณมาโดยตลอด ที่ผมยกตัวอย่างมานี้ มันตอบโจทย์ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่บันนังสตาได้หรือไม่ มันตอบโจทย์ที่โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่นได้หรือไม่ มันตอบโจทย์การขาดน้ำของ จังหวัดศรีสะเกษได้หรือไม่ มันตอบโจทย์ฝนแล้งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดลพบุรีได้หรือไม่ อย่างนี้ เป็นต้นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้เมื่อเรามีจุดอ่อนซึ่งคนที่คิดยุทธศาสตร์ชาติคิดว่า เป็นจุดแข็ง แต่สำหรับงบประมาณแล้วมองในมิติของการพิจารณางบประมาณแล้วเป็นเรื่อง ของที่เป็นจุดอ่อน นั่นหมายความว่าข้าราชการประจำเป็นหลักของการนำเสนองบประมาณ นั่นหมายความว่าการรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ผ่าน ส.ส. ผ่านกรรมาธิการที่เราจะมีเป็นประจำ เพื่อจะนำไปสู่การให้ข้อคิดเห็นของการเสนอ งบประมาณ