สาทิตย์ เสนอปรับโครงสร้างกรรมาธิการเพิ่มประสิทธิภาพ-โปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขออภิปรายให้คณะกรรมาธิการทบทวนประเด็นการแปรญัตติและเสนอแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ โดยเน้นการคุ้มครองชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการรับมือกับภัยคุกคามจากสื่อสังคมออนไลน์ และเสนอให้ยุบรวมคณะกรรมาธิการที่มีภารกิจใกล้เคียงกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมาธิการรับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานภาคประชาชนใหม่ เพื่อสร้างช่องทางการช่วยเหลือโดยตรง และเสนอให้ถ่ายทอดการประชุมผ่านสื่อเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของสภา

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอคำแปร ญัตติเอาไว้ความจริงก็หลายเรื่อง แต่บางเรื่องก็ไม่ติดใจ เนื่องจากว่าได้มีการเขียนข้อความที่ รองรับกันไว้แล้ว แต่ในส่วนของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภานั้น ผมมีประเด็นที่เสนอ ขอแปรญัตติแล้วก็สงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วก็ติดใจอยากที่จะอภิปราย และก็ขอให้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเผื่อว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมได้นะครับ ประเด็นที่ผมจะ อภิปรายในส่วนของคณะกรรมาธิการนั้นมี ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก เกี่ยวกับตัวของคณะกรรมาธิการที่เป็นเรื่องของขอบข่ายหรือ อำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการ ในข้อที่เป็น (๙) ซึ่งพูดถึงคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เดิมทีนั้นบัญญัติไว้ในร่างของคณะกรรมาธิการซึ่งมาวันนี้ว่า มีหน้าที่และอำนาจกระทำ กิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ โดยเฉพาะปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับดินแดน และความมั่นคงของประชาชน แต่ผมคิดว่าประเด็นเรื่องของความมั่นคงมีขอบข่ายที่เข้ามา กระทบเรื่องของความมั่นคงที่กว้างขวางออกไป ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนั้นเรื่องของความ มั่นคงแห่งรัฐมีหลายเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผมเสนอแปรญัตติเพิ่มข้อความซึ่งเป็นอำนาจ หน้าที่ที่จะกระทำกิจการของกรรมาธิการเข้าไปว่า โดยเฉพาะปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความ มั่นคง ผมเติมว่าของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วต่อด้วยเรื่องของ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตามเดิมที่บัญญัติเอาไว้ เหตุผลที่ผมเสนอเช่นนี้ก็เพราะว่าเรื่อง ของความมั่นคงนั้นจะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ต่อเรื่องของความมั่นคงของพี่น้อง โดยรวมทั้งประเทศ การเขียนเอาไว้กว้าง ๆ อย่างที่คณะกรรมาธิการเขียนไว้ก็อาจจะอนุมาน ได้ว่า มีเรื่องความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ว่าการไม่เขียนระบุเอาไว้ชัดเจน ในหลายครั้งที่ผมจำได้ในสภาช่วงสมัยสองสมัยที่ผ่านมา มีประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไปกระทบสถาบันศาสนา บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ กระทบกับสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพ ก็มีประเด็นว่าสามารถจะหยิบยกเรื่องนี้เข้าสู่ กรรมาธิการคณะใดบ้าง ก็มีการตีความกันไปต่าง ๆ นานา ดังนั้นผมคิดว่าเมื่อประเด็นเรื่อง ความมั่นคงมีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ต่อประเทศชาติเช่นนี้แล้ว ทำไมจึงไม่บัญญัติให้ ชัดเจนไปเลยว่า ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกระทบความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบัน พระมหากษัตริย์นั้น ให้บัญญัติไว้เป็นอำนาจที่จะกระทำกิจการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ใน คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ผมคิดว่า ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้ประเด็นเรื่องนี้จะเป็น ประเด็นใหญ่ เพราะเรื่องที่ไปกระทบกับเรื่องสถาบันสูงสุด ๓ สถาบันที่เราพูดถึงชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นมาโดยหลากหลายรูปแบบ เรื่องใหญ่ที่สุดที่คนพูดกัน ในเวลานี้ก็คือเรื่องที่ไปกระทบสถาบันสูงสุดที่ผ่านทางสื่อที่เป็นสื่อทางโซเชียล มีเดีย (Social media) หรือทางอินเทอร์เน็ตที่มาในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ครั้นจะบอกว่า เรื่องที่ผ่านมาทางสื่อประเภทนั้นไปอยู่ในคณะกรรมาธิการที่ว่าด้วยเรื่องดิจิทัล หรือเรื่องของ เทคโนโลยีต่าง ๆ ผมไปดูขอบข่ายแล้วก็ระบุไว้ไม่ชัดเจนครับ แล้วประเด็นที่ศึกษาก็อาจจะ เป็นประเด็นในเรื่องเทคนิคของเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านั้นมากกว่าที่จะมาศึกษาประเด็น เรื่องของความมั่นคงโดยเฉพาะ แล้วเรื่องของประเด็นความมั่นคงในส่วน ๒-๓ เรื่องนี้ มันมีประเด็นความเห็นที่ค่อนข้างแย้งกันอยู่ในสังคม แล้วเป็นประเด็นใหญ่ ในช่วงสัปดาห์ สองสัปดาห์ที่ผ่านมามีการแสดงความเห็นเรื่องนี้จากหลายฝ่าย จนกระทั่งกลายมาเป็นกระทู้ ถามในสภาผู้แทนราษฎรเป็นกระทู้สดในสัปดาห์นี้ด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ ผมคิดว่าจำเป็นมีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนเองก็จะอยากจะเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรนั้นจะให้ความใส่ใจ เอาใจใส่กับประเด็นที่กระทบความมั่นคงของสถาบัน สูงสุดของชาติทั้ง ๓ สถาบันนี้ การเขียนบัญญัติเอาไว้ชัดเจนจึงน่าเป็นประเด็นที่ผลดีมากกว่า ที่จะมีผลเสีย เพราะถ้าเราอ่านทั้ง ๓๕ คณะ ไม่มีคณะใดที่ตรงกันกับเรื่องนี้ มีแต่เฉพาะ คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐเท่านั้น ถ้าตีความอย่างกว้างในเรื่องนี้ก็อาจจะบอกว่า อยู่ได้ แต่ถ้าไม่เขียนระบุเอาไว้ชัดเจนแล้วก็อาจจะเป็นประเด็นเรื่องที่จะเข้าไปสู่การศึกษาได้ จริง ๆ ในอนาคต ผมฝากกรรมาธิการว่าลองคิดเรื่องนี้ ลองคิดจริงจังดูว่าจะเพิ่มตามที่ผม เสนอเอาไว้ได้หรือไม่ เพราะจะเป็นการแสดงเจตนาครั้งสำคัญของสภาผู้แทนราษฎรของเราว่าเราเอาจริงจังกับ เรื่องความมั่นคงแห่งรัฐ รวมถึงความมั่นคงของทั้ง ๓ เรื่องนี้ เรื่องที่สำคัญที่สุด ทั้งเรื่องชาติ เรื่องศาสนา เรื่องสถาบันสูงสุดนั้น ประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด แล้วคนเองก็ติดตามว่าจะมี มาตรการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร ไม่ว่าจะออกจากฝ่ายรัฐบาลก็ดี หรือออกจากมาตรการ ทางฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี ก็คือ ๒-๓ เรื่องที่ผมได้พูดถึงไปแล้ว อันนี้เป็นประเด็นแรกที่ผมเสนอ เอาไว้ แล้วฝากทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาด้วยนะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมได้เสนอ พูดง่าย ๆ ก็คือเปลี่ยนหรือยุบ คณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจมารวมกับคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบัน การเงินและตลาดการเงิน ความจริงเราถกกันเยอะว่าคณะกรรมาธิการควรจะมีเท่าไร แล้วก็ ควรจะจัดคณะกรรมาธิการโดยการใช้หลักอะไร ที่ผ่านมาสภายืนการใช้หลักตามจำนวน หรือภาระหน้าที่ของกระทรวงที่ฝ่ายบริหารเขามีอยู่ แล้วให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีคณะกรรมาธิการ ที่ไปล้อตามงานของกระทรวงเพื่อติดตามกระทรวงนั้น ๆ ได้ แต่ช่วง ๒ สมัย ที่ผ่านมาเรามี แนวคิดที่เพิ่มหรือขยายจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญเพิ่มมากขึ้น ก็เลยไปคิด คณะกรรมาธิการซึ่งนอกเหนือจากตัวกระทรวงซึ่งมีอยู่ ๑๐ กว่ากระทรวงเพิ่มขึ้น ก็เป็นที่มา ของคณะกรรมาธิการหนี้สินแห่งชาติบ้าง เรื่องภัยพิบัติบ้าง เรื่องพืชผลเกษตรบ้าง แต่มาถึง จุดหนึ่งแล้วความเป็นจริงอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกไว้ว่างานก็ดูจะแคบลง และที่สำคัญ ก็คือความสนใจของคนก็น้อยลงด้วย ผมยังคิดว่าข้อเสนอเพื่อนสมาชิกหลายเรื่องที่สงวน คำแปรญัตติไว้น่าสนใจนะครับ แล้วน่าที่จะมีการไปทบทวนโดยตัวคณะกรรมาธิการเองว่า บางเรื่องจะยุบจะรวมอะไรได้หรือไม่ ที่ผมเสนอให้ยุบรวมพัฒนาเศรษฐกิจกับการเงิน การคลังมาอยู่ด้วยกัน เพราะไปดูขอบข่ายงานในหน้าที่แล้วมันใกล้เคียงกันมาก อาจจะบอก ว่าเศรษฐกิจเป็นเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค ส่วนเรื่องการเงินเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความเป็น เฉพาะก็ได้ครับ แต่เมื่อรวมกันแล้ว แล้วมีคณะกรรมาธิการชุดอื่นโดยอยู่ในร่มว่ามีไม่เกิน ๓๕ คณะ เพราะเกี่ยวกับจำนวน ส.ส. ๕๐๐ คน ที่ต้องไปเป็นคณะกรรมาธิการด้วย การยุบรวมจะมีผลประโยชน์ที่ดีมากกว่า เรายุบรวมเพื่ออะไรครับ ผมเสนอแปรญัตติว่า จะต้องเพิ่มกรรมาธิการใหม่ขึ้นมา ๑ ชุด แทนคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไปรวมกับ การเงินการคลัง ผมเสนอใน (๒๕) ว่าให้เป็นคณะกรรมาธิการรับเรื่องร้องทุกข์ และประสานงานภาคประชาชน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และนับวันแต่จะมีขอบข่าย ของงานที่กว้างขวางมากขึ้น อย่าลืมว่ามีคนมาร้องทุกข์ที่สภาผมว่าต่อไปจะมีเยอะขึ้นเรื่อย ๆ สมาชิกบางคนบอกว่าไม่จำเป็นจะต้องมีคณะกรรมาธิการรับเรื่องร้องทุกข์ เพราะเมื่อ ประชาชนมาร้องทุกข์แล้วก็สามารถไปยังคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ได้ แต่การมี คณะกรรมาธิการเฉพาะที่รับเรื่องร้องทุกข์ ทุกเรื่องที่ประชาชนมาที่สภา สภาแก้ปัญหาให้เขา ได้ก็เข้ากรรมาธิการชุดนี้ครับ ถ้าเป็นเรื่องเฉพาะก็ส่งไปยังคณะกรรมาธิการชุดอื่นที่เขาทำ เรื่องเฉพาะนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องที่กรรมาธิการสามารถแก้ไขทุกข์ของประชาชนได้ทันที ไฉนเราไม่ทำละครับ บางเรื่องเราอาจจะไม่จำเป็นต้องโยนกลับไปกระทรวงหรือโยนกลับไป คณะกรรมาธิการคณะอื่น แต่ชุดนี้อาจจะเชิญราชการในส่วนต่าง ๆ ที่ประชาชนเขามีความ คับข้องใจ มีความขัดแย้ง มีปัญหา มีความทุกข์ มีความเดือดร้อน คนจะได้รู้ว่าสภานี้เรามี คณะกรรมาธิการซึ่งรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนโดยเฉพาะ ผมว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ นะครับ แล้วถ้าหากสภาได้ทำการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ออกไปจะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่สำคัญที่จะทำให้เห็นว่าสภานิติบัญญัตินั้นเป็นที่พึ่งหวังของพี่น้องประชาชนได้ เพราะบ่อยครั้งเราจะเห็นภาพของประชาชนอาจจะเป็นคนเล็ก คนน้อย คนยาก คนจน ที่เขามีความทุกข์จะเดินทางไปร้องทุกข์ในที่ต่าง ๆ ที่กระทรวง พบยากพบเย็นนะครับ จะไปทำเนียบรัฐบาลไปร้อง ๑๑๑๑ บางทีไปได้แค่ประตูรั้วทำเนียบรัฐบาล แล้วก็มีช่อง เล็ก ๆ รับเรื่องราวร้องทุกข์ ดีหน่อยไปกันเยอะหน่อยก็จะมีเรือนรับเรื่องราวร้องทุกข์ อยู่ที่ตรงนั้น ผมเคยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องของ ๑๑๑๑ แล้วเห็นครับว่า คนที่มาร้องเรียนเหล่านั้นบางทีเรื่องร้องเรียนยาวนานมาก เพราะ ๑๑๑๑ ก็ส่งเรื่อง ต่อไปยังกระทรวง ทบวง กรม ไปถึงกระทรวงนั้น กว่ากระทรวงนั้นคนที่รับผิดชอบ จะดำเนินการผ่านกระบวนการราชการซับซ้อนยุ่งยากวุ่นวาย กลายเป็นเรื่องหลายครั้ง ที่ประชาชนไม่มีทางออก บางคนจะผูกคอตายบ้าง บางคนจะกระโดดต้นไม้บ้าง เหล่านี้เป็นต้น ทำไมคณะกรรมาธิการจึงไม่เพิ่ม หรือรับคณะกรรมาธิการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ของพี่น้องประชาชนขึ้นมา ให้เป็นจุดที่ประชาชนเขามาร้องเรียนได้ พึ่งหวังได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำงานเคียงคู่กันไปกับการที่ฝ่ายบริหารเขาต้องรับเรื่องราวร้องทุกข์ไป ดำเนินการต่อ เราก็ตรวจสอบ เราก็เร่งรัด แล้วก็ทำให้ผลการแก้ไขปัญหามันเร็วขึ้น แล้วบางเรื่อง มันไม่ใช่เป็นเรื่องฝ่ายบริหารแก้ไขได้ด้วย เป็นเรื่องที่ฝ่ายนิติบัญญัติแก้ได้ด้วย เพราะบางเรื่องอาจเป็นเรื่องที่ติดขัด ปมประเด็นของข้อกฎหมาย คณะกรรมาธิการสามัญ ของสภาก็อาจจะมีการสร้างหรือพิจารณาตัวร่างกฎหมายไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วย นี่เป็นงานเชิงรุกที่ผมคิดว่าประชาชนเขาจะได้รู้ว่าสถาบันนิติบัญญัติเป็นที่พึ่ง หวังได้ที่สำคัญ ที่สำคัญคือผมเขียนต่อว่านอกจากเป็นคณะกรรมาธิการรับเรื่องร้องทุกข์แล้ว ควรจะมีเรื่องของการประสานงานกับภาคประชาชน คำว่า ภาคประชาชน นั้นเดิมทีเรา อาจจะเรียกว่าเป็นเอ็นจีโอ (NGO) บ้างอะไรบ้าง แต่ความเป็นจริงภาคประชาชนเดี๋ยวนี้เขามี การเกาะกลุ่มกันเป็นเครือข่ายต่าง ๆ เช่น เครือข่ายที่ทำเรื่องที่ดิน เครือข่ายที่ทำเรื่องปฏิรูป ที่ดิน เครือข่ายเรื่องหนี้สิน เครือข่ายที่อยู่อาศัย เครือข่ายผู้ป่วย เครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง หนี้สินต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น บางกลุ่มทำเรื่องภัยพิบัติครับ แล้วในการทำงานของพวกเขา บางทีเขาติดขัดปัญหาข้อกฎหมายเช่น ผมเคยไปร่วมงานครั้งหนึ่งกับกลุ่มเครือข่ายที่ทำงาน ด้านภัยพิบัติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ช่วงเกิดสึนามิที่จังหวัดทางภาคใต้เมื่อ หลายปีมาแล้ว กลุ่มนี้มีการรวมกลุ่มกันทำงาน แล้วก็ดูแลช่วยเหลือพี่น้องเรื่องภัยพิบัติ แล้ว เขาพบว่ามีปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดกับข้อกฎหมาย ก็คือในกฎหมายที่จัดการเรื่องภัยพิบัติจะ รวบอำนาจเอาไว้กับส่วนราชการ ซึ่งเรามอบไว้กับกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย คือ ปภ. ในกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น ในขณะที่ภาคประชาชนจะเข้าไปทำโดยกฎหมาย มันไม่มีช่องให้เข้าไปทำได้ เขาคิดร่างกฎหมายเรื่องภัยพิบัติที่ภาคประชาชนจะเข้าไป มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ขึ้นมา เขาหารือกันในที่ประชุมวันนั้นว่าเขาจะเสนอทางไหน ถ้าช่องทาง ของการเสนอกฎหมายโดยใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญบางทีต้องไปรวมคนเป็นหมื่นเสียง มีการตรวจสอบ เขาอยากจะไปถึงทุกพรรค แต่กว่าจะเจอทุกพรรค แต่ละพรรคจะ เสนอกฎหมายแทนเขาหรือไม่ เพราะกระบวนการมันเร็วกว่า รัฐบาลจะรับหรือเปล่า เหล่านี้เป็นต้น เป็นกระบวนการที่กินเวลาและช้ามาก ผมยกตัวอย่างนี้เพื่อชี้ให้ท่านประธาน ว่าถ้ามีกรรมาธิการชุดนี้ เราทำงานกับภาคประชาชน เชิญเขามาเป็นส่วนร่วม จริงอยู่ เขาอาจจะไม่ได้เป็นกรรมาธิการสามัญ แต่เอาเขาเข้ามาอยู่ในอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ การเชื่อมต่อกับภาคประชาชน ซึ่งเป็นคนซึ่งมีปัญหาอยากแก้ไขในสิ่งที่เขาพบอยู่ ในชีวิตประจำวัน และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเขา จะทำให้สภารับรู้ความจริงของผู้คน ความทุกข์ของผู้คนในแผ่นดินนี้ได้มากขึ้น และในหลายเรื่องอย่างเรื่องกฎหมายที่เขาติด เราสามารถเสนอกฎหมายร่วมกันในนามทุกพรรคการเมืองได้ ถ้าเราเห็นตรงกัน ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ และนับวันปัญหาภาคประชาชนจะยิ่งละเอียด ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบางทีส่วนราชการกว่าจะไปทำกฎหมายแก้ไข ถ้าเขาต้อง ยอมรับเขา กระบวนการทางราชการช้ากว่าทางสภาเยอะครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยอยู่ในฝ่ายบริหารมา ท่านประธานก็คงจะรู้กว่ากฎหมายจะออกจาก แต่ละกระทรวงมาได้กระบวนการยืดยาว ยุ่งยาก เยอะแยะ ซับซ้อนมาก กฎหมาย ๑ ฉบับ บางที ๕ ปี ๑๐ ปี กว่าจะผ่านมาได้ ทำไมสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติไม่ทำงานตรงกับ ภาคประชาชน แก้ไขปัญหาโดยตรงให้เขา ปัญหาข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เขาติดขัดทั้งหลาย เพราะโลกมันเปลี่ยนเร็ว ปัญหาก็เปลี่ยนเร็ว มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นกรรมาธิการชุดที่เป็นหน้าตาของสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะนี่คือการทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง แล้วไม่ได้เป็น ตัวแทนแค่คนที่เลือกเรามา แต่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ไม่ว่าเขาจะเป็นคนยากดีมีจน อยู่ที่ไหนในประเทศ เขาเป็นคนที่สภาผู้แทนราษฎร นิติบัญญัติต้องเข้าไปดูแลและทำงาน ด้วยทั้งสิ้น เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่อยากให้คณะกรรมาธิการพิจารณาจริงจัง น่าเสียดายที่ คณะกรรมาธิการเองก็ไม่ได้รับประเด็นนี้ตั้งแต่มีการเสนอคำแปรญัตติเอาไว้

ประเด็นสุดท้าย ในส่วนที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ อยู่ในวรรคสุดท้ายของ ข้อบังคับข้อนี้ คือผมเสนอเพิ่มเติมว่า การประชุมคณะกรรมาธิการที่เป็นเรื่องสำคัญ อาจจัด ให้มีการถ่ายทอดหรือเก็บภาพ เสียง เหตุการณ์ไว้เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์และทางสถานี วิทยุของรัฐสภา หรือทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นที่ประชาชนสามารถรับได้ อย่างทั่วถึง เป้าหมายที่ผมเขียนแล้วก็ขอแปรญัตติตรงนี้เอาไว้ก็เพราะว่าปกติคนจะเข้าใจว่า งานสภาคือการประชุมสภา ก็มีการถ่ายทอดออกโทรทัศน์ไป ออกวิทยุไป ปัจจุบันก็มีสื่อ เทคโนโลยีอย่างอื่น มีนักข่าวมาทำข่าว แต่หลายครั้งครับท่านประธาน ในคณะกรรมาธิการเอง เป็นงานที่เห็นเป็นเนื้อเป็นหนังกว่า แก้ไขปัญหาตรงจุดกว่า ชาวบ้านมาร้องเรียนตรงมากกว่า สภาแก้ปัญหาได้ดีกว่า เร็วกว่า มากกว่า อย่างนี้กลับไม่มีการถ่ายทอดการทำงานในส่วนนี้ ออกไปถึงประชาชน ในอดีตที่ผ่านมาผมเป็น ส.ส. มาสมัยนี้สมัยที่ ๗ ๖ สมัยที่ทำงาน กรรมาธิการจะมีข่าวทีหนึ่งกรรมาธิการต้องเชิญนักข่าวไปทำข่าว ไปแถลง หรือจัดสัมมนา จึงจะมีการถ่ายทอดครั้งหนึ่ง เป็นไปได้ไหมครับถ้ากรรมาธิการรับวรรคนี้เอาไว้ ต่อไป การประชุมกรรมาธิการอาจจะมีกล้องไปถ่ายทอดสดให้ชาวบ้านได้พูด กรรมาธิการได้ตอบ ให้ส่วนราชการได้ชี้แจงชัดเจนในประเด็นซึ่งเป็นปัญหาร่วมของคนที่ได้รับผลกระทบจำนวน มาก ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้มันจะส่งเสริมบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของคณะกรรมาธิการ ให้มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นในการทำงาน เป็นที่สนใจมากขึ้น ประชาชนเองก็จะเอาเป็นที่ พึ่งหวังได้ แต่ว่าถ้าเราไปร่างคณะกรรมาธิการสามัญโดยยึดตามรูปแบบเดิมในเวลาที่ หลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ในประเทศนี้ ปัญหาต่าง ๆ เรื่องประชาชนเปลี่ยนแปลงไป ประสิทธิภาพของเราจะตามไม่ทันปัญหาและการเปลี่ยนแปลงของโลก ผมยืนยันนะครับ การเสนอคำแปรญัตติ ๒-๓ เรื่องนั้นเป็นประเด็นที่สำคัญ แล้วน่าที่จะช่วยกันพิจารณา ก็ฝากทั้งคณะกรรมาธิการและพี่น้องเพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ