สาทิตย์ เสนอเปิดประชุมสภา-ตั้งกรรมาธิการรับทุกข์ปชช. เพิ่มโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเกี่ยวกับร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยชื่นชมความโปร่งใสและเสนอให้เปิดช่องทางถ่ายทอดการประชุมอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการรับเรื่องร้องทุกข์และปรับโครงสร้างกรรมาธิการให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน เพื่อเชื่อมโยงการทำงานกับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงแล้ว เรื่องของข้อบังคับการประชุมซึ่งเป็นฉบับร่างที่ร่างขึ้นนี้ ผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ ที่ยกร่าง เพราะว่าท่านได้เปลี่ยนแปลงแล้วก็มีเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้นในหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ สภาได้มีการพูดกันมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ที่จะมา ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ดี เรื่องของกระทู้ถามแยกเฉพาะก็ดี หรือเรื่องอื่นซึ่งมีการปรับปรุงขึ้น แต่เนื่องจากว่าข้อบังคับการประชุมนี้จะมีเป้าหมายหลัก ก็คือเพื่อประสิทธิภาพของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ก็คือหลักการในเรื่องของการอยู่ภายใต้การตรวจสอบของพี่น้องประชาชนด้วย เนื่องจาก เราเป็นผู้ที่ถูกพี่น้องประชาชนเลือกมา ดังนั้น ผมคิดว่าเพื่อให้ตอบสนองต่อหลักการ ๒ ข้อ ดังกล่าวนี้มันมีประเด็นที่น่าพิจารณาอยู่ ๒-๓ เรื่อง

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของวิธีการประชุม จริง ๆ เรากำหนดวิธีการประชุมว่า การประชุมย่อมเป็นการเปิดเผย คำว่า เปิดเผย ในที่นี้ก็คือจะต้องเปิดให้มีการถ่ายทอด ออกไปให้กับสาธารณชนภายนอกได้รับทราบว่าสภานั้นมีการประชุมกันอยู่ในเรื่องใด และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาที่จะต้องให้มีการถ่ายทอดการประชุมออกไปด้วย ซึ่งหลักการที่กำหนดเอาไว้ในข้อบังคับลักษณะนี้เป็นการกำหนดหลักการที่ถูกต้องแล้ว ก็คือ ๑. เปิดเผยและกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาด้วย การกำหนดให้เป็นหน้าที่นั้น อีกด้านหนึ่งก็คือความรับผิดชอบด้วย ทีนี้มันจะมีประเด็นตามมาอีก ๒ เรื่อง ซึ่งผมคิดว่า ในวิธีการประชุมที่ให้เป็นไปตามหลักการเปิดเผยและมีความรับผิดชอบน่าที่จะต้องพิจารณา ถึงแล้วก็มีรายละเอียดที่ชัดเจนมากกว่านี้ ใน ๒ ส่วนที่กล่าวถึงก็คือว่านอกเหนือจากมีสถานี วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา และอาจจะมี ไลฟ์เฟซบุ๊ก ของรัฐสภาถ่ายทอด อยู่แล้ว เรายังมีอีก ๒ ส่วนที่จะเพิ่มเติมขึ้นมาคือ

๑. สื่อมวลชน ผมเข้าใจว่าสภาเองจะมีวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องสื่อมวลชน อยู่แล้ว นั่นก็คือมีการเปิดให้สื่อมวลชนเข้ามาสามารถที่จะทำข่าวหรือถ่ายทำได้ โดยกำหนด บริเวณสถานที่เอาไว้ แต่ผมเข้าใจว่าสภาเองก็น่าจะมีระเบียบ หรือวิธีการปฏิบัติที่จะ ทำให้เกิดการรับทราบว่าผู้สื่อข่าวนั้นมาจากที่ใดบ้าง นั่นก็คือเสมือนกับการลงทะเบียน ของผู้สื่อข่าวนั่นเอง ซึ่งลักษณะนี้ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อให้เกิดหลักของความ รับผิดชอบของการนำเสนอข่าวของสภาด้วย ปัจจุบันอาจจะมีอยู่แล้วซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะเราก็ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ แต่เราก็ควรที่จะมีระเบียบปฏิบัติที่จะรู้ว่าสื่อส่วนนั้น มาจากที่ใดบ้าง แต่เรื่องสำคัญที่เพื่อนสมาชิกยกขึ้นมาก็คือส่วนที่ ๓ ที่อาจจะมีการถ่ายทอด หรือเปิดเผย นั่นคือสิ่งที่เราเรียกกันว่าการไลฟ์เฟซบุ๊ก หรือด้วยวิธีการอื่นใดก็ดี ซึ่งเรื่องนี้ ก็เป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้าเป็นการประชุมสภาก็ควรจะมีหลักของความรับผิดชอบด้วย จะเป็นไปได้หรือไม่ที่อาจจะต้องมีการกำหนดระเบียบขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับในกรณีที่ สมาชิกต้องการที่จะมีการไลฟ์เฟซบุ๊ก หรือดำเนินการด้วยวิธีการอื่นใด เพื่อให้มีหลักของ ความรับผิดชอบ เช่นจะต้องมีการแจ้งล่วงหน้าหรือลงทะเบียนเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งอันนี้เป็น กรณีของการประชุมที่กำหนดไว้เป็นการประชุมเปิดเผย ส่วนเรื่องการประชุมลับ อันนี้ผมว่า ชัดเจนนะครับ เพราะในการประชุมลับแต่ละครั้งสภาก็จะขอให้สื่อมวลชนออกไปจาก ห้องประชุม แต่ว่าในอนาคตการประชุมลับซึ่งอาจจะมีสมาชิกบันทึกด้วยวิธีการอื่นใดก็ อาจจะต้องมีการกำหนดไว้ เพื่อให้การประชุมลับนั้นสามารถดำรงประสิทธิภาพของการ ประชุมลับ ซึ่งหลายเรื่องจะเป็นเรื่องที่พาดพิงเกี่ยวข้องกับเรื่องของตัวบุคคล หรือประโยชน์ ที่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงของประเทศชาติ เหล่านี้เป็นต้น ผมว่าหลักการของการเปิดเผยกับ การอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ทีนี้การทำงานของสภานั้นไม่ได้จำกัด อยู่แต่เฉพาะในห้องประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ในหมวดที่สมาชิก ได้อภิปรายไปแล้วก็คือเรื่องของคณะกรรมาธิการ หลักของการเปิดเผยและอยู่ภายใต้ การตรวจสอบของประชาชนนั้นเราน่าจะมีการหยิบไปใช้กับการทำงานคณะกรรมาธิการ สามัญด้วย ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เช่นการให้มีการถ่ายทอดการประชุมของ คณะกรรมาธิการสามัญในเรื่องสำคัญบางเรื่อง ในต่างประเทศก็มีการดำเนินการในลักษณะ เช่นนี้นะครับ แต่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราในอดีตไม่มี ยกเว้นว่าคณะกรรมาธิการนั้น อาจจะมีการจัดเสวนา จัดอภิปรายขึ้นมาซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะออกไป แต่การกำหนดให้มีการ ถ่ายทอดการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญที่พิจารณาเรื่องสำคัญบางเรื่องจะทำให้ การทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญนั้น สามารถที่จะมีประสิทธิภาพและอยู่ภายใต้ การตรวจสอบของพี่น้องประชาชนมากขึ้น ขณะเดียวกันหลักของการเปิดเผยในส่วน ของกรรมาธิการสามัญนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน จริงอยู่ในข้อบังคับนี้เราเขียนว่า ให้เป็นอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการสามัญที่จะ วินิจฉัย แต่จะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชน หรือผู้สนใจสามารถมีส่วนร่วมในการประชุม ของคณะกรรมาธิการสามัญของสภา อาจจะเป็นการร่วมรับฟังเช่นเดียวกันกับของ สภาผู้แทนราษฎร เหล่านี้เป็นต้น นี่เป็นเรื่องแรกนะครับที่เป็นหลักการของข้อบังคับที่ว่าด้วย เรื่องของการเปิดเผยการประชุมและอยู่ภายใต้การตรวจสอบของพี่น้องประชาชน

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการสามัญ ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ว่าปกติ คณะกรรมาธิการสามัญนั้นจะล้อตามการทำงานของฝ่ายบริหาร ก็คือเป็นเรื่องของกระทรวง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ แต่ในชั้นหลังข้อบังคับเดิมที่เราใช้เป็นต้นร่าง เราไปเพิ่มคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาเป็น ๓๕ คณะนั้น เพราะเราเพิ่มเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญขึ้น เช่นเรื่องของหนี้สินก็ดี เรื่องของราคาพืชผลเกษตรก็ดี เรื่องของภัยพิบัติก็ดี เรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าประเด็น บางประเด็นของกรรมาธิการบางอันก็จำเป็น เช่นเรื่องภัยพิบัติ อันนี้อาจจะต้องคงอยู่ แต่ในกรรมาธิการสามัญเดิมที่มีอยู่ ๓๕ คณะจะเหมือนกับเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปก็คือ มันมีความซ้ำซ้อน จะเรื่องของเศรษฐกิจกับการเงินการคลัง การธนาคาร สถาบันการเงินก็ดี ซึ่งอาจจะต้องมีการรวมกันเข้ามา แต่ประเด็นที่ผมจะเสนอก็คือว่าในคณะกรรมาธิการสามัญนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเพิ่ม คณะกรรมาธิการสามัญว่าด้วยการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน และประสานงานกับ ภาคประชาชน ทั้งนี้เพราะว่าสภาเราจะมีพี่น้องประชาชนมาร้องทุกข์ไม่เว้นแต่ละวันเลยครับ และเป็นทุกข์ที่เขาไม่ถึงที่สุดจริง ๆ เขาไม่มาที่สภา แต่เขามาสภา เพราะเขาเชื่อว่าที่นี่ แก้ปัญหาได้ ระบบของเราที่มีอยู่เดิมจะเป็นระบบที่ไม่ค่อยได้เซต (Set) หรือเตรียมการ ให้เป็นระบบมากนัก เช่น ส.ส. ไปพบ หรือ ส.ส. คนบ้านเดียวกัน ก็จะดึงเรื่องนั้นไปสู่การ แก้ไขของกระทรวง ทบวง กรมบ้าง ไปสู่คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ บ้าง แต่ถ้าเรามี คณะกรรมาธิการสามัญของสภา ว่าด้วยเรื่องการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนมาที่นี่เลย อาจจะมีการแจกลูกไปยังคณะกรรมาธิการสามัญคณะอื่น แต่บางเรื่องคณะกรรมาธิการ ชุดนั้นเองอาจจะพิจารณาสอบสวนหาข้อเท็จจริงและหาทางแก้ปัญหาในเรื่องนั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติของเราก็จะเป็นที่พึ่งหวังของประชาชนได้ เพราะส่วนหนึ่งเราก็ สามารถที่จะเชิญทางฝ่ายบริหารมาตอบคำถามปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ในเวลาเดียวกัน ข้อหารือของสมาชิกในหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญก็อาจจะเข้าสู่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ในเวลาเดียวกันกับที่คณะกรรมาธิการชุดนี้อาจจะต้องประสานงานกับภาคประชาชนมากขึ้น ผมสังเกตพบว่ากลุ่มพี่น้องประชาชนในปัจจุบันนี้เขาจะแบ่งตามกลุ่มปัญหามากขึ้น กลุ่มประมง กลุ่มที่ดิน กลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น จะมีประเด็นเฉพาะที่เขาอยาก นำเสนอ อาจจะแก้กฎหมายเป็นเรื่องนิติบัญญัติ เป็นการแก้ระเบียบบางเรื่อง หรือประเด็นที่ เกิดจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้นการที่เปิดโอกาสให้เขามาทำงานใกล้ชิดกับ สมาชิกรัฐสภาที่มาจากทุกพรรคการเมือง บางทีเราอาจจะช่วยกันสร้างสรรค์กฎหมาย บางฉบับขึ้นมาก็ได้ ในอดีตผมเล่าให้ท่านประธานฟังครับว่า สมัยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยมีกลุ่มพี่น้องไทยพลัดถิ่นจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาร้องเรียนที่หน้าสภา เราเป็นรัฐบาล เป็นสมาชิกด้วย ไปคุยกับเขา ในที่สุดก็สามารถที่จะ ทำกฎหมายสัญชาติว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้กับคนไทยพลัดถิ่นเหล่านั้นได้ อย่างนี้เป็นต้น เราอยากเห็นภาพของรัฐสภาของเราที่ทำงานในลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น กรรมาธิการชุดนี้ จะสำคัญครับ อันนี้เป็นหลักการ ๒ ข้อที่ผมเสนอ และสุดท้ายก็คือหลักที่ว่าด้วยการวินิจฉัย ท่านทำเรื่องกระทู้แยกเฉพาะ ประเด็นจะคล้ายกับเพื่อนสมาชิกที่แล้ว คือใครจะ วินิจฉัยว่ากระทู้นี้เป็นเฉพาะเรื่อง เฉพาะบุคคล เฉพาะที่ สมัครใจไปห้องกระทู้แยก ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าไม่สมัครใจ การใช้วินิจฉัยแบบนี้อาจจะเกิดกรณีที่เห็นไม่ตรงกันก็ได้ ก็ฝาก ๒-๓ ประเด็นนี้ไว้ครับ ขอบพระคุณครับ