เทพไท ค้านตั้งกรรมาธิการ 35 คณะ ชี้ซ้ำซ้อน-เพิ่มงบ-ลดประสิทธิภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒

เทพไท เสนพงศ์ หารือร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ที่เสนอจัดตั้งกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ โดยแสดงความเห็นคัดค้านการเพิ่มจำนวน เหตุกังวลภาระงบประมาณ ความซ้ำซ้อนของหน้าที่ และประสิทธิภาพที่ลดลง พร้อมเสนอให้รวมกรรมาธิการที่มีหน้าที่ใกล้เคียงกันและตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมงาน รวมทั้งให้คงจำนวนกรรมาธิการไว้ที่ 30 คณะเพื่อเพิ่มคุณภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. .... ผมจะขออภิปรายในหมวด ๕ ว่าด้วยกรรมาธิการ ในหมวด ๕ ข้อ ๙๐ เขียนว่า ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้น ๓๕ คณะ แต่ละคณะประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวน ๑๕ คน โดยให้มีหน้าที่ และอำนาจ ดังนี้ ในประเด็นข้อนี้ผมได้แสดงจุดยืนต่อจำนวนกรรมาธิการมาโดยตลอดว่า เมื่อก่อนคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาจำนวนไม่ได้มากถึงขนาดนี้ บางสมัยก็ ๒๔ คณะ เพิ่มมาเป็น ๓๐ คณะ แล้วการมีคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ส่วนใหญ่ก็จะล้อกับ จำนวนกระทรวงของรัฐบาล แต่ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี่เองครับท่านประธาน เราได้ขยายจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาจาก ๓๐ คณะ เพิ่มมาเป็น ๓๕ คณะ แล้วก็มีการแตกชื่อของคณะกรรมาธิการออกเป็นย่อย ๆ ถ้าท่านประธานจำได้เหตุผลใน ตอนนั้นก็คือ ต้องการที่จะให้มีกรรมาธิการหลายคณะเพื่อที่จะรองรับคนที่ผิดหวังจาก ตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วก็เพื่อที่จะให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการเป็นการปูนบำเหน็จในยุค ที่ผ่านมา เลยเป็นที่มาของกรรมาธิการจำนวน ๓๕ คณะ และวันนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. .... ก็ระบุถึง ๓๕ คณะ ซึ่งมีรายละเอียด ทั้งหมด ผมอยากจะเรียนว่าใน ๓๕ คณะนี้ ผมได้อ่านแล้วผมเห็นว่าบางคณะไม่ควรที่จะตั้ง มาซ้ำซ้อน ผมยกตัวอย่างครับท่านประธาน (๔) คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย ซึ่งอันนี้ ตอนผมมาเป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกไม่มีครับท่านประธาน เพิ่งมาแยกออกจากกรรมาธิการทหาร เป็น ๓ คณะ คือคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทยกับคณะกรรมาธิการความมั่นแห่งรัฐ ซึ่งผมก็เคยเป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยครับ บทบาทหน้าที่ไม่ต่างกันเลย วันที่อยู่ใน คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ จะไปดูเรื่องชายแดนก็ไปซ้อนกับคณะกรรมาธิการ กิจการชายแดนไทย วันจะไปดูความมั่นคงแห่งรัฐในอีกพื้นที่หนึ่งก็ไปซ้อนกับคณะกรรมาธิการทหาร ผมคิดว่ากรรมาธิการ ๓ คณะนี้ ๑. คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย ๒. คณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐ ๓. คณะกรรมาธิการการทหาร ผมคิดว่าถ้าเรารวมเอาคณะกรรมาธิการ ทั้ง ๓ คณะนี้ขึ้นมาแล้วก็ตั้งชื่อใหม่จะตั้งชื่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐเพื่อจะ ครอบคลุมทั้งหมดแทนคณะกรรมาธิการทหาร ผมคิดว่าก็น่าจะดี น่าจะเป็นการกระชับ จำนวนกรรมาธิการ แต่ถ้าบอกว่าเราจะแยกย่อยออกให้มีจำนวนมากขึ้น ผมว่าต่อไปก็อาจจะ มีคนตั้งคณะกรรมาธิการทหารบก คณะกรรมาธิการทหารเรือ คณะกรรมาธิการทหารอากาศ คณะกรรมาธิการตำรวจมีอยู่แล้ว เพราะจะได้ครบครับท่านประธาน ผมก็เลยเห็นว่า ๓ คณะกรรมาธิการนี้น่าจะรวมเป็นหนึ่งโดยใช้ชื่อให้มันครอบคลุมเป็นคณะกรรมาธิการ ทหาร หรือคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐก็ได้

ส่วนกรรมาธิการอีกกรรมาธิการหนึ่งที่ผมคิดว่าไม่ควรที่จะเป็น คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา น่าจะตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะให้ บุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญได้ กรรมาธิการ สามัญก็จะมีคณะกรรมาธิการเพียงแต่ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ก็อาจจะไม่เปิด กว้างให้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามา นั่นก็คือ (๖) คณะกรรมาธิการแก้ไข ปัญหาหนี้สินแห่งชาติ ซึ่งผมคิดว่าคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติก็น่าจะไปอยู่ ในคณะกรรมาธิการอื่น อาจจะเอาไปไว้ในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง หรืออะไร ก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับหนี้สิน หรือถ้าเกี่ยวกับหนี้สินของเกษตรกรก็ไปไว้ในคณะกรรมาธิการ เกษตรก็ได้ ผมต้องเรียนว่าในคณะกรรมาธิการที่ผมเห็นว่าไม่ควรจะมี แล้วก็น่าที่จะรวมกันได้ ก็คือคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าดูอำนาจหน้าที่กิจการที่จะกระทำแล้ว ผมคิดว่า สามารถที่จะไปรวมกับคณะกรรมาธิการการเงินและการคลังของสภาผู้แทนราษฎรได้ครับ

คณะกรรมาธิการที่ ๕ ที่ผมคิดว่าไม่ควรจะมีก็คือ คณะกรรมาธิการแก้ไข ปัญหาสินค้าราคาผลผลิตเกษตรกรรม ซึ่งเมื่อก่อนคณะนี้เป็นแค่คณะกรรมาธิการวิสามัญ เท่านั้น หรือไม่ก็อยู่ในคณะกรรมาธิการเกษตร แต่วันนี้เรายกขึ้นมาเป็นคณะกรรมาธิการ สามัญประจำสภา โดยมียอดจำนวนกรรมาธิการ ๓๕ คณะ ถ้าถามผมว่าทำไมผมเห็นว่า ควรจะมี ๓๐ คณะ ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับ การมีคณะกรรมาธิการเพิ่ม ๑ คณะ เป็นภาระงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรอย่างปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธาน กรรมาธิการ ๑ คณะ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมี ๑. ห้องทำงานของประธาน ห้องประชุม ในภาวะที่สภาเรา ไม่เรียบร้อย ยังไม่มีสถานที่ประชุมก็คงเป็นภาระ ส่วนที่ ๒ ก็คือเจ้าหน้าที่ของสภา ผู้แทนราษฎรที่จะมาอำนวยความสะดวก ผู้อำนวยการ ผอ. ของคณะกรรมาธิการ ก็จะต้องมีเพิ่มขึ้นเพื่อจะมาดูแลกรรมาธิการ เบี้ยประชุมก็ต้องมีเมื่อมีกรรมาธิการขึ้นมา แล้วก็เงินเดือนของที่ปรึกษา ของนักวิชาการ ของเลขานุการก็ต้องมีอีก แล้วก็งบประมาณที่จะต้องไปศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะก็มีในงบประมาณ ประจำปี รวมไปถึงถ้ามีคณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นแบบนี้ เรามีนักวิชาการ เรามีผู้เชี่ยวชาญ เรามีเลขานุการ ก็กระทบไปถึงการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วยท่านประธาน ผมต้องเรียน กับท่านประธานว่าถ้าผมดูจากตัวเลขคร่าว ๆ การเพิ่มกรรมาธิการเป็น ๓๕ คณะ แล้วผมตัด ลดว่าควรจะมี ๓๐ คณะ ผมคิดว่าตัวเลขที่ ๓๐ จะทำให้จำนวนกรรมาธิการที่กรรมาธิการยก ร่างบอกว่าให้มีแค่คณะละ ๑๕ คน ก็อาจจะเพียงพอ นั่นก็คือว่าถ้าเรามีคณะกรรมาธิการ มาก เราหารด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะพบว่าจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งที่ต้องไปเป็นกรรมาธิการ ๒ คณะอยู่ แล้วที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าคนเป็น กรรมาธิการ ๒ คณะนี้ ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยมากครับท่านประธาน อาจจะมีบางคน ขยันขันแข็งทำงานประชุม บริหารเวลาได้ อันนี้อาจจะมี แต่ว่าโดยส่วนใหญ่ที่เห็นก็เซ็นรับ เบี้ยประชุมแล้วก็กลับ วิ่งรอกจากคณะกรรมาธิการชุดโน้นไปคณะกรรมาธิการชุดนี้ ยิ่งเพื่อน ที่เป็น ส.ส. ใหม่ เข้ามาเป็นกรรมาธิการ ๒ คณะ การเรียนรู้งานในกรรมาธิการนี้น้อยมาก เพราะมัวแต่สลับวิ่งรอกระหว่างกรรมาธิการ ผมคิดว่าถ้าจะมีกรรมาธิการสัก ๓๐ คณะ แล้วก็ จำนวนกรรมาธิการคณะละ ๑๕ คน ก็จะทำให้คนที่เป็นกรรมาธิการ ๒ คณะไม่มากนัก แต่ว่า ถ้า ๓๕ คณะตามที่ร่างมานี้ ผมลองคำนวณดู จะมีคนอยู่ ๒ กรรมาธิการ ๒ คณะ ประมาณ ไม่ต่ำกว่า ๕๐ คนครับ เพราะฉะนั้นผมก็คำนึงถึงประสิทธิภาพในการทำงาน และผมก็คิดว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรบกวนค่าใช้จ่ายงบประมาณของสภา ถ้าสมมุติว่าคณะกรรมาธิการแต่ละ คณะมีงบประมาณใช้จ่ายคณะละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ๔ ปี ๒๕ ล้านบาท ๕ คณะ ๒๕ ล้านบาท ๔ ปีเราสามารถประหยัดงบประมาณได้ประมาณ ๑๐๐ ล้านบาทครับ ผมเลยเสนอความคิดเห็นไว้เผื่อที่กรรมาธิการจะได้นำไปพิจารณาครับ ขอบคุณครับ