จุติ ไกรฤกษ์ ชี้แจงข้อมูลปัญหาเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมเสนอให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลและจัดทำโครงการพัฒนาทักษะอาชีพร่วมระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมสู่ยุคดิจิทัล โดยเน้นว่าหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ภูมิภาคดังกล่าวสามารถกลายเป็นขุมทรัพย์ของชาติได้ รวมถึงเรียกร้องการเยียวยาอย่างต่อเนื่องผ่านงบประมาณและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามระดับความเสียหาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่กรุณาให้ความห่วงใยพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ คำถามของท่านอยากจะกราบเรียนเบื้องต้นว่าเด็กที่ท่านบอกว่าความรุนแรง ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเกิดมา ๑๕ ปี ย่างเข้าปีที่ ๑๖ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา วันนี้สถิติอยู่ที่เด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี จะมีจำนวนประมาณ ๑,๐๗๘,๕๘๒ คน อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี และอายุระหว่าง ๑๙-๒๕ ปีนั้นมีจำนวน ๕๐๒,๔๑๖ คน นี่เป็นข้อมูลปี ๒๕๖๒ นอกจากนั้นแล้วอยากจะกราบเรียนว่าการจำแนกเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้แบ่งตามสภาพ ปัญหาของเด็กและครอบครัวนั้นแบ่งได้เป็น ๖ กลุ่ม ด้วยความเคารพท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ คงจะทราบปัญหาดีเพราะเคยร่วมงานกันกับองค์กรภาคเอกชน แล้วก็กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์มาในอดีต กลุ่มแรกคือกลุ่มเด็กที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มนี้ก็มีตามสถิติ ๑,๐๗๘ ราย กลุ่มที่ ๒ กลุ่มเด็กกำพร้าคือ เด็กที่สูญเสียพ่อแม่ หรือทั้งพ่อทั้งแม่จากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มนี้แยกเป็นเด็กที่สูญเสียพ่อหรือแม่ ๕,๐๖๑ คน สูญเสียทั้งพ่อและแม่นั้น ๒๑๓ คน รวมแล้วกลุ่มนี้คือ ๕,๒๗๔ คน กลุ่มที่ ๓ เด็กที่พ่อหรือแม่ หรือทั้งพ่อทั้งแม่ได้รับบาดเจ็บ หรือพิการ ๑,๙๘๒ คน นอกจากนั้นแล้วยังมีเด็กเองที่ได้รับความรุนแรงแล้วก็พิการจากเหตุการณ์ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกส่วนหนึ่ง แล้วก็เด็กที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมคือได้เห็นเหตุการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เห็นในสื่อ เห็นจากสิ่งที่บอกเล่านี่ก็อีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็ อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ ๖ คือกลุ่มเด็กยากจนหรือเด็กด้อยโอกาสทั่วไป ก็อยากจะกราบเรียนว่า ในขณะนี้งบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาเด็กตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา เราได้ใช้ งบประมาณจำนวนมหาศาลที่เยียวยาตรงนี้ ๒,๔๐๕ ล้านบาท ฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่า แต่ละปีสถิติความรุนแรงนั้นมีทั้งขึ้นมีทั้งลง ส่วนการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘-๒๕๖๒ ถ้าเอาเฉพาะจังหวัดปัตตานีคือ ๕๕,๖๖๕,๐๐๐ บาท จังหวัดนราธิวาส ๕๖,๘๙๙,๐๐๐ บาท ในปี ๒๕๖๑ แล้วก็จังหวัดยะลา ๓๖,๒๕๔,๐๐๐ บาท จังหวัดสงขลา ๔,๗๑๕,๐๐๐ บาท รวมในปีที่แล้วเยียวยาไป ๑๕๓,๕๓๓,๐๐๐ บาท
ประการต่อมาก็คือว่าในฐานข้อมูลที่ท่านได้กรุณาถามด้วยความห่วงใยว่า เด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ นั้น ฐานข้อมูล ที่เก็บเขาเก็บโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังไม่มีกระทรวงอื่น ที่จะสามารถประสานงานหรือบูรณาการข้อมูลได้ ก็เก็บในข้อมูลที่ว่าเกี่ยวกับพ่อแม่ของเด็ก อยู่ที่ไหน ทำอะไร แล้วก็ประวัติข้อมูลของเด็กเองว่าเรียนหนังสืออยู่ที่ไหน เรียนชั้นอะไร เรียนสาขาอะไร จบแล้วทำงานอะไร หรือยังว่างงานอยู่ ขณะนี้ขอเรียนว่าผมยังไม่มีสถิติ อยู่ในมือขณะนี้ว่า ๖,๖๕๓ คนนั้นขณะนี้อยู่ที่ไหน ทำอะไร ถ้าเผื่อได้ข้อมูลแล้วก็จะขอความ กรุณาส่งข้อมูลนั้นตามไป แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่าขณะนี้กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นของมนุษย์ได้ริเริ่มโครงการขึ้นมาใหม่ร่วมกับกระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะให้โอกาสเด็กเหล่านี้คือ ไม่ใช่แค่เด็กที่ประสบภัย เด็กทั่วไปที่ไม่ได้ประสบภัยความรุนแรงก็จะให้โอกาสเช่นเดียวกัน คือโครงการสร้างอาชีพ โครงการฝึกงาน แล้วก็นักศึกษาฝึกงาน กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ก็จะเปิดรับสมัครนักศึกษาฝึกงานทุกสำนักงานที่เรามี แล้วก็ไม่ใช่ ว่าให้เข้าไปแค่ถ่ายเอกสารหรือชงกาแฟ จะต้องสอนให้เขารู้จักวิธีทำงาน สอนให้เขารู้จัก การวางแผนงาน การทำงานร่วมกันเป็นทีม แล้วก็สอนให้รู้จักภาวะของผู้นำที่จะต้องเจอ กับปัญหาต่าง ๆ ในโลกของอนาคต นี่คือสิ่งที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์บูรณาการร่วมกับอีก ๔-๕ กระทรวง นอกจากนั้นเรายังเล็งเห็นว่าเด็กจำเป็นต้อง มีความพร้อมในการเตรียมพร้อมในช่วงเปลี่ยนผ่านของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีซึ่งเป็น สิ่งที่สำคัญมาก ฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าโอกาสนี้ก็มองได้ว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้ารวมจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูลแล้วก็เหมือนกับขุมทรัพย์อันหนึ่ง ถ้าเราดูแลดี ทำได้ดี ก็จะกลายเป็นขุมทองของประเทศไทย นั่นเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็น ขุมทองของประเทศไทย
อีกประการหนึ่งที่ท่านถามมาคือข้อมูลเด็ก ๓ ฝ่ายที่ไม่รับรองสถานภาพ ที่เกิดจากเหตุความไม่สงบนั้น ขอกราบเรียนว่า ๓ ฝ่ายนั้นคือ ทหาร ตำรวจ แล้วก็ฝ่ายปกครอง ถ้าเผื่อทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองนั้นให้การรับรองแล้วเด็กก็จะได้รับความช่วยเหลือ เช่น ถ้าเสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือจาก ศอ.บต. ๕๐๐,๐๐๐ บาท กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ก็ให้เงินยังชีพรายเดือนสำหรับครอบครัวอุปถัมภ์ ครอบครัว ที่บิดามารดาเสียชีวิต แล้วก็ค่าอุปการะเด็กที่มีบุตร ๒ คนขึ้นไปอีกเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนกระทรวงศึกษาธิการนั้นก็ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่เยาว์วัย สถาบันปอเนาะ อนุบาล ประถม กศน. มัธยม ปวช. ปวส. จนจบปริญญาตรีที่ระดับอุดมศึกษาก็ให้อีกปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท มัธยมปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท ปวช. ๑๐,๐๐๐ บาท ปวส. ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนเด็กที่โชคร้ายได้รับ ความรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบและมีบาดแผลขึ้นอยู่กับความรุนแรงนั้นถ้าเผื่อพิการ ศอ.บต. ช่วยเหลือ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็จะมีเงินยังชีพรายเดือน แล้วก็เงินฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการอีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีเบี้ยยังชีพอีกต่างหาก ส่วนที่บาดเจ็บสาหัส ศอ.บต. เยียวยา ๕๐,๐๐๐ บาท กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้เงินยังชีพรายเดือน เงินฟื้นฟูสมรรถภาพ อีก ๒๐,๐๐๐ บาท เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้าอีก ๓,๐๐๐ บาท ส่วนที่บาดเจ็บนั้นก็จะได้รับเงิน เยียวยาจาก ศอ.บต. ๓๐,๐๐๐ บาท กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็จะมีเงินช่วยเหลือเฉพาะหน้าอีก ๓,๐๐๐ บาท ถ้าผมตกหล่นอะไรไปก็กรุณาทวงถามได้ครับ ขอบพระคุณครับ