กิตติศักดิ์ เสนอผันน้ำแม่น้ำโขง แก้ปัญหาชลประทาน-ความยากจนอย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เสนอญัตติโครงการผันน้ำจากแม่น้ำหลายสาย โดยเฉพาะจากแม่น้ำโขง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ความเหลื่อมล้ำด้านชลประทาน และรายได้เกษตรกรที่ต่ำในภาคอีสาน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของน้ำต่อชีวิตประชาชน เศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำอย่างรอบคอบ ก่อนดำเนินการโครงการใดๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้เสนอญัตติโครงการการผันน้ําโขง เลย ชี มูล สงคราม ป่าสัก กก อิง น่าน เจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง ซึ่งเรื่องของน้ําถือว่าเป็นชีวิตแล้วก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มนุษยชาติมีความสําคัญมาก ซึ่งปัญหาที่เราพบกันทั่วประเทศก็คือระบบน้ํา ระบบชลประทาน ไม่เพียงพอ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอะไรต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ พวกเรา ส.ส. ไปพบกับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะภาคอีสานก็เกิดปัญหาเรื่องของระบบ ชลประทาน พี่น้องไม่มีน้ําทํานา พี่น้องไม่มีน้ําอุปโภคบริโภค แล้วก็ปัญหาของน้ํา การระบายน้ํา ในเขื่อนอุบลรัตน์ซึ่งตอนนี้มีความขาดแคลน แล้วหน้าแล้งนี้ก็คิดว่าระดับน้ําของเขื่อนอุบลรัตน์ เหลือแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องของการที่จะไปทํานาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการน้ํา ในเขื่อนอุบลรัตน์ก็คงจะมีปัญหาในปีนี้ เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าปัญหาเรื่องน้ํามีความสําคัญ ที่รัฐบาลทุกรัฐบาลจะให้ความสําคัญอันดับแรก เพราะว่าเรื่องของน้ํามันยิ่งใหญ่ ผมคิดว่า เรื่องอื่น ๆ ที่ยิ่งใหญ่ที่รัฐบาลได้จับมาไม่ว่าจะเป็นอีอีซี (EEC) ก็หมายถึงการแข่งขันระดับโลก ที่ประเทศไทยของเราก็ต้องมีความสามารถ มีศักยภาพในการแข่งขัน แต่เรื่องของพื้นฐานที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องน้ํา ผมขอนําเรียนว่ารัฐบาลจะต้องให้ความสําคัญ กับเรื่องน้ํามาก เพราะอะไรครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ นะครับ ปัญหาของพื้นที่ชลประทานที่ในประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม ๑๕๐ ล้านไร่ ประมาณนั้น พื้นที่ทั้งประเทศ ๓๒๑ ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่เกษตรกรรมในแต่ละภาค ภาคกลาง ๓๑ ล้านไร่ ภาคใต้ ๒๑ ล้านไร่ ภาคเหนือ ๓๒ ล้านไร่ ภาคอีสาน ๖๓ ล้านไร่ สังเกตว่าพื้นที่ชลประทาน ๑ ล้านไร่ ถ้าคิดเป็นภาค ภาคอีสานจะมีพื้นที่ชลประทานต่ําที่สุดก็คือ ๑๓.๖๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคเหนือ ๒๔.๔๔ เปอร์เซ็นต์ ภาคใต้ ๑๕.๓๗ เปอร์เซ็นต์ และภาคกลาง ๓๙ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าภาคอีสาน ๓ เท่า แล้วเฉลี่ยในระดับประเทศก็ประมาณ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ สังเกตรายได้ของเกษตรกร อีสานเราก็เป็นที่น่าเสียใจว่ารายได้เกษตรกรของเราในปี ๒๕๕๘ ๘๗,๐๐๐ บาท เทียบกับภาคกลาง เหมือนกับน้ํา ๓ เท่า ภาคกลางเกษตรกรมีรายได้ ๒๖๓,๐๐๐ บาท ส่วนภาคเหนือ ภาคใต้ก็มากกว่าคนอีสาน ๒ เท่ากว่า ๆ นี่คือเรื่องของ ความทุกข์ ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่คนอีสานก็ลําบากมานานนะครับ

ทีนี้ในโครงการชลประทานในภาคอีสาน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ชลประทานในปัจจุบันของภาคอีสานมีอยู่ ๘.๖๙ ล้านไร่ คิดเป็น ๑๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ แล้วโครงการที่จะเกิดขึ้นที่ทางกรมชลประทานได้มีแผนพัฒนาขึ้นมาคือโครงการเดิมอีก ๑,๓๓๗ โครงการ แล้วก็มีโครงการใหม่อีก ๔,๑๓๙ โครงการนะครับ โครงการปรับปรุง โครงการเดิมถ้าคิดเป็นจํานวนไร่ประมาณ ๑.๐๖ ล้านไร่ โครงการใหม่อีก ๗.๐๗ ล้านไร่นะครับ รวมทั้งหมด ๘.๑๓ ล้านไร่ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาอีกประมาณเกือบ ๒๐-๓๐ ปีในการทําให้เกิด พื้นที่ในภาคอีสานในพื้นที่ชลประทาน รวมจากอันเดิม ๘.๖๙ ล้านไร่ เป็น ๑๖.๘๒ ล้านไร่นะครับ ซึ่งถ้าทําให้เกิดสิ่งที่เป็นจริงนี้ก็คิดว่ายังไม่เพียงพอ ฉะนั้นแล้วโครงการผันน้ําจึงมีความคิดขึ้นมา ซึ่งผมได้ไปดูโครงการศึกษาวิจัยผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการบริหารจัดการน้ํา โขง เลย ชี มูล ซึ่งสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติได้ศึกษาไว้ มีการศึกษาไว้ตั้งแต่สมัยปี ๒๕๕๕ ที่รัฐบาลได้ศึกษาไว้และมีการทบทวนแล้วก็ศึกษาใหม่อีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๖๐ จากสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ซึ่งสังเกตว่าสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติถ้าเราจะทํา โครงการชลประทานในแผนการ โขง เลย ชี มูล จะทําให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นอีก ๕๐ ล้านไร่ ถ้ารวมกับอันเดิมก็คือ ๘.๖๙ ล้านไร่จากปัจจุบัน แล้ว ๘.๑๓ ล้านไร่จากแผนที่ เราจะทําในอนาคต รวมทั้งถ้าเกิดมีเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) เกี่ยวกับโครงการผันน้ํา แบบแม่น้ําโขง มีการศึกษาว่าจะทําให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นอีก ๓๓.๕๗ ล้านไร่ ทั้งหมดนี้ จะทําให้เกิดพื้นที่ชลประทาน ๕๐ ล้านไร่ รวมเป็นพื้นที่ชลประทาน ถ้าเทียบกับ ๖๓ ล้านไร่ นี่ก็เป็น ๗๘.๙๒ เปอร์เซ็นต์ ก็คิดว่าถ้าเกิดความเป็นจริงขึ้นมาผมคิดว่าคนอีสานจะหายจน แล้วก็จะมี ความสุขมาก ๆ ทีนี้ในเรื่องการศึกษาของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติเขาได้จ้าง บริษัทเอกชนมาศึกษาตอนนี้ทราบว่ามีการศึกษาเสร็จในระดับหนึ่ง แล้วก็จะมีการประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นซึ่งโครงการผันน้ําถ้าฟังจากท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ที่ได้อภิปราย ในเบื้องต้นก็จะเห็นว่าบริเวณปากน้ําเลยเป็นจุดแรกแล้วก็มาบรรจบกับแม่น้ําโขง ซึ่งจุดนั้นระดับแม่น้ําโขงสูงที่สุดก็คือบวกไป ๒๑๐ เมตรเหนือระดับน้ําทะเล เราเคยมี โครงการที่สูบน้ําบริเวณที่รู้สึกจะเป็นจังหวัดหนองคาย แต่ว่าตอนนั้นไม่ไปตามแรงโน้มถ่วงโลก ก็คือต้องใช้พลังงานในการสูบ ซึ่งโครงการนี้มีจุดเด่นก็คือว่าสามารถส่งน้ําโดยแรงโน้มถ่วง โดยกราวิตี (Gravity) ทําให้ครอบคลุมพื้นที่ได้มากที่สุด ซึ่งจากรูปภาพก็จะทําให้จังหวัด ทั้งภาคอีสานได้รับประโยชน์เต็ม ๆ แล้วเรื่องปัญหาทรัพยากรน้ําในภาคอีสานก็ไม่น่าจะมี ปัญหาต่อไป แต่ปัญหาที่เราจะมาทําที่คิดว่าเกิดขึ้นในภาคอีสานไม่ว่าจะเป็นน้ําท่วมซ้ําซาก ขาดแคลนน้ําในฤดูฝนก็คือฝนทิ้งช่วง ขาดแคลนน้ําในฤดูแล้งก็คือแหล่งกักเก็บน้ํามีน้อย ผลผลิตต่อไร่ต่ําก็คือนาน้ําฝนของเราเป็น ๑ ส่วน ๓ ของนาจากชลประทานก็คือประมาณ ๓๖๐-๕๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ แล้วรายได้ของคนอีสานประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้เฉลี่ย ของเกษตรกรทั่วประเทศ ก็เป็น ๑ ใน ๓ น้อยกว่าภาคกลาง ๓ เท่า ความยากจน ๑.๙๓ ล้านคน คิดเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของคนยากจนทั่วประเทศ แล้วปัญหาอื่นคือปัญหาดินเค็มของภาคอีสาน แต่เงื่อนไขโครงการนี้ใช้น้ําจากลุ่มน้ําเลยแล้วก็แม่น้ําภายในประเทศ แล้วก็ลดการผันน้ํา ให้น้อยที่สุด แล้วก็ปรับแผนการปลูกพืชตามโมดิฟาย อะกรี แม็ป (Modify Agri-map) แล้วก็ปรับระยะเวลาการปลูกพืชฤดูฝนและพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมเพื่อลดปริมาณ ความต้องการน้ําลง แล้วก็ลดการผันน้ําฤดูแล้งโดยการใช้คลองส่งน้ําอ่างเก็บน้ํา สระข้างคลอง แล้วก็แก้มลิง แล้วการผันน้ําในฤดูแล้งต้องไม่ทําให้ปริมาณน้ําในแม่น้ําโขงต่ํากว่าบริเวณ น้ําต่ําสุดที่จะเกิดโอกาสขึ้น ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัญหาของโครงการนี้ผมได้อ่านโครงการนี้ เป็นที่น่าสนใจว่าถ้าเกิดความสําเร็จเราก็จะทําให้ภาคอีสานของเรามีน้ําเพียงพอ แต่โครงการนี้ จะมีปัญหาที่ต้องระมัดระวังก็คือว่า

๑. เป็นไปได้ไหมว่าตอนนี้น้ําแม่น้ําโขงจะน้อยลง ตอนนี้เรามีเขื่อนในจีน ๑ แห่ง ในไซยะบุรี ๑ แห่ง แต่ว่าน้ําโขงก็ลดลงแล้วปีนี้ไม่น้ําโขง น้ําในอนาคตจะมีเขื่อนอีก ๓๐ กว่าแห่ง คิดว่าจะมีปัญหาว่าน้ําในแม่น้ําโขงจะมีหรือเปล่า

๒ เรื่องของระบบนิเวศ ซึ่งหน้าแล้งเป็นการขยายพืช พันธุ์ปลาตามธรรมชาติ พืชน้ําอาหารปลาจะเติบโตขึ้นในหน้าแล้ง เพราะฉะนั้นโครงการนี้จึงจะควรให้ทาง สภาผู้แทนราษฎรของเรานํามาศึกษาเพื่อจะร่วมมือกันว่าโครงการนี้จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วก็จะเป็นจริงได้ไหม ถ้าเป็นจริงเราก็จะผลักดันให้เกิดอย่างเต็มที่ ถ้ามีสิ่งที่เราคิดว่าเกิดขึ้น แล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่นเรื่องแม่น้ําโขงไม่มีน้ํามาเราก็คงลงทุนไม่คุ้ม แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ที่เราจะต้องศึกษาให้เกิดผลแน่นอนที่สุดในเร็ววัน ก็นําเรียนสมาชิกเพื่อจะอนุมัติให้โครงการนี้ มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องของโครงการผันน้ําไปสู่ทั้งประเทศ ก็นําเรียนครับ ขอบคุณมากครับ