พรรณิการ์ วานิช ตั้งข้อสังเกตถึงการควบคุมสื่อหลังรัฐประหารทุกครั้งว่าเป็นยุทธศาสตร์เพื่อครอบงำประชาชน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ข้อจำกัดเสรีภาพสื่อและอินเทอร์เน็ตที่ยังคงดำรงอยู่แม้หลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการใช้คำสั่ง คสช. ที่ยังมีผลต่อการปิดสื่อและเว็บไซต์โดยไม่ต้องผ่านศาล พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเยียวยาสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ถูกลิดรอนในช่วงรัฐบาลทหาร
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ค่ะ ก่อนอื่นดิฉันขอถามท่านประธานและเพื่อนสมาชิกในที่นี้ให้ท่านตอบในใจนะคะ ดิฉันอายุ ๓๑ ปี ชีวิตดิฉันเผชิญกับการรัฐประหารมาแล้ว ๓ ครั้ง ถือเป็นสถิติที่สูงมาก แต่ละท่านที่อยู่ในที่นี้ส่วนใหญ่อาวุโสกว่าดิฉันทั้งนั้น ล้วนเผชิญกับการรัฐประหาร อย่างน้อยในชีวิตของท่าน ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง ๗ ครั้ง หรืออาจจะ ๘ ครั้ง ท่านจําได้ไหม คะว่าทุกครั้งหลังการรัฐประหารสิ่งแรกที่ท่านจะเห็นคืออะไร ไม่ใช่รถถังนะคะ ประชาชน ทั้งประเทศไม่ได้เห็นรถถังแน่นอน รถถังส่วนใหญ่แล้วอยู่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ประชาชนทั้งประเทศจะได้ยินเพลงปลุกใจตามมาด้วยเปิดวิทยุโทรทัศน์ช่องไหนก็จะเป็น เรื่องเดียวกันหมด เรื่องของการปลุกใจ และสักพักเมื่อคณะรัฐประหารพร้อมก็จะนั่งเรียงหน้า ปรากฏตัวในโทรทัศน์ประกาศการยึดอํานาจ นั่นหมายถึงอะไรคะ หมายถึงว่าทุกครั้งหลังจาก การยึดกุมอํานาจรัฐ สิ่งที่ถูกยึดกุมทันทีตามมาก็คือสื่อ เพราะอะไร เพราะจะยึดกุมประชาชนได้ ท่านไปใช้ปืนจ่อหัวทุกคนไม่ได้หรอกค่ะ สิ่งที่ท่านจะทําเพื่อควบคุมประชาชนนั่นก็คือ การควบคุมสื่อ คณะรัฐประหารทุกคณะ เผด็จการทุกยุคทําแบบเดียวกัน เมื่อกุมอํานาจรัฐได้ ท่านจะยึดกุมควบคุมสื่อ แต่ คสช. มีลักษณะที่พิเศษกว่านั้น ถึงท่านจะบอกอยู่เสมอเปิดเพลง กรอกหูเราตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาว่าขอเวลาอีกไม่นาน แต่จริง ๆ ท่านวางแผนอยู่นานค่ะ เพราะว่าแผนการยึดกุมควบคุมสื่อของท่านไม่จบในยุคของท่าน แต่หยั่งรากลึกมาจนถึง แม้กระทั่งหลังมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลที่ได้ชื่อว่ามาจากการเลือกตั้งแล้ว ท่านดูนิดหนึ่งค่ะ สถิติดิฉันเอามาให้ดูว่า เสรีภาพสื่อของประเทศไทยในปีนี้ ปี ๒๕๖๒ อยู่ตรงไหนของโลก องค์กรสื่อไร้พรมแดนนะคะ รีพอร์เตอร์ วิตเอาต์ บอร์เดอร์ (Reporters Without Borders) บอกว่าประเทศไทยรั้งอันดับ ๑๓๖ ในดัชนีเสรีภาพสื่อ ๑๓๖ จาก ๑๘๐ ประเทศนะคะ เรา ถูกจัดอยู่ในอันดับประเทศที่สื่อเผชิญสถานการณ์ยากลําบาก นั่นก็คืออันดับเกือบจะต่ําสุด แล้วนะคะ อันดับ ๓ จาก ๔ อันดับ
มาดูเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่จัดอันดับโดยฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) เราอยู่ในกลุ่มประเทศไม่เสรีนะคะ แถมคะแนนที่เขาให้กับหน่วยงานรัฐที่ควบคุมเครือข่าย การให้บริการดิจิทัล (Digital) ได้เท่าไรท่านประธานทราบไหมคะ ศูนย์คะแนนค่ะ ประเทศ ไทย กสทช. ไทยได้คะแนนจากฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ระดับโลก ศูนย์คะแนน ดัชนีที่ตกต่ํามาตรฐานโลกแบบนี้ท่านจะบอกว่าเป็นเสรีภาพสื่อแบบไทย ๆหรือคะ ไม่ใช่ค่ะ นี่คือตัวชี้วัดสะท้อนว่ามีสารเคมีตกค้างจาก คสช. ที่ยังหลงเหลือและ ทําลายต้นกล้าประชาธิปไตยในประเทศไทย มีไม่ถึง ๓ สารเหมือนสารเคมีเกษตรที่เราเพิ่งจะ อภิปรายแล้วก็รับรายงานกันไปนะคะ สารเคมีตกค้างที่ทําลายต้นกล้าเสรีภาพสื่อ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของประเทศไทยมี ๒ สาร สารแรกชื่อว่า คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๙ สารเคมีตกค้างที่ ๒ คือประกาศ คสช. ที่ ๒๖/๒๕๕๗ ก่อนที่จะไปถึง ๒ สาร ตกค้างนี้นะคะ ดิฉันพูดให้ฟังก่อนว่าในยุค คสช. สถิติที่น่าตกใจเกี่ยวกับการละเมิดเสรีภาพ สื่อ ตัวเลขสั้น ๆ แต่สะท้อนเรื่องที่ใหญ่โตและกว้างขวางคืออะไร ในช่วง ๕ ปีของ คสช. มีการปิดกั้นลงโทษสื่ออย่างน้อย ๕๙ ครั้ง ในบรรดา ๕๙ ครั้งนี้ทําโดย กสทช. นะคะ แต่เป็น การทําโดย กสทช. ซึ่งอาศัยเงื่อนไขตามประกาศคําสั่งของ คสช. ไม่น้อยกว่า ๓๙ ครั้ง ๓๙ ครั้ง จาก ๕๙ ครั้งเกิดจากประกาศ คําสั่ง คสช. ท่านบอกว่าจะไปพูดทําไมเรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่องในอดีต ใช่ค่ะ ๕๙ ครั้งที่ท่านปิดสื่อไป อันนั้นเรื่องในอดีต วันที่ ๙ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ท่านบอกว่าคืนของขวัญให้กับประชาชน คืนความสุขให้กับประชาชน ยกเลิก ประกาศ คําสั่ง คสช. จํานวนมากหนึ่งในนั้นคือการปลดล็อกสื่อ ท่านยกเลิกประกาศคําสั่ง คสช. ที่เกี่ยวกับการครอบงําสื่อไปหลายฉบับ แต่ดิฉันจะบอกว่า มันไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นการปาหี่ตกแต่งหน้าตาให้สวยเท่านั้น คําสั่งที่ท่านยกเลิกไป มีอะไรบ้าง ท่านยกเลิกประกาศ คสช. ที่ ๙๗ และ ๑๐๓/๒๕๕๗ ๙๗ และ ๑๐๓/๒๕๕๗ เนื้อหาว่าอะไร พูดง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือให้ คสช. มีอํานาจปิดสื่อที่ไม่เผยแพร่เนื้อหาตามที่ คสช. ต้องการ ท่านก็บอกว่าดีแล้วมันยกเลิกไป มันเป็นเผด็จการขนาดนี้ ดิฉันถามค่ะว่า ในเมื่อกําลังจะไม่มี คสช. อยู่แล้วคําสั่งนี้ ๙๗ กับ ๑๐๓/๒๕๕๗ ถึงท่านไม่ยกเลิกมันก็ใช้ ไม่ได้อยู่ดี เพราะว่า คสช. ซึ่งจะเป็นผู้ใช้อํานาจไม่มีอยู่อีกต่อไป แต่ที่ท่านไม่ยกเลิกคืออะไร ที่ท่านไม่ยกเลิกก็คือคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๙ ซึ่งท่านให้อํานาจ กสทช. อย่างล้นปรี่ ล้นเกิน ล้นอย่างไร ล้นอย่างนี้ค่ะท่าน กสทช. มีอํานาจตาม พ.ร.บ. ปิดสื่อได้อยู่แล้วค่ะ แต่ในกรณีร้ายแรงเท่านั้น นั่นก็คือสื่อนั้นนําเสนอเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครอง หรือละเมิดศีลธรรมประชาชนอย่างร้ายแรง แต่คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๙ ได้ขยาย อํานาจของ กสทช. ให้สามารถปิดสื่อที่เสนอเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความสับสนขัดแย้งหรือว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติได้ นี่เบากว่าเรื่องของการนําเสนอเนื้อหาที่ล้มล้างการปกครอง เยอะมากนะคะ อะไรก็สามารถถูกตีความว่าก่อให้เกิดความสับสนหรือขัดแย้งได้ทั้งนั้น ในบ้านเมืองของเรายุคนี้ กสทช. พิจารณาว่ารายการนี้ของช่องนี้นําเสนอเนื้อหาขัดแย้ง ก่อให้เกิดความสับสน ปิดได้ทันที เท่านั้นไม่พอ คําสั่ง คสช. ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๙ ยังคุ้มครอง กสทช. อีกด้วย บอกว่าถ้าเกิดพิจารณาสั่งลงโทษสื่อไปแล้วแต่ทําไปโดยสุจริตไม่เกินกว่าเหตุ ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับโทษรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญาและทางวินัย คุ้มครองกันไป ถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นตกลงว่า ๙๗ กับ ๑๐๓/๒๕๕๗ ที่ท่านบอกว่ายกเลิกไปปลดล็อกสื่อ ไม่จริง ท่านย้ายล็อกสื่อที่ล็อกไว้ด้วย คสช. มาเป็นการล็อกด้วยการใช้คําว่า กสทช. ที่ถูก ต่อปีกต่อหางโดยอํานาจของ คสช. และโดยมรดกของ คสช.
มาดูเรื่องของเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต สื่อออนไลน์กันบ้างค่ะ ท่านยกเลิก ประกาศคําสั่ง คสช. ที่ ๑๒/๒๕๕๗ ก็จริง ประกาศนี้บอกว่าขอความร่วมมือสื่อออนไลน์ ไม่เผยแพร่เนื้อหาวิจารณ์ คสช. อันนี้ท่านยกเลิกไปแล้ว แต่สิ่งที่ท่านไม่ยกเลิกก็คือประกาศ คสช. ที่ ๒๖/๒๕๕๗ สารเคมีตกค้างตัวที่ ๒ ประกาศ คสช. ที่ ๒๖/๒๕๕๗ เนื้อหาว่าอะไร เนื้อหาก็คือให้อํานาจกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดีอี (DE) ตั้งคณะทํางาน ปิดเว็บไซต์ (Web site) ขึ้นมาโดยไม่ต้องผ่านศาล ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ซึ่งก็มีปัญหา ในตัวของมันเองอยู่แล้วนะคะ การจะปิดเว็บไซต์ (Web site) การเอาเนื้อหาออกจาก เว็บไซต์ (Web site) ต้องผ่านคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้แทนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นผู้วินิจฉัยผ่านกระบวนการทางศาล ตรวจสอบแล้วจึงสามารถสั่งปิดเว็บไซต์ (Web site) คําสั่ง คสช. นี้ตั้งคณะทํางานพิเศษ ขึ้นมาโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดีอี (DE) ไม่ต้องผ่านกระบวนการอะไรเลย ไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญในทางใดทั้งสิ้น ปิดเว็บไซต์ (Web site) ได้ทันที คําถามก็คือเมื่อท่าน ไม่เคยยกเลิกคําสั่ง คสช. ฉบับนี้ คณะทํางานคณะนี้ตกลงทุกวันนี้ยังทํางานอยู่หรือไม่ เราตรวจสอบไม่ได้นะคะ เพราะว่าไม่ได้ผ่านกระบวนการทางศาล ไม่รู้จะไปตรวจสอบที่ไหน ว่าตกลงท่านปิดไปแล้วกี่เว็บไซต์ (Web site) เว็บไซต์ (Web site) ที่ท่านปิดตกลงมีเนื้อหา เป็นอย่างไรถึงโดนปิดไป ต่อให้คณะนี้ไม่ได้ทํางานไปแล้ว ท่านจะมีมาตรการอย่างไร มาชดเชย เยียวยาเว็บไซต์ (Web site) ที่ถูกสั่งปิดไปในยุคของ คสช. สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกพรากไปจะต้องได้รับการชดเชยเยียวยา ทั้งหมดนี้ คือสารเคมีที่ตกค้างมาจากยุคของ คสช. ในยุคของ คสช. คือยุคของเผด็จการทหาร เต็มรูปแบบผ่านไปแล้ว ในยุคปัจจุบันเรามีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เรามีกลไกที่มาจาก การเลือกของประชาชน และมีหน้าที่ผูกพันที่จะรับใช้ประชาชน เพราะฉะนั้นดิฉันขอว่ารัฐสภาแห่งนี้ช่วยกันค่ะ ช่วยให้สิทธิเสรีภาพของสื่อสมกับคําที่ว่าปากกาคมกว่าดาบ อยากให้ปากกานั้นเป็นปากกา ที่ใช้เป็นอาวุธปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ใช่ปากกาที่ถูกทําให้แหลมคมเพื่อที่จะ ฆ่าความจริงเหมือนในยุคของ คสช. ขอบพระคุณค่ะ