สงวน พงษ์มณี วิพากษ์วิจารณ์คำสั่ง คสช. โดยเฉพาะมาตรา 44 ที่เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารราชการและทำให้อัยการอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายทหาร ซึ่งขัดกับหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนเพื่อคืนความเป็นอิสระให้แก่องค์กรอัยการและสร้างความมั่นคงแก่นักลงทุน.
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้มาสนทนาธรรมในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ผมจะพูดถึงรายละเอียดที่ผมต้องการพูดเท่านั้น จะไม่เท้าความยาว ผมรวบรวมได้ว่าคําสั่งที่ ๔๔ มันมีลักษณะเด่น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือออกคําสั่งเปลี่ยนแปลง โครงสร้าง เปลี่ยนแปลงองค์กรโดยไม่แก้กฎหมาย ตัวอย่างก็คือของกระทรวงศึกษาธิการ ออกคําสั่ง ๑๐ คําสั่ง มีคําสั่งที่สําคัญคําสั่งที่ ๗ ออกเสร็จเปลี่ยนเป็นโครงสร้างหมดเลย มีผลกระทบต่อองค์กรครูมาก ต่อมาเมื่อเห็นว่าในองค์กรนี้มีอะไรก็ออกคําสั่งที่ ๑๗ เข้ามาอีก เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เห็นว่าจําเป็นต้องยกเลิกบางเรื่องที่สั่งไปก่อนเพราะอะไร เพราะตรงนั้น มีคําสั่งนั้นบอกว่ามันมีการสิ้นสุดของคําสั่งว่าคําสั่งนี้จะสิ้นสุดเมื่อไร เมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็ไป ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็กลายเป็นว่าในองค์กรของครูมีเงินซึ่งเขาสะสมไว้เป็นกองทุนหมุนเวียน เพื่อจะแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินเขา ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท วันนี้บริหารยังไม่ถึงไหนเลยครับ เหลือ ๔,๘๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง เรื่องนี้ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจผมคิดว่าครูที่อยู่ใน สภานี้คงจะเป็นคนพูด แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดต่อจากนี้เป็นเรื่องที่ออกคําสั่งแก้กฎหมาย ออกคําสั่งแก้กฎหมายและผมไม่ได้แปลกใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นถึงทํากันขนาดนั้น ก่อนจะ พูดว่าออกคําสั่งอะไร ผมอยากจะให้ท่านดูว่ารัฐธรรมนูญ หมวด ๘ พูดถึงที่มาของ นายกรัฐมนตรี พูดเรื่อง ครม. รัฐธรรมนูญ หมวด ๑๓ พูดถึงอัยการซึ่งเป็นอีกหมวดหนึ่ง นั่นแสดงว่าการสร้างดุลอํานาจของรัฐธรรมนูญต้องการให้ดุลอํานาจเป็นแบบนี้ ให้อัยการ เป็นองค์กรอีกองค์กรหนึ่ง กรรมาธิการคณะที่ ๓ ของสภาของเราซึ่งผมไปเป็นอยู่ด้วยเขียนว่า ศาล อัยการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ เห็นไหมครับอัยการเป็นองค์กรหนึ่งซึ่งไม่ขึ้น ต่อฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ แต่คําสั่งของ คสช. สั่งตั้งแต่ขยายอํานาจของพระราชบัญญัติความมั่นคง ปี ๒๕๕๑ ท่านประธานฟังให้ดีครับ ตอนนั้นผมพูดเรื่องนี้วันแถลงนโยบาย ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาขึ้นมาตอบว่าที่ผมพูดนั้นไม่จริง เพราะว่าถ้าไม่ประกาศกฎหมายพิเศษกฎหมายนี้ จะใช้ไม่ได้ทั่วประเทศ ผมเข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ดูองคาพยพทั้งหมดที่ท่านสั่งมา ก็เลยคิดว่าที่ไม่น่าไว้วางใจที่สุดที่จําเป็นต้องตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ เพราะว่า อยู่ ๆ ก็ออกพระราชบัญญัติความมั่นคงใหม่โดยคําสั่ง คสช. ที่ ๕๑/๒๕๖๐ ทั้ง ๆ ที่ช่วงนั้น รัฐธรรมนูญประกาศใช้ไปได้ ๗ เดือน เปลี่ยนกฎหมายไม่เหมือนตามรัฐธรรมนูญครับ ผมจะบอกว่าขัดรัฐธรรมนูญเดี๋ยวจะหาว่ากล่าวหาอีก ผมยืนยันว่าแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ โดยสิ้นเชิง วันนี้ท่านเชื่อไหมในจังหวัดทุกจังหวัดมีคําสั่งเปลี่ยนมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ความมั่นคงบอกว่าจังหวัดหนึ่งจะต้องมี กอ.รมน. จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ให้อัยการจังหวัดมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดคนที่หนึ่ง ท่านประธานฟังช้า ๆ นะครับ ให้อัยการจังหวัดเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดคนที่หนึ่ง คนที่สองใครครับ รองผู้ว่าราชการจังหวัด คนที่สามพันเอกพิเศษมาจากทหารเป็นรอง กอ.รมน. จังหวัด อัยการขึ้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดซี ๑๐ ขึ้นต่อแม่ทัพภาคซี ๙ ในซี ๙ แม่ทัพภาคแล้วขึ้นต่อซี ๑๐ คือแม่ทัพบก แล้วขึ้นต่อนายกรัฐมนตรีนี่คือ พ.ร.บ. ความมั่นคง ผมถามต่อว่าแล้วในชั้น ของแม่ทัพภาคเกิดอะไรขึ้นครับ ในชั้นของแม่ทัพภาคเขาให้อัยการสูงสุด อธิบดีอัยการ ที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นรองแม่ทัพภาค รอง กอ.รมน. ภาค แล้วให้ กอ.รมน. ภาคขึ้นต่อ คณะกรรมการอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หัวหน้าไม่ใช่นายกรัฐมนตรี หรือครับ เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี แต่ให้อัยการสูงสุดไปขึ้นต่อและปฏิบัติ ตามไหวไหมครับ ท่านประธานครับ นี่เป็นโครงสร้างของคําสั่ง มาตรา ๔๔ เริ่มตั้งแต่ให้ร้อยตรี เป็น คําสั่งที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานรักษาความมั่นคง พอคําสั่งที่ ๑๓ เป็นพนักงานป้องกัน และปราบปรามใช้อํานาจตรวจสอบได้ยึดทรัพย์ได้เห็นไหมครับ ๓ เหล่าทัพเลยครับ เรื่องนี้ บ้านผมเป็นเขตอุตสาหกรรมความหวาดกลัวของการลงทุนเกิดขึ้น ท่านช่วยบอกท่านประธาน ไปช่วยบอกนายกรัฐมนตรีด้วยว่าความมั่นคงของท่านมั่นคงจนกระทั่งว่าทางการลงทุน เขาเกิดความไม่มั่นคง ไม่มีใครอยากลงทุนครับ เพราะว่าทหารยศร้อยตรีไปอยู่หน้าโรงงาน ไปตรวจสอบอะไรต่าง ๆ เขาเพิ่งลืมตาขึ้นมาจากการตื่น เมื่อ ๗-๘ เดือนก่อนมันเป็นอย่างนี้ แล้ววันนี้มันจะเป็นต่อไปไม่ยกเลิกเขากลัวครับ ท่านประธานครับ พอพูดถึงเรื่องนี้ผมถามว่า และประเทศนี้มันปกครองด้วยอะไร บังเอิญคนที่ผ่านเดือนตุลาคมมาแล้วผมไปอยู่ในเขตป่า เขาไปเป็นทหารพรรคคอมมิวนิสต์ ผมเป็นคนสอนหนังสืออยู่สถาบันหนึ่งของพรรค ในนั้น มันมีหน่วยพรรคอยู่ ผมเลยมองว่าประเทศของเรากําลังสร้างหน่วยพรรคที่นําโดยทหาร เต็มประเทศทุกจังหวัดจะกํากับดูแลทุกส่วน ตรงนี้ผมถามท่านประธานว่าคําสั่งที่ ๕๑/๒๕๖๐ มันขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ เราจะคิดกันอย่างไรว่าตรงนี้มันจะเป็นอย่างไร พอไปสั่งให้ นายกรัฐมนตรีให้อัยการสูงสุดมาขึ้นต่อนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่รับมอบหมาย จะเป็นไปได้อย่างไร หมวด ๑๓ ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่หมวด ๘ คือการทําของทีมกฎหมาย ของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เมื่อก่อนนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า คสช. สั่งได้ แต่ปัจจุบันนี้ สิ้นสุดแล้วคนกลุ่มนี้หรือว่าหน่วยงานหน่วยนี้ก็ต้องขึ้นต่อฝ่ายบริหารไม่ได้ ในปี ๒๕๖๑ มีพระราชบัญญัติเกิดขึ้นคือระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ท่านดูมันจะหมดเวลาผมจะอ่านให้ท่านฟัง ท่านดูหลักการและเหตุผลในการออกกฎหมายฉบับนี้ เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญกําหนดองค์กรของอัยการเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีข้อกําหนด ห้ามพนักงานอัยการกระทําการหรือดํารงตําแหน่งอื่นใดที่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงต้องตราพระราชบัญญัตินี้ เขาห้ามข้าราชการอัยการไปทํางานอื่นไปขึ้นต่อองค์กรอื่น ถ้าหากว่าท่านไปดูเสร็จแล้ว ท่านไปดูกฎหมายความมั่นคงมาตรา ๒๓ ท่านเปิดดูเลยนะครับ ศาลปกครองก็เข้าไม่ได้ ถ้าจะเข้าศาลให้เข้าศาลยุติธรรมได้อย่างเดียว พอเข้าไปปุ๊บถ้าองค์กรท้องถิ่นถูกละเมิด ฟ้องอัยการจังหวัดก็ต้องส่งอัยการมาเป็นผู้ฟ้องเป็นคดีแก้ต่าง เป็นทนายแก้ต่างให้องค์กร ท้องถิ่น แต่แก้ต่างให้ใครครับ คนที่มาเป็นฝ่ายโน้นกลายเป็นว่ามีคําสั่งของกฎหมายฉบับนี้ บอกว่าให้ศาลก่อนจะตัดสินต้องให้คณะกรรมการที่ออกคําสั่งนั้น ๆ มาเป็นผู้ชี้แจงนะครับ นั่นหมายความว่าอัยการจังหวัดแต่งตั้งคนไปช่วย อบต. แล้วไปชี้แจงให้ศาลไปแสดงความเห็น ที่ศาลถูกละเมิดอย่างไร แล้วศาลก็ต้องไปถามอัยการจังหวัดอย่างนั้นหรือครับ อันนี้ละครับ มันต้องด้วยเหตุผลของการออกกฎหมายหรือว่าห้ามดํารงตําแหน่งแบบนี้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่าจําเป็นต้องตั้งกรรมาธิการเพื่อดู ถ้าท่านชื่นชมวิธีการบริหารแบบนี้ช่วยกรุณา ออกกฎหมายตั้งทบวงความมั่นคงภายในเราจะได้ตรวจสอบได้ ใช้เงินหลวงได้ เราก็ต้อง ตรวจสอบได้ ถ้ายังอายยังเหนียมซ่อนไว้อย่างนี้คุณจะมัดมือมัดตีนตัวเอง ไปไหนไม่ได้แล้ว ขอบคุณครับท่านประธาน