อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กล่าวถึงผลกระทบจากการรัฐประหารปี 2557 โดยชี้ให้เห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง การจับกุม การซ้อมทรมาน การขึ้นศาลทหาร และการลี้ภัยของประชาชนที่สูญเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมภายใต้ระบอบ คสช. และความเปลี่ยนแปลงบทบาทของไทยจากผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนกลายเป็นประเทศที่ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้เห็นต่าง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานคะ ดิฉันดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ยืนพูดต่อหน้า ท่านประธานแทนเพื่อนพี่น้องที่ร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยกันมาและแทนคนไทยทั้งประเทศ หลายสิบล้านคนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ถูกปิดกั้นการรับรู้ข่าวสาร ถูกปิดกั้น การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองตลอด ๕ ปีครึ่งที่ผ่านมาในยุค คสช. เป็นที่ทราบกัน แม้กระทั่งถึงตอนนี้ แม้กระทั่ง คสช. จะสิ้นสภาพไปแล้วตามกฎหมายเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ว่าผู้ที่ครองอํานาจในปัจจุบันก็ยังเป็นคณะเดิมทั้งสิ้น แล้วก็เป็นที่ทราบกันกับคนทุกคน ในประเทศว่าเหตุการณ์ความไม่สงบก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ นั้น แท้ที่จริงแล้ว เป็นเหตุการณ์ความไม่สงบที่สามารถดูแลควบคุมได้ แต่เกิดจากการเพิกเฉยจงใจที่จะให้ เหตุการณ์บานปลาย อันนํามาสู่การเป็นข้ออ้างในการเข้ายึดอํานาจรัฐประหาร ก่อนรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ ประเทศเราเคยมีบทบาทนําในภูมิภาคนี้ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ประเทศเพื่อนบ้านของเราใช้ประเทศไทยเป็นเวทีในการพบปะพูดคุยกันเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่เขาไม่สามารถที่จะพูดในประเทศเขาได้ แต่หลังจากปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเวที ของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้เป็นที่ปลอดภัยสําหรับคนในภูมิภาคนี้ที่จะมาพูดคุยกันเรื่อง สถานการณ์สิทธิมนุษยชนอีกต่อไป ท่านประธานหลังรัฐประหารเกิดอะไรขึ้น หลังรัฐประหาร ตัวเลขขั้นต่ําจากสํานักงาน ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนก็มีเพื่อนผู้อภิปรายได้กล่าวไปแล้ว แต่เอาคร่าว ๆ ว่าคนนับ ๑,๐๐๐ คนได้รับผลกระทบ ๙๒๙ รายถูกพาตัวไปค่ายทหารถูกปิดตา คลุมศีรษะด้วยถุงมีอย่างน้อย ๑๘ รายถูกซ้อมทรมาน ๑,๒๑๑ รายถูกจับดําเนินคดี ด้วยข้อหาความมั่นคงร้ายแรงในการไปแสดงออกในการชุมนุมทางการเมืองในการเรียกร้อง การเลือกตั้งผู้ที่อภิปรายยืนต่อหน้าท่านประธานคนนี้ก็ถูกดําเนินคดีด้วยอยู่ใน ๑,๐๐๐ กว่าคน นี้ด้วย ๕๐๐ กว่าคนถูกคุกคามถึงบ้านพักและอย่างน้อย ๑๐๐ คน ต้องหลบหนีออกนอก ประเทศกลายไปเป็นผู้ลี้ภัย คนเหล่านี้ถามว่าทําไมเขาต้องหนี ทําไมเขาไม่ไปรายงานตัว ตามหมายเรียก เพราะว่าคนเหล่านี้เขาไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พวกเขาเหล่านั้นกลัวว่าจะไม่ได้รับการประกันตัว กลัวว่าจะถูกขึ้นศาลทหารแทนศาลพลเรือน ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่เป็นประชาธิปไตยจะยอมรับการให้พลเรือนไปขึ้นศาลทหารได้ค่ะ ท่านประธานเขาเหล่านั้นหวาดกลัวการถูกอุ้มฆ่า การถูกอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หวาดกลัว การถูกขังลืมในคุกทหาร แล้วก็หวาดกลัวการไม่ได้รับความเป็นธรรม ในสถานการณ์อย่างนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดค่ะ ท่านประธานเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ของตัวเองในกระบวนการยุติธรรมตามปกตินะคะ ตามอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยปี ๒๔๙๔ ที่ประเทศไทยของเราก็ได้ร่วมลงนามเอาไว้ คําจํากัดความของผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จําเป็นต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง หลบหนีไปเนื่องจากการกลัวภัยจากการ ประหัตประหาร ด้วยสาเหตุที่แตกต่างทางศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ และแตกต่างกัน ทางความคิดเห็นทางการเมือง ดิฉันไม่ได้พูดลอย ๆ มีอะไรที่เป็นข้อพิสูจน์ว่าในสถานการณ์ อันป่าเถื่อนนั้น เรามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ข้อพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ก็คือ หลังรัฐประหารเมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนกระทั่งต้องมีคนทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดตัวเอง ออกไปนั้น มีประเทศทั้งในอเมริกาและยุโรปหลายประเทศ ยอมรับการยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัย ให้กับคนไทยที่ไปยื่น แล้วก็สามารถพํานักอยู่ในประเทศของเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขาปฏิบัติกับเราอย่างมีมนุษยธรรม อันนี้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ การยื่นลี้ภัยตอนนี้ในประเทศ ทั่วโลกมีการแข่งขันยื่นกันสูงแต่คนไทยก็ได้รับ คนเหล่านี้เขามีเหตุผลมีน้ําหนักพอในการ ทําเรื่องนั่นเอง ประเทศเหล่านั้นอนุญาตให้คนไทยได้อยู่คนเหล่านี้เป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักคิด เป็นนักเขียน เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถ บางคนเป็น นักกฎหมาย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนักการเมืองคนเหล่านี้ล้วนแต่ทําคุณประโยชน์ ให้กับประเทศของเรา แม้กระทั่งเป็นคนธรรมดาก็คือคนที่รักประชาธิปไตย เป็นคนที่รักชาติ ไม่ต่างจากเรา ๆ ท่าน ๆ ในห้องนี้นะคะ แล้วก็ไม่ต่างจากเผด็จการ ผู้ที่อ้างเหตุผลว่ารักชาติ มากกว่าใครนํามาเป็นเหตุผลในการยึดอํานาจจากรัฐบาลพลเรือน ผู้ลี้ภัยเหล่านี้คือเหยื่อ ของการพังทลายของประชาธิปไตยไทยจากกลุ่มบุคคลที่ยึดอํานาจรัฐประหารในนาม คสช. ซึ่งยังฝังรูปฝังรอยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ท่านประธานคะ มีผู้ลี้ภัยที่เสียชีวิตแล้วก็สูญหายไป อย่างไม่ทราบสาเหตุในประเทศเพื่อนบ้านอย่างน้อย ๘ ราย ไม่รวมผู้ที่ล้มป่วยตายไป อย่างเงียบ ๆ คนที่สูญหายเหล่านี้พบเป็นศพถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณตามที่เป็นข่าวทั่วโลก มีอยู่ ๒ ศพที่ถูกคว้านท้องยัดด้วยแท่งปูน ๒ ศพนี้ได้รับการพิสูจน์ดีเอ็นเอ (DNA) ว่าเป็น ศพผู้ลี้ภัยไทยจริง ส่วนอีก ๖ รายหายตัวไปอย่างปริศนาค่ะ การที่ไม่สามารถพิสูจน์ศพได้ การติดตามจากครอบครัวญาติพี่น้องไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งประเทศปลายทางและต้นทาง เป็นเพราะว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มีเอกสารยืนยันตนจากการที่หนีออกไปไม่มีเอกสาร ทําให้เป็น การง่ายค่ะท่านประธาน ง่ายต่อการปัดความรับผิดชอบของทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง เพราะคนเหล่านี้อยู่กันเหมือนไม่มีตัวตน โดยเฉพาะที่ไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เขาเหล่านั้น อยู่กันแบบหลบซ่อนไม่มีอาชีพไม่มีสถานภาพทางกฎหมาย การเรียกร้องเพื่อความยุติธรรม การเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยในประเทศนี้ ทําไมถึงมีต้นทุนมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินกว่า ที่ใคร ๆ จะจิตนาการได้ คนกลุ่มนี้ไม่มีเวลา ไม่มีทรัพยากรของรัฐที่จะมาจุนเจือ ไม่ได้มีการใช้ ชื่อตนเองโดยใช้โครงการของรัฐบาล คนเหล่านี้ทําไมถึงพร้อมที่จะลงทุนด้วยชีวิตและอิสรภาพ ต่อไปไม่จบสิ้น นั่นเป็นเพราะว่ามนุษย์ทุกคนโหยหาความเป็นธรรม นั่นเป็นสิ่งที่ทําให้มนุษย์ ต่างจากสัตว์ค่ะเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ในการแสวงหาความยุติธรรม คําสั่งและประกาศ ต่าง ๆ ของ คสช. รวมทั้งผลพวงของมาตรา ๔๔ ที่ยังสิงสถิตอยู่ในทุกองคาพยพของกฎหมายไทย ที่ถูกฟอกขาวให้ดูเหมือนประเทศเราได้กลับเข้ามาสู่สถานการณ์ประชาธิปไตยตามปกติแล้ว เป็นสิ่งอัปยศค่ะ ท่านประธานสิ่งที่เราจะต้องชําระสะสางคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับ ผลกระทบและครอบครัวในทุกกรณี เปรียบเสมือนบาดแผลฉกรรจ์ ท่านประธานอยู่ดี ๆ เราจะมาเย็บปิดปากแผลไม่ได้ เราจะต้องล้างแผลทําความสะอาด เยียวยาแผลข้างในให้สะอาดก่อน ไม่อย่างนั้นมันจะกลัดหนองแล้วก็จะไม่เป็นกระดุมเม็ดแรก ในการที่จะกลับไปสู่ความปรองดองได้เลยท่านประธานคะ ถ้าคนที่ฉีกรัฐธรรมนูญมีที่ยืน ยังมีที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมนี้ คนที่บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบที่ไม่มีโอกาสได้กลับมา พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในกระบวนการยุติธรรมตามปกติ คนเหล่านั้นก็ควรจะต้อง มีที่ยืนด้วย ดิฉันคิดไปถึงการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเลยท่านประธาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบแล้ว ดิฉันก็คิดว่าอาจจะมีคน ในคณะศึกษาไปถึงขั้นตรงนั้น ล่าสุดมีรายงานข่าวว่ามีบางรายถูกจับกุมแล้วก็ส่งตัวกลับมายัง ประเทศไทย ครอบครัวพวกเขาเหล่านั้นตระเวนไปยื่นหนังสือติดต่อทุกหน่วยงาน ทั้งกองปราบ ทั้งคณะกรรมาธิการ ทั้งสถานทูตที่กระทรวงการต่างประเทศ แม้แต่องค์การสหประชาชาติ แต่ก็ไม่มีผลคืบหน้าใด ๆ ดังที่บอกไว้แล้วว่าคนเหล่านี้ไม่มีเอกสารแสดงตัวตนที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย สํานักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ถามไปยัง รัฐบาลไทยก็ได้รับคําตอบสั้น ๆ เพียงไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้ ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง หยุดฝังกลบประเทศไทยด้วยการทําเป็นนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น ฝากด้วยนะคะขอให้ ที่ประชุมแห่งนี้พิจารณาให้ความเห็นชอบในการยกมือสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทําและจากคําสั่งของ คสช. ด้วย ขอบคุณมากค่ะ