จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ หารือถึงผลกระทบจากการแทรกแซงทางการเมือง โดยเฉพาะในยุค คสช. ที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. และกระบวนการยุติธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่อาจเอื้อผลประโยชน์ทางการเมืองและกระทบความเป็นกลางของการเลือกตั้ง รวมถึงเสนอให้บัญญัติรัฐประหารเป็นความผิดตามกฎหมายเพื่อยืนยันหลักนิติธรรมและปกป้องประชาธิปไตยจากระบอบเผด็จการ
เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผม จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู ก็จะเกริ่นเลยว่ารัฐประหาร ต้องการพยายามที่จะเข้าสู่อํานาจทางการเมือง เมื่อเข้าสู่อํานาจทางการเมืองแล้วก็ต้องการ ที่จะรักษาอํานาจทางการเมือง รวมถึงทําอย่างไรที่จะสืบทอดอํานาจทางการเมืองนั้นต่อไป ดังนั้นรัฐประหารก็จะพยายามที่เข้ามาแทรกแซงโครงสร้างสถาบันทางการเมืองของไทย อย่างไร เช่นเข้าไปแทรกแซงหรือพยายามที่จะสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อรักษาฐานอํานาจ เช่น พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคสหประชาไทย สมัยที่มีจอมพลถนอมเป็นหัวหน้าพรรค พรรคสามัคคีธรรม ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน รสช. หรือการเข้าไปแทรกแซงหรือสร้างฐานอํานาจ ในองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติคือวุฒิสภา อย่างเช่นในกรณีที่มีการรัฐประหารในปี ๒๔๙๐ ก็คือไปเปลี่ยนวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มาเป็นวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งครั้งแรกครับ ปี ๒๔๙๐ ตั้ง ๑๐๐ คน ปี ๒๔๙๒ ๑๐๐ คน และล่าสุดก็คือปี ๒๕๖๐ ๒๕๐ คน นอกจากการใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือในทางการเมืองแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปภายหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีองค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญครับ ตั้งแต่มีการรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ก็ใช้สภานิติบัญญัติผ่านความเห็นชอบกรรมการในองค์กรอิสระ หลายองค์กร อย่างเช่น มีการตั้ง ป.ป.ช. ๙ คน โดยผ่านอํานาจของ คมช. ถ้าอย่างนั้นผมเรียน ผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชน ท่านลองหลับตานึกภาพสิ ถ้ามีการเข้าไปแทรกแซง หรือยึดองค์กรวุฒิสภา องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ผมถามว่ากระบวนการในการ ตั้งขึ้นมาเพื่อมีเจตนารมณ์ในการตรวจสอบผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าใช้อํานาจเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นเข้าเนื้อหาเลยก็คือแล้วอะไรเกิดขึ้นบ้าง องค์กรอิสระ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นบ้างที่ผ่านมา ๕ ปีในยุคของ คสช. ๑. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ คน ๒ คนในปี ๒๕๕๘ มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะกรรมการสรรหา โดยท่านพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เป็นกรรมการสรรหาส่วนหนึ่ง แล้วก็ สนช. ผ่านความเห็นชอบครับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คนในยุค คสช. และอีก ๕ คนในปี ๒๕๖๐ มีการใช้อํานาจตามมาตรา ๔๔ ออกคําสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๐ ผลของคําสั่งว่าอย่างไรท่านประธาน ให้งดเว้นการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีกฎหมายลูกใช้บังคับ ถ้าตีความภาษาชาวบ้านก็คือยืดอายุออกไป ต่ออายุออกไป และปรากฏที่บอกว่าจนกว่าจะ มีกฎหมายลูกใช้บังคับใครครับ กรธ. ประธาน กรธ. ก็คือท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ และไปร่างไปยัด มาตรา ๗๙ ไว้ในบทเฉพาะกาลบอกว่าให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่หมดวาระดํารงตําแหน่ง ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและเรียกการประชุมสภาครั้งแรก นัยหมายความว่าที่จะหมดอายุ หรือหมดวาระในปี ๒๕๖๐ ต่อไปครับ ต่อไปจนกระทั่งปัจจุบันนี้ในปี ๒๕๖๒ เท่ากับว่าอีก ๒ ปี ที่ท่านถูกต่ออายุผมถามว่าคดีการเมืองกี่คดีอยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วทั้งหมด ๗ ท่านใน ๙ ท่านที่อยู่ในยุค คสช. ผมจะเชื่อได้อย่างไรว่า ตัดสินตามนิติรัฐ นิติธรรม แต่ผมไม่บังอาจไปวิพากษ์วิจารณ์ครับ สิ่งเหล่านี้ผมขอให้พี่น้อง ประชาชนเป็นคนตัดสิน คนที่ทําลายความน่าเชื่อถือคือการแทรกแซงของกระบวนการ คสช. ทุกท่านเป็นคนที่มีคุณสมบัติสูงครับ ผมถือว่ามีคุณสมบัติสูง แต่กระบวนการเหล่านี้มันถูก ลดทอนน่าเชื่อถือเพราะการแทรกแซง คดีอะไรละครับที่ผ่านมือไป อย่างเช่นคดีที่บอกว่า ท่านนายกไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้ง ๆ ที่ศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าคนที่ฝ่าฝืนไม่ไปรายงาน ตามคําสั่ง คสช. เป็นการฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างนี้คดีที่อยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญ หรือคดีที่มีการร้องยุบพรรคอนาคตใหม่ก็ไม่ได้มีมูลเลย ถ้าไปดูตามหลักกฎหมายข้อกฎหมาย ไม่มีมูลเลยครับ แต่คดีนี้อยู่ในอํานาจการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ประเด็นต่อมา ในเรื่องขององค์กรอิสระ ป.ป.ช. ดีครับตั้งขึ้นมา เจตนารมณ์ดี ตรวจสอบผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง แต่กระบวนการที่ได้ กรรมการสรรหา ป.ป.ช. เป็นอย่างไรครับ มีการออกคําสั่งหัวหน้า คสช. ตั้งกรรมการสรรหา ฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๘ นี่ละโอเค (OK) ครับ ตั้งประธานสภานิติบัญญัติมันแน่นอนอยู่แล้ว เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา แต่ตั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านวิษณุ เครืองาม เข้าไปเป็นกรรมการสรรหาคือนั่งอยู่ใน ฝ่ายบริหารอยู่แล้ว แล้วไปเป็นกรรมการสรรหาเพื่อเลือกกรรมการ ป.ป.ช. เข้าไปตรวจสอบ ฝ่ายรัฐบาลฝ่ายการเมืองอีก แล้วการแทรกแซงหลักประกันความเป็นอิสระของ ป.ป.ช. แล้วผมจะเชื่อมั่นอย่างไร พี่น้องประชาชนจะเชื่อมั่นอย่างไรว่าเราได้กรรมการ ป.ป.ช. ที่จะมีความเป็นกลางปราศจากการควบคุมทางการเมือง สุดท้ายในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมเลือกท่านพลตํารวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน ป.ป.ช. เก่งครับ อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เก่ง ผมว่าเก่ง แต่เสียดายอย่างเดียวท่านเป็นอดีต สนช. แล้วประวัติการดํารงตําแหน่งก็เป็นอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองนะครับ ท่านพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เสียนิดเดียวครับ
ประเด็นต่อมา คณะกรรมการ กกต. ก็ต้องจัดการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ตรงกับเจตจํานงของพี่น้องประชาชน แต่เป็นอย่างไรครับ มีการใช้มาตรา ๔๔ ออกคําสั่ง ที่ ๔/๒๕๖๑ สมชัย ศรีสุทธิยากร ออกไป ยุติการปฏิบัติหน้าที่ให้เหตุผลสวยหรูครับ แต่ผมว่า ไม่ใช่ ผมว่าท่านเป็นคนเก่งแต่ว่าพูดเยอะไปนิดหนึ่งก็ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่
ประการต่อมา ไปออกคําสั่งที่ ๑๖/๒๕๖๑ ช่วงนั้น กกต. เตรียมจะจัดการเลือกตั้ง แบ่งเขตเลือกตั้งเรียบร้อย ปรากฏคําสั่งนี้นัยมีอย่างไรครับ ให้ คสช. และรัฐบาลเข้ามาเป็น ส่วนหนึ่งของการเสนอแก้ไขการแบ่งเขตเลือกตั้ง แล้วเขตเลือกตั้งผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่า การแบ่งเขตเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม มีเอนเอียงเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองใดไหม
ประเด็นต่อมา เรื่องขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการสูงสุด เมื่อก่อน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาเป็นองค์กรอิสระ แล้วอิสระไม่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ไม่ขึ้นตรง ต่อฝ่ายบริหารแต่มีการใช้อํานาจ คสช. ๖๒/๒๕๕๗ เด้งท่านอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ก็อัยการสูงสุดอํานาจฟ้องคดีนายกรัฐมนตรี นักการเมืองทั้งนั้น ปรากฏเป็นอย่างไรครับ ปัจจุบันท่านอรรถพล ใหญ่สว่าง มาเป็นประธานกรรมการอัยการ อัยการทั่วประเทศบอกว่า ท่านคนนี้ดีก็เอามาเป็นประธานกรรมการอัยการ แต่สมัย คสช. เด้งครับ
สุดท้ายคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน สุดท้ายก็ผ่าน การแต่งตั้งมาจากสภา สนช. ทั้งนั้นครับ
ทีนี้ประเด็นในเรื่องการปราบปรามการทุจริต ดีครับ ดีมากครับ วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ คสช. ออกคําสั่งที่ ๔๕/๒๕๕๗ ตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณ ภาครัฐ คตร. ตั้งใครครับ ๑๘ คนที่เป็นกรรมการเอาทหารและคนจาก คสช. ๑๑ คน เข้ามา เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการ ปลายปี ๒๕๕๗ ออกคําสั่งที่ ๑๒๗/๒๕๕๗ ตั้งคณะกรรมการ ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ คตช. ใครเป็นหัวหน้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วที่น่ากลัวที่สุด ก็คือวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ สนช. เก่งครับ ออกกฎหมายพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญา ทุจริตและประพฤติมิชอบ ดีครับ ก็จะได้เอาข้าราชการระดับสูงทุจริตนี่มา มีระบบวิธีพิจารณา ของศาลที่รวดเร็ว รวดเร็วมากกว่าคดีปกติ แต่ปรากฏว่าเอาไปใส่ไว้ในมาตรา ๔ ในพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีทุจริต บอกว่าคดีต่อไปนี้ทหารที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต อัยการทั่วไปไม่ต้องฟ้องแล้ว ต้องเป็นอัยการทหารเท่านั้นที่มีอํานาจในการฟ้องคดีที่ทหารถูกกล่าวหาว่าทุจริต เห็นไหมครับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นก็เท่ากับว่าพี่น้องประชาชนศาลยุติธรรมตรวจสอบไม่ได้เพราะต้องขึ้นศาลทหาร
ประเด็นต่อมา ในการแทรกแซงการเมืองท้องถิ่นโดยใช้อํานาจของ คสช. ก็การเมืองท้องถิ่นมันเชื่อมโยงกับการเมืองระดับชาติ การเลือกตั้งท้องถิ่นมีผลโดยตรงครับ เปรียบเสมือนน้ําพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แต่ คสช. บอกว่ามีคดีทุจริตใช้อํานาจมาตรา ๔๔ ออกคําสั่ง ๑๐ ฉบับ ระงับการทํางานของผู้บริหารและสมาชิก อปท. ทั้งหมด ๑๙๒ คน ผลปรากฏว่า พอใกล้เลือกตั้งคืนตําแหน่งเสียแต่คืนไม่หมดครับ คืนไม่หมด คืนไม่เยอะ แล้วคืนไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โดยหัวหน้า คสช. ออกคําสั่งนายกรัฐมนตรี ๔ ฉบับคืนตําแหน่งให้ผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒๒ คน มันคืนบางตําแหน่ง ไม่คืนบางตําแหน่งเพราะอะไร มีนัยอะไร ถ้าไปตรวจสอบแล้วก็ทราบครับว่าบางคนที่คืนตําแหน่งนายก อบจ. ให้ประกวด ไปนั่งเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ ไปเสนอตัวชูผู้สมัครพรรคการเมืองบางพรรคการเมือง แต่ว่า ไม่ลงรายละเอียดครับ
ประเด็นสุดท้าย เหลือเวลาอีก ๓ นาที ทําไมเราต้องมาอภิปราย พูดแต่เรื่องปัญหา ที่เกี่ยวกับการใช้อํานาจคําสั่ง ประกาศของ คสช. ถ้าต่อไปมีการรัฐประหารอีกสภาก็ต้องพูดอีก มีการรัฐประหารอีกสภาก็ต้องพูดอีก ผมเสนอว่าทําอย่างไรที่เมื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วจะยุติการรัฐประหารได้ ก็เชิญชวนท่านตุลาการนี่ล่ะครับ ตุลาการศาลยุติธรรมยืนเคียงข้าง ประชาชน ต่อไปที่ท่านเคยตัดสินให้อํานาจรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ต้องยืนตามครับ ฎีกาที่บอก ๔๕/๒๔๙๖ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ ไม่ต้องยืนตามฎีกาไม่ใช่กฎหมาย ฎีกาคือแนวทาง การศึกษาการใช้กฎหมายข้อเท็จจริง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเสียเลย รัฐประหารคือกบฏ ผมไม่ได้เอามาพูดความเห็นนะครับ แต่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ บอกการรัฐประหารล้มล้างการปกครองเป็นกบฏ นี่ถ้ารัฐธรรมนูญฉีกแล้ว จริง ๆ ตัดสินตามกฎหมายอาญาได้เลยนะ นี่คือประเด็นครับท่านประธาน ดังนั้นทําอย่างไร ที่จะยุติการรัฐประหารได้ก็เชิญชวนท่านตุลาการศาลยุติธรรมยืนเคียงข้างประชาชนเหมือนกับ ที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับบอกว่าการตัดสินคดีต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึง การถวายสัตย์ท่านก็บอกว่าจะรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ ถ้าเอาตามนี้ จบครับไม่มีการรัฐประหาร
สุดท้ายสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นญัตติด่วนเพื่อที่จะเสนอตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่ออะไรครับ ไม่ได้ต้องการที่จะมารื้อฟื้นความขัดแย้งตอกย้ําความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชน หรือสร้างความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคการเมือง พวกเราก็ ส.ส. เหมือนกัน มีเจตนาที่ดี กับบ้านเมืองทุกคน ไม่มีใครไม่ดีไปเสียทั้งหมดหรอกครับ คนดีก็มีแต่ทําอย่างไรที่เราจะ ร่วมกันยืนหยัดอํานาจของสภาผู้แทนราษฎรในประเทศแห่งนี้ ดังนั้นการตั้งผมไม่ได้จะเอา ความขัดแย้งความรุนแรงขึ้นมาพูดกัน แต่เพื่อทบทวนอดีตแก้ไขอนาคตอดีตที่พวกเรา นักวิชาการ สื่อมวลชน นักการเมืองถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ อดีตที่ประเทศถูกเหนี่ยวรั้ง การพัฒนาเศรษฐกิจพังครับ อดีตที่มีการใช้นโยบายเอื้อประโยชน์กับนายทุนเอาเงินใส่คนจน คนจนเอาเงินไปให้คนรวยมันเจ็บปวด ดังนั้นทําอย่างไรล่ะ ก็ที่พูดกันนี่ไปตั้งคณะกรรมาธิการ ศึกษาแล้วมาเปิดเผยในสภาเพื่อยืนยันว่าอํานาจของสภาผู้แทนราษฎรใหญ่กว่าอํานาจเผด็จการ และอํานาจรัฐประหาร ช่วยกันครับพวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของราษฎร อํานาจยืนยันว่าใหญ่กว่าเผด็จการและรัฐประหาร ขอบคุณครับ