นพคุณ วิจารณ์คำสั่ง คสช. 19/2560 ชี้กระทบการศึกษาและขวัญข้าราชการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

นพคุณ รัฐผไท วิพากษ์วิจารณ์คำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิรูปการศึกษา โดยชี้ว่าคำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการ ทำลายขวัญข้าราชการ และส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนและแก้ไขคำสั่ง เพื่อคืนอำนาจการบริหารจัดการกลับสู่เขตพื้นที่การศึกษา และปรับโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์อยู่ที่ศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งขัดกับบทบาทเดิมและส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการปฏิรูปการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ

นายนพคุณ รัฐผไท เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นพคุณ รัฐผไท พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้ โอกาสอภิปรายในญัตตินี้ การบริหารราชการแผ่นดินพวกผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลจําเป็นจะต้อง ออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้แล้วก็เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า คําสั่ง คสช. ที่ออกมาหลายฉบับ บางฉบับก็เป็นประโยชน์ บางฉบับก็สร้างความเสียหาย แก่ราชการและต่อประชาชน การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษานั้น สิ่งไหนที่ดีเราก็ใช้ต่อไป ศึกษาแล้วอันไหนที่ไม่ดีเราก็ควรจะปรับปรุงแก้ไข ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านเทพไท ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านมีความคิดเห็นว่าเราน่าจะต้องศึกษาเพื่อที่จะหาสิ่งที่ไม่ดี ของคําสั่ง คสช. ขออนุญาตยกตัวอย่างคําสั่งที่มีผลกระทบอย่างมาก และสร้างความเสียหาย ต่อราชการ โดยเฉพาะสร้างความเสียหายอย่างคาดไม่ถึงต่อกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีบุคลากร ทางการศึกษาเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน จะเห็นได้ว่าที่ผมพูดก็คือคําสั่งของ คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาในภูมิภาค ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ว่าทําไมเราถึงจะต้องศึกษาแล้วทําไมเราถึงจะต้องแก้ไข เราสังเกตว่าเมื่อมีการประกาศใช้ คําสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ มา ๒ ปีเศษหลังจากที่มีการเลือกตั้ง ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ หลายพันคนได้รวมตัวกันแต่งชุดดํา แล้วก็เดินมาที่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิก คําสั่งที่ ๑๙/๒๕๖๐ ทั้งที่ใช้เวลาแค่ ๒ ปีเศษ รัฐบาลในขณะนั้นได้ออกคําสั่งที่ ๑๙/๒๕๖๐ โดยอ้างเหตุผล ๒ ประการหลัก ๆ ก็คือว่าต้องการที่แก้ปัญหาเรื่องการทุจริตในเขตพื้นที่ การศึกษา ซึ่งทั่วประเทศมี ๒๕๕ จุดหรือ ๒๕๕ แห่งนะครับ

ประการที่ ๒ ผู้บริหารกระทรวงได้ออกคําสั่งที่ ๑๙ นี้ก็เพื่อที่จะแถลงว่า ต้องการที่จะรองรับการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ผมเชื่อว่าข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าถาม ๑๐ คนนี้ตอบไม่เหมือนกันสักคนนะครับ แต่พอเห็นนโยบายของท่านรัฐมนตรีในขณะนั้นบอกว่าการออกคําสั่งที่ ๑๙/๒๕๖๐ ก็เพื่อที่จะรองรับการทํานโยบายที่จะเพิ่มความรู้แล้วก็ลดเวลาเรียน นโยบายในเรื่องของ ให้นักเรียนมีทักษะความรู้ภาษาอังกฤษเพิ่ม แล้วก็ให้มีความรู้ในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ นโยบายในเรื่องของอาชีวศึกษาเป็นเลิศ แล้วก็นโยบายคืนครูสู่โรงเรียนหรือสู่ห้องเรียน อันนี้เป็นนโยบายที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นได้อ้างขึ้นมา เพื่อที่คําสั่งจะได้สมเหตุสมผล แต่ปรากฏว่าผลกระทบอย่างมากในช่วง ๒ ปีเศษ

ประการแรก สร้างความแตกแยก ทําลายขวัญในการทํางานของข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาหรือสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีจํานวนหลายแสนคน

ประการที่ ๒ ความสัมพันธภาพระหว่างสํานักงานศึกษาธิการจังหวัดแล้วก็ สํานักเขตพื้นที่การศึกษานั้นไม่มีเลย มีการนินทาว่าศึกษาธิการจังหวัดไปตรวจงานหาที่จอดรถ ในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่ได้

ประการที่ ๓ สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือโอกาสการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวง ตั้งแต่คําสั่งนี้ประกาศใช้มานโยบายที่ท่านรัฐมนตรีใช้อ้างว่าเพื่อเป็นการรองรับนโยบายที่จะทํา ๖-๗ ประการ ก็ปรากฏว่าเท่าที่สอบถามดูก็ไม่สําเร็จแม้แต่นโยบายเดียว นั่นก็แสดงว่าคําสั่ง ที่ ๑๙/๒๕๖๐ มันมีปัญหาจริง ๆ มิฉะนั้นทางข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นข้าราชการ ปกติข้าราชการก็กลัวผู้บังคับบัญชาอยู่แล้ว ไม่กล้าที่จะรวมตัวกันมาแสดงออกถึงทัศนคติ แบบนั้น การอภิปรายในวันนี้ก็เพื่อที่จะสะท้อนข้อมูลข้อเท็จจริงบางอย่างของข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการให้ผู้บังคับบัญชาในระดับกระทรวงได้นําไปเพื่อแก้ไข เพราะผมทราบว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคโดยมีท่านปลัดกระทรวง ศึกษาธิการเป็นประธาน อันนี้ก็จะเอาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาส ในการปฏิรูปการศึกษามันเสียไป ผมมีข้อสังเกตว่าในคําสั่งนี้มีการตั้งภาคอยู่ ๑๘ ภาคด้วยกัน มีข้าราชการระดับสูง ซี ๙ ซี ๑๐ ๓๖ คน ซึ่งระดับภาคการจัดตั้งโครงสร้างภาคเขายกเลิก มาเป็นร้อยปีแล้ว ท่านรองวิษณุถึงได้พูดว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเดียวที่ไม่ค่อย มีกระทรวงใดอยากจะเลียนแบบอันนี้ก็เป็นจริง ข้าราชการชั้นสูงของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีท่านปัจจุบันก็ยอมรับว่าโครงสร้างการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มีปัญหาจริง ๆ ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง อันนี้ปัญหาหลักก็คือ สํานักงานศึกษาธิการจังหวัดได้รับคําสั่งที่ ๑๙ สํานักงานศึกษาธิการจังหวัดได้รับโอนอํานาจ จากสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ๒๒๕ แห่ง แห่งหนึ่งมีลักษณะงาน ๓๖ งานที่โอนให้ สํานักงานศึกษาธิการจังหวัด อันนั้นก็เท่ากับว่างานบริหารงานบุคคล ครูบาอาจารย์ทั้งหมด ทั้งจังหวัดขึ้นอยู่กับศึกษาธิการจังหวัดคนเดียว อันนี้ผิดหลักการบริหารเป็นอย่างมาก จํานวนแท่งการศึกษาที่อยู่ในจังหวัดก็ตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของศึกษาธิการจังหวัดด้วย ไม่ว่าจะเป็นแท่งของอาชีวะ แท่งของอุดมศึกษา แท่งของเอกชน แท่งของการศึกษานอกโรงเรียน แล้วก็มัธยมศึกษา การศึกษาพิเศษ กศน. ทั้งหมดขึ้นอยู่กับศึกษาธิการจังหวัดแต่เพียงผู้เดียว เราจะเห็นว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษามันเป็นไปไม่ได้เลยที่ศึกษาธิการจังหวัดคนเดียว อันนี้ก็ทําให้งานของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัดขับเคลื่อนไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ของกระทรวงก็ยอมรับ อันนี้ก็เป็นหัวใจสําคัญคือศึกษาธิการจังหวัดมีอํานาจดูแลบังคับบัญชา ทุกหน่วยงานของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ตั้งอยู่ในจังหวัด ผมก็มีข้อสังเกตอยู่ ๒ ประการ อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะทํางานหรือกระทรวงศึกษาธิการได้รับทราบครับ

ประการแรก เขตพื้นที่การศึกษาทั้งประเทศมีอยู่ ๒๒๕ เขต แต่ละเขตก็ดูแล โรงเรียนต่าง ๆ ๑ อําเภอ ๓ อําเภอบ้าง ๔ อําเภอบ้าง ๒๒๕ เขต แต่ละเขตขึ้นอยู่กับ ๗๗ จังหวัด แล้วก็ศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ดูแลทั้งหมดเลย เขตพื้นที่การศึกษานั้นเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ของกระทรวง เป็นมือเป็นไม้เป็นแม่ทัพนายกอง ถ้าท่านประธานลองคิดดูว่าถ้าแม่ทัพนายกอง ไม่มีอาวุธ ไม่มีกระบี่กระบองงานการศึกษานี่เสียหายหมด ความเคารพนับถือมันไม่มีเลยก็จะ ทําให้การขับเคลื่อนเป็นไปไม่ได้ แล้วก็ไม่สําเร็จมากระทั่งทุกวันนี้ ก็อยากจะให้กระทรวงได้ยึดหลักเขตพื้นที่การศึกษาให้ทํางานมีประสิทธิภาพ ก็ต้องคืน อํานาจ ๓๖ ข้อ คืนให้กับเขตพื้นที่การศึกษาเขาไป เขาจะได้มีกําลังใจแล้วก็เป็นกําลังที่สําคัญ ของกระทรวงศึกษาธิการ ในการผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ อันนี้เป็นข้อสังเกตประการแรก คือให้ยึดหลักการมีส่วนร่วมแล้วก็การกระจายอํานาจ

ประการที่ ๒ หัวใจของคําสั่งนี้ก็คือขออนุญาตอีกนิดหนึ่งนะครับ คําสั่งนี้ มีส่วนสําคัญหัวใจของมันก็คือศึกษาธิการจังหวัด เดิมศึกษาธิการจังหวัดนี้ถือกันว่าเป็น หัวหน้าส่วนราชการยึดถือตามระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นหัวหน้าและมีหัวหน้าส่วน สมัยก่อนเราเรียกกรมการจังหวัด มีอัยการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าส่วนต่าง ๆ หัวหน้าส่วนนี้มี ๒ ประเภท คือประเภทที่มีอํานาจปกครองบังคับบัญชา มีปลัดจังหวัด อัยการจังหวัด หรือว่าสาธารณสุขจังหวัด เกษตรจังหวัด หัวหน้าส่วนพวกนี้ ถือว่าเป็นหัวหน้าส่วน เป็นตัวแทนของกระทรวงแล้วก็มีอํานาจการบังคับบัญชา ทําไมถึงต้อง มีอํานาจการบังคับบัญชาครับ ก็เพราะว่าส่วนราชการต่าง ๆ ที่พูดมานี้มีหน้าที่ในการบริการ ประชาชน เราก็จะเห็นว่าหน่วยงานมีอยู่ที่อําเภอ ตําบล หมู่บ้าน แต่หัวหน้าส่วนราชการ ที่กระทรวงศึกษาธิการกําลังคิดผิดนิดหนึ่งครับ ไปคิดว่าให้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นหัวหน้าส่วน ที่มีอํานาจปกครองบังคับบัญชา ก็เลยออกคําสั่งที่ ๑๙ ให้มีอํานาจในการปกครองบังคับบัญชา แท่งต่าง ๆ ๕ แท่ง แล้วก็ปกครองบังคับบัญชาการประถมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา อันนี้ทําให้ ภาพพจน์ของหัวหน้าส่วนราชการ คือศึกษาธิการจังหวัดมีอํานาจปกครองบังคับบัญชาแทน ที่จะมีอํานาจในเรื่องของการประสานงานอย่างเดียวนะครับ อันนี้ก็จะทําให้ภาพพจน์เสียไป แล้วก็ประสิทธิภาพในการทํางานซึ่งจะเป็นไปไม่ได้ที่การศึกษาทุกแท่งของจังหวัดนั้น ๆ ไปขึ้น อยู่กับศึกษาธิการจังหวัดแต่เพียงผู้เดียว อันนี้ทําให้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษามันลดด้อยลง ถดถอยลงนะครับ ศึกษาธิการจังหวัดแม้จะอ้างว่าเป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการ กศจ. ก็จริง แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งในทางปฏิบัติอย่าง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กํากับดูแลหน่วยงานในกระทรวง ในจังหวัดนี้เกือบ ๒๐๐ หน่วยงาน มันเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมาดูแลการโยกย้ายครู ๑ คน ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมา นั่งเป็นประธานซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือสะท้อนข้อเท็จจริงว่าศึกษาธิการจังหวัดทํางานไม่ได้ครับ ไม่ใช่ว่า ศึกษาธิการจังหวัดทํางานไม่ดีนะครับ ขอขอบพระคุณครับ