เทพไท เสนพงศ์ สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบและหาแนวทางแก้ไขกฎหมายและคำสั่งจากคณะปฏิวัติทุกชุด โดยเฉพาะคำสั่ง คสช. ที่ยังคงเหลือ 210 ฉบับ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และเสนอให้ทบทวนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนและปรับให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายเพื่อสนับสนุนให้มีการตั้งญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบและหาแนวทางแก้ไข ผลจากประกาศ และคําสั่งปฏิวัติคณะต่าง ๆ ประกาศและคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คําสั่งของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และผลกระทบและความเหมาะสมของกฎหมายที่บัญญัติ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อหาแนวทางแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เปลี่ยนไป ซึ่งผู้เสนอก็คือคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เพื่อนสมาชิกร่วมพรรคของผมครับ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าญัตติของคุณสาทิตย์ที่เสนอ ก็ค่อนข้างที่จะกว้างแล้วก็ครอบคลุมคําสั่งของคณะปฏิวัติทุกคณะ ไม่ได้เฉพาะเจาะจง กับคําสั่งของ คสช. ครับท่านประธาน เพราะเราเชื่อว่าคําสั่งที่มาจากคณะปฏิวัติไม่ว่าคณะใด เป็นปัญหาในทางแก้ไขมีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนอย่างมาก การออกคําสั่งของคณะปฏิวัติ ง่ายมากครับท่านประธาน เซ็นแก๊กเดียวออกมาเป็นกฎหมายซึ่งมันต่างกับกฎหมายที่ออกจาก สภาผู้แทนราษฎรซึ่งท่านประธานก็รู้ว่าเวลาเราออกกฎหมายมันยากมาก กว่าจะผ่านวาระหนึ่ง วาระสอง วาระสามไปได้ แต่ว่าคําสั่งของคณะปฏิวัติเซ็นปั๊บเป็นคําสั่ง แล้วก็ผูกพันยาวนาน กว่าจะแก้ได้ยากมาก ผมยกตัวอย่างคําสั่งของคณะปฏิวัติในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครับท่านประธาน คําสั่งคณะปฏิวัติ ปว.๑๗ ท่านประธานก็คงจําได้นะครับ ท่านปฏิวัติ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๐๑ ผมก็ยังไม่เกิดครับ ท่านประธานก็น่าจะเกิดแล้ว แต่ว่าใช้มา ๒๐ ปี กว่าจะแก้ไขได้ท่านประธานลองคิดดู มาตรา ๑๗ ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังจากนั้นท่านประธานจําได้ก็คือ ปร.๔๒ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๒ ซึ่งเป็นโซ่ตรวนที่รัฐผูกตรึงของสื่อสารมวลชน และพี่น้องสื่อสารมวลชนก็สู้เรื่องนี้มายาวนาน ตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ กว่าจะสู้ชนะได้ในยุคของรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ๑๓ ปีเต็ม และพอมาวันนี้ถ้าท่านประธานดูกฎหมายเยอะมาก ที่ออกจากคําสั่งของ คสช. ผมขออ้างอิงเอาข้อมูลจากนักกฎหมายของรัฐบาล เอามาจากที่อื่น เดี๋ยวท่านจะหาว่าผมเมก (Make) ข้อมูลขึ้นมา เป็นข้อมูลจากคุณวิษณุ เครืองาม บอกว่า คณะ คสช. ได้ออกคําสั่ง คสช. ทั้งหมด ๔๕๖ ไม่ใช่หวยนะครับท่านประธาน ๔๕๖ คือจํานวนฉบับที่ออกจากมาตรา ๔๔ นะครับ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าบางฉบับ ก็ได้ยกเลิกไปแล้ว บางฉบับก็ยกเลิกด้วยตัวของคําสั่งเองคือหมดสภาพไปนะครับ บางคําสั่ง ก็ถูกยกเลิกโดยคําสั่งของคณะปฏิวัติ ตอนนี้ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ๒๑๐ ฉบับ ท่านประธานครับ แค่ ๒๑๐ ฉบับนี้ใช้เวลานานมากถ้าหากว่าให้สภาพวกผมแก้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เราก็ควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาสะสางว่ากฎหมายที่ออกโดย คสช. ที่มีผลกระทบต่อ สภาพเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็การเมืองว่ามันมีกฎหมายฉบับไหนบ้างที่เป็นกฎหมายเร่งด่วน คือถ้าให้ทุกคนเลือกแล้วก็มาแก้ไขทีละฉบับมันเป็นการยากครับ เพราะมันจํานวนมาก แล้วเราก็คิดที่แตกต่างกัน ถ้าเราตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อที่จะรวบรวมแล้วก็ศึกษา แล้วก็สะสางว่าอันไหน ที่เป็นประโยชน์ก็คงไว้ อันไหนที่มีโทษผูกมัดเสียประโยชน์ ประชาชนเสียประโยชน์ เราก็แก้ไข คือถ้าเราตั้งใจที่จะทํากฎหมายทุกฉบับให้เป็นเรื่องของประชาชน ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน ผมคิดว่าเราควรจะตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ท่านประธาน มาตรา ๔๔ ที่ออกมาต้องเรียนกับท่านประธานไม่ได้กระทบกับผมเป็นการส่วนตัวหรอกครับ เพราะว่า ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการกระทําผิดหรือต้องใช้มาตรา ๔๔ แล้วกระผมก็ไม่มีอะไร ส่วนตัวกับรัฐบาลชุดนี้ แต่ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดนี้อยู่บ่อยครั้งก็พูดถึงความถูกต้อง ผมเคยเสนอว่ามาตรา ๔๔ ที่ท่านเสนอมาหลายครั้งไม่เคยถูกใจผมหรอกครับ บางครั้งผม ก็เสนอว่าท่านควรจะใช้มาตรา ๔๔ ให้เป็นประโยชน์ ผมยกตัวอย่างก็คือประชาชนเรียกร้อง การใช้มาตรา ๑๔ ในการปฏิรูประบบราชการก็บอกว่าควรที่จะปฏิรูปตํารวจ ๕ ปีครับท่านประธาน เชื่อหรือไม่ว่า ถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกรอให้รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งปฏิรูป ทั้ง ๆ ท่านมีมาตรา ๔๔ อยู่ในมือ มาตรา ๔๔ ไปจัดระเบียบกระทรวง ทบวง กรม ว่าเรื่องกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แยกออกมา จากกระทรวงศึกษาธิการ ผมเสนอว่ารัฐบาลน่าจะใช้มาตรา ๔๔ แบ่งกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาออกไป เอาการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมมารวมกัน เพราะเนื้อหารูปแบบคล้ายคลึงกัน เอาการกีฬากับเยาวชนเอาไปต่างหากอีกกระทรวงหนึ่งก็ได้ ๒ กระทรวง ไม่ทําครับท่านประธาน แล้วมีปัญหาจนถึงปัจจุบันนี้กระทรวงนี้ แล้วก็พูดกันทุกครั้งว่าจะแก้ไข ๆ แล้วก็ไม่ประสบ ความสําเร็จ ถ้าหากว่ามีมาตรา ๔๔ ผมเชื่อว่าทําได้ แต่ว่าก็ไม่ทําครับ ไปทําเรื่องอื่น ไปทํา เรื่องอีเหละเขะขะหลายเรื่องหลายราว จนเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมรอคอยที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ในฐานะประธาน คสช. ว่าจะใช้มาตรา ๔๔ สะสางปัญหาต่าง ๆ ที่มันเป็นปัญหาที่กฎหมายฉบับตามปกติทําได้ยากให้แกทําก็ไม่ทํา ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมเข้าใจการมีประกาศของคณะปฏิวัติ หรือคณะ คสช. หรือคณะอะไรก็แล้วแต่ในสถานการณ์ที่มันไม่ปกติ ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงปี ๒๕๕๗ สถานการณ์บ้านเมืองมันไม่ปกติจริง ๆ แล้วผมก็เห็นด้วยว่าเมื่อท่านมาควบคุมให้สถานการณ์ มันดีขึ้น แล้วผมคาดหวังว่าท่านก็น่าจะอยู่สัก ๒ ปี แล้วก็ให้พวกเรากลับมาสู่สภากันใหม่ แต่เอาแล้วเอาเล่าท่านประธานก็รู้ว่าพวกเราก็ตกงานมา ๕ ปีเต็มกว่าที่จะมีการเลือกตั้ง ผมรอคอย พลเอก ประยุทธ์ ไปประเทศญี่ปุ่นก็บอกว่าจะเลือกตั้งปี ๒๕๕๙ พอไปยูเอ็น (UN) ก็บอกจะเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ พอไปประเทศสหรัฐอเมริกาก็บอกว่าจะเลือกตั้งปี ๒๕๖๑ กลับมาถึงประเทศไทยก็ได้เลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ท่านประธานกับผมก็ได้เข้ามาสภา ก็ต้องเรียนว่า เราก็รอคอยว่าเราก็อยากจะให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้มาแก้ เพราะ ๕ ปีที่ผ่านมา การที่มีอํานาจเบ็ดเสร็จมีมาตรา ๔๔ อยู่ในมือมันปฏิรูปไม่สําเร็จ ตอนนั้นมีหลายคน มวลชน มวลมหาประชาชนอะไรก็แล้วแต่ก็เรียกร้องว่าเราต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แล้วจนถึงบัดนี้ เลือกตั้งไปแล้วและจะเลือกตั้งใหม่ด้วยซ้ําไป การปฏิรูปก็ยังไม่เกิดขึ้นท่านประธาน ผมจึงเห็นว่า เรามีความจําเป็นที่จะต้องมาสะสางกฎหมายที่ออกด้วย คสช. และ สนช. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมาย สนช. ที่ประเภทออกแบบสุกเอาเผากิน ๓ วาระรวดอะไรในลักษณะเช่นนี้ที่มัน ไม่รอบคอบเราก็ควรที่จะมาตั้งคณะกรรมาธิการศึกษากลั่นกรองแล้วก็พิจารณาดูว่าอะไรที่ควร จะแก้ไขได้บ้าง ผมจึงเห็นด้วยว่าเราควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งจะใช้ชื่ออะไร ก็แล้วแต่ท่านประธาน ผมไม่ขัดข้อง แต่ว่าในส่วนตัวผมผมสนับสนุนญัตติด่วนที่เสนอโดย คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และผมก็คาดหวังว่าเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในสภาแห่งนี้ก็คงเห็น ความสําคัญของคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็ได้ใช้การสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ขึ้นมา ขอบพระคุณครับท่านประธาน