พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี หารือถึงผลกระทบจากคําสั่ง คสช. หลายฉบับที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ โดยเฉพาะการยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่กระทบต่อระบบสายอาชีพและการเติบโตในหน้าที่ รวมถึงการรวบอำนาจการแต่งตั้งไว้ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งลดความโปร่งใสและเปิดช่องให้เกิดการทุจริต พร้อมเรียกร้องให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและพิจารณาผลกระทบอย่างเป็นทางการ เพื่อแก้ไขคําสั่งที่ปิดกั้นสิทธิ์ในการเรียกร้องความเป็นธรรมของข้าราชการตำรวจ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย วันนี้กระผมขออนุญาตทําหน้าที่แทนข้าราชการตํารวจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของพนักงานสอบสวนทั่วประเทศในการที่จะนําเสนอปัญหาหรือผลกระทบของ คําสั่ง คสช. ๓ ฉบับที่เข้ามามีปัญหาในทางปฏิบัติในการบริหารงานบุคคลผ่านญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบ จากคําสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคคลของ ข้าราชการตํารวจ เรียนท่านประธานที่เคารพครับ มีข้าราชการตํารวจได้กล่าวถึงคําสั่ง ทั้ง ๓ คําสั่งนี้ไว้มากมาย แล้วก็ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลกระทบไปถึงชีวิต ความเป็นอยู่และชีวิตครอบครัวซึ่งผมจะขออนุญาตนําเสนอเป็นลําดับไป ข้าราชการตํารวจ พูดกันโดยทั่วไปว่าเรื่องนี้เหมือนเป็นลักษณะสํานวนไทยโบราณที่ว่า ชักน้ําเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ผลกระทบนั้นทําให้เกิดความเดือดร้อนกันไปทั่ว
คําสั่งแรก ก็คือคําสั่ง คสช. ที่ ๗/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ชื่อก็เพราะครับ การกําหนดตําแหน่งของข้าราชการตํารวจซึ่งมีหน้าที่ในการสอบสวน ในคําสั่งนี้ข้าราชการตํารวจพูดกันในภาษาที่เรียกง่าย ๆ ว่าการทุบแท่งพนักงานสอบสวน ถามว่ากระทบมากน้อยขนาดไหน เดี๋ยวผมจะขออนุญาตนําเรียนในโอกาสต่อไป
คําสั่งที่ ๒ คําสั่ง คสช. ที่ ๒๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ เรื่องการปฏิบัติราชการของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้อํานาจผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แต่งตั้งข้าราชการตํารวจทั่วประเทศ ตํารวจก็เรียกว่า คําสั่งรวบอํานาจการแต่งตั้งมีอยู่ที่ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเพียงคนเดียว หรือเพียงผู้เดียวนะครับ และ
คําสั่งที่ ๓ ก็คือคําสั่ง คสช. ที่ ๒๐/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ เรื่องมาตรการสนับสนุนการบริหารงานในการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความต่อเนื่อง โดยให้ถือว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจตามวาระการแต่งตั้งปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๑ ต่อเนื่องมาถึงปี ๒๕๖๒ เป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด
ท่านประธานครับ คําสั่ง คสช. ที่ ๗/๒๕๕๙ ที่ข้าราชการตํารวจ โดยเฉพาะ พนักงานสอบสวนเรียกว่า การทุบแท่ง หรือยุบแท่งพนักงานสอบสวนนั้น เป็นคําสั่งที่ส่งผล กระทบต่อพนักงานสอบสวน ๑๒,๐๐๐ คนทั่วประเทศอย่างมาก ถามว่ากระทบมากขนาดไหน ก็มากขนาดที่ พันตํารวจโท จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวน สบ.๓ สน. เทียนทะเล เลขาสมาพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติฆ่าตัวตายครับ การฆ่าตัวตายมีมาอย่างต่อเนื่อง ในห้วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมาที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติสูญเสียพนักงาน สอบสวน พ่อเสียลูก ภรรยาเสียสามี ลูกเสียพ่อ เป็น ๑๐ คดี เป็น ๑๐ ราย ผมได้พยายาม ไปค้นข้อมูลจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยผ่านเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่าในการออกคําสั่ง ของ คสช. ที่ ๗/๒๕๕๙ ยุบแท่งพนักงานสอบสวนนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร มีการศึกษา มีการสัมมนา มีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร หรือไม่ ก็ปรากฏว่าไม่พบครับ ไม่พบว่า ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบต่าง ๆ มาก่อนหรือไม่ อย่างไร พนักงานสอบสวนผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง วันนี้เป็นระดับพลตํารวจเอก เป็น ส.ว. เคยทํางานร่วมกันกับผมด้วยแล้วก็เป็นครูบาอาจารย์ สายสอบสวนด้วย พูดกับผมบอกว่าแท่งพนักงานสอบสวนถูกพัฒนามา ๒๐ ปีครับท่านประธาน ก็คือถูกพัฒนา ถูกเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙-๒๕๔๐ แต่ว่าถูกคําสั่ง คสช. เพียงฉบับเดียว มาฉีกทิ้งมายุบทิ้ง โดยไม่มีการศึกษาด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง ผมจะขออนุญาต กล่าวถึงแท่งพนักงานสอบสวนสักเล็กน้อยเพื่อให้ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทั้งหลาย รวมทั้งผู้ฟังทางบ้านได้รับทราบ แท่งพนักงานสอบสวนคือการกําหนดตําแหน่งพนักงาน สอบสวนขึ้นมาเพื่อที่จะให้งานสอบสวนไม่ไปปะปนกับสายงานอื่น ท่านประธานครับ ในงานตํารวจถ้าเราพูดถึงงานต่าง ๆ มันก็มีอยู่ประมาณ ๔-๕ งาน งานสืบสวน งานสอบสวน งานป้องกันปราบปราม งานจราจร งานธุรการ อะไรต่าง ๆ ในส่วนของงานสอบสวนนั้นถือว่า เป็นวิชาชีพครับ เพราะว่าคนที่อยู่ในงานสอบสวนนั้นนอกจากจะต้องมีความรู้เรื่องกฎหมาย เรื่องระเบียบ เรื่องคําสั่ง และจะต้องมีทักษะ มีประสบการณ์ มีความรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งตรงนี้การกําหนด แท่งพนักงานสอบสวนเดิมที่มาที่ไปก็คือว่า ก่อนปี ๒๕๓๙-๒๕๔๐ มันมีปัญหาเรื่องสมองไหล สมองไหลก็แปลว่าพนักงานสอบสวนเมื่อทํางานด้วยความเหนื่อยยากหรือความลําบาก เสี่ยง ตามที่มีคนพูดกันว่าพนักงานสอบสวนทํางานไปขาอยู่ในตะรางไปข้างหนึ่งแล้ว พนักงานสอบสวน ก็เลยหนีงานสอบสวน หนีไปไหนครับ ไปเรียนเนติบัณฑิตสอบเป็นผู้พิพากษา เป็นอัยการ หนีไปดีเอสไอ (DSI) หนีไป ป.ป.ช. หนีไป กกต. ยังมีเลยครับ เพราะว่าทนกับสภาพความ เหนื่อยยาก ความเสี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกําหนดแท่งพนักงานสอบสวนมาก็ถือว่า เป็นการจูงใจพนักงานสอบสวนให้เติบโตในสายงานของตัวเองโดยที่ไม่มีสายงานอื่นมาปะปน อย่างที่ผมได้เรียนให้ทราบ การเติบโตจากระดับรองสารวัตรไปถึงรองผู้บังคับการก็จะมีการ ประเมินในแต่ละระดับ เมื่อพนักงานสอบสวนมีคุณสมบัติครบ อายุงานครบ คดีครบ เขาจะ ยื่นประเมิน ประเมินจาก สบ. ๑ ถึง สบ. ๕ สบ. ๑ คือรองสารวัตร เป็น สบ. ๒ ไปเป็นสารวัตร ไปเป็น สบ. ๓ ไปเป็นรองผู้กํากับ ไปเป็น สบ. ๔ ไปเป็นผู้กํากับการ ไปเป็น สบ. ๕ ไปเป็น รองผู้บังคับการ ซึ่งตรงนี้เรียกว่าเป็นการประเมินที่มีระบบและเป็นวิทยาศาสตร์และเป็น ระบบคุณธรรม ท่านประธาน เพราะว่าประเมินต้องใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง ผ่านกรรมการระดับต่าง ๆ ที่ไม่มีการวิ่งเต้นในวิชาชีพตํารวจใครไม่วิ่งเต้นก็ไม่โต เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นคําตอบว่าพนักงานสอบสวนนั้นสามารถเติบโตในสาขาวิชาชีพของ ตัวเองได้อย่างต่อเนื่องไปถึงระดับรองผู้บังคับการ ท่านประธานครับ แต่ว่าเมื่อคําสั่ง คสช. ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ แท่งพนักงานสอบสวนถูกทําลาย สายงานพนักงานสอบสวนถูกยกเลิกไป เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกมากมายเลยครับ ปัญหาหลัก ๆ ที่ผมได้ไปค้นคว้าแล้วก็ ทางกรรมาธิการการตํารวจซึ่งมีผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ได้เชิญสมาคมพนักงานสอบสวน มาให้ข้อมูล ก็สรุปตรงกันว่าปัญหาที่เกิดตามมามากที่สุดก็คือพนักสอบสวนไม่สามารถเติบโต ในสายงานตัวเองได้ การย้ายข้ามสายไปมาก็เป็นการทําลายความเป็นมืออาชีพ เพราะว่า กว่าจะเติบโตไปถึงประเมินและเติบโตไปถึงระดับผู้กํากับการ รองผู้บังคับการ ต้องใช้เวลานาน ๒๐ ปี ๒๕ ปี เพราะฉะนั้นตรงนี้ความช่ําชองในสายงานของตัวเองด้วยระยะเวลาที่นานขนาดนี้ จะทําให้เขาเป็นมืออาชีพ เช่นเดียวกับพนักงานอัยการซึ่งว่าความอย่างเดียว ท่านก็จะเป็น ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพของท่าน ผู้พิพากษาสืบคดีเขียนคําพิพากษาท่านก็มีความเชี่ยวชาญ ในอาชีพของท่าน แต่ว่าตํารวจกําลังจะสร้างมืออาชีพและสร้างมาอย่างต่อเนื่องด้วย ไม่ใช่ กําลังจะสร้างครับ ถูกยกเลิกด้วยคําสั่ง คสช. ฉบับนี้ ถ้าเราสังเกตสักนิดหนึ่งในทุกสาขาอาชีพ ก็จะพยายามสร้างมืออาชีพของตนเอง แพทย์แยกไปเป็นแพทย์สาขาต่าง ๆ แพทย์สมอง แพทย์หัวใจ แพทย์มะเร็ง แพทย์ผ่าตัดอะไรต่าง ๆ เพื่อให้รู้ลึกซึ้งรักษาได้ตรงกับโรคนั้น ๆ ครูวันนี้ก็มีครูคณิตศาสตร์ ครูภาษาอังกฤษ ครูชีวเคมี ซึ่งก็เป็นครูมืออาชีพครับ ------- แต่ว่าในทางที่กลับกันท่านประธานครับ ตํารวจกลับมาทําลายมืออาชีพในสายงานสอบสวน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกว่า วันนี้ตํารวจกําลังมีความทุกข์ ทุกข์มากน้อยขนาดไหนก็มีตํารวจลาออกจากความทุกข์ในอาชีพปีนี้เกือบ ๑,๐๐๐ คน ผมไปดูตัวเลขปีที่ผ่าน ๆ มาก็ปีละ ๖๐๐–๗๐๐ คน ๕๐๐–๖๐๐ คน แต่ปีนี้ถือว่าเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่วันนี้เศรษฐกิจอย่างนี้ ภาวะบ้านเมืองอย่างนี้ คนเขาต้องการเข้ามารับราชการ เพราะถือว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง รายได้อาจจะไม่มาก มีเกียรติแต่มั่นคงแต่ว่าตํารวจลาออก อะไรเกิดขึ้นกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านประธานครับ
คําสั่งที่ ๒ ก็คือคําสั่ง คสช. ที่ ๒๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ คําสั่งนี้ให้อํานาจผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติแต่งตั้งข้าราชการตํารวจทั่วประเทศ ผมขอย้ํา ทั่วประเทศ ทั่วประเทศปี ๆ หนึ่งมีข้าราชการตํารวจที่มีการแต่งตั้งเลื่อนตําแหน่ง ย้ายอะไร ต่าง ๆ ก็ประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ คน ในอดีตที่ผ่านมาก่อนคําสั่งฉบับนี้จะมีผลบังคับ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจจะอยู่ที่ภาค ท่านประธานครับการแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการตํารวจนั้นจะมี ๒ ระดับ ระดับใหญ่ ๆ ก็คือว่าถ้านายพลขึ้นไปก็จะผ่าน กตร. อยู่ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่ระดับรองผู้บังคับการลงไป รองผู้บังคับการ ผู้กํากับการ รองผู้กํากับการ สารวัตร รองสารวัตร จะอยู่ที่ภาค ผมกําลังจะนําเรียนว่าที่ภาคนั้นมีบอร์ด (Board) ของภาค ก็คือท่านผู้บัญชาการจะเป็นบอร์ด (Board) ของภาค รองผู้บัญชาการอีก ๖ ท่าน เป็นบอร์ด (Board) ของภาค ในภาค ๑ จะดูแลการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจปีหนึ่งประมาณ สัก ๓๕๐-๔๐๐ กว่าคน นั่นแปลว่าการแต่งตั้ง ๓๐๐-๔๐๐ คนผ่านผู้บังคับบัญชาใกล้ชิด ผ่านสายตา ผ่านการรับรู้ การได้เห็นผลงานต่าง ๆ มากถึง ๗ คู่ ผ่านสายตา ๗ คู่ แต่ว่าคําสั่ง ที่ ๒๑/๒๕๕๙ พอรวบอํานาจมาอยู่ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติแล้วทําให้ผ่านสายตาของ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติและสตาฟ (Staff) เพียงไม่กี่คู่ และเขาอยู่ห่างด้วยครับ คนเหล่านี้ อยู่ห่างข้อมูล ถ้าจะบอกว่ามีบอร์ด (Board) กลั่นกรองระดับจังหวัด ระดับภาคขึ้นมาแล้ว ก็เป็นเพียงพิธีกรรมครับ เพราะจริง ๆ แล้วบัญชีก็มาถูกรื้ออยู่ข้างบนอยู่ดี ในอดีตที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วการแต่งตั้งในตําแหน่งสําคัญ ๆ ทําเลทองทั้งหลาย มันก็ถูกส่งบัญชีรายชื่อ ไปยังภาคอยู่ดี แต่ว่ามันก็ไม่มากและไม่มีปัญหาเท่ากับทุกวันนี้ การให้อํานาจผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติคนเดียวแต่งตั้งทั้งประเทศเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่แล้วก็สุ่มเสี่ยงต่อการแสวงหา ผลประโยชน์อย่างยิ่งครับ แม้แต่ที่ภาคเองในอดีตผมเคยรับราชการเป็นรองผู้บัญชาการ ตํารวจภูธร ภาค ๘ อยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะที่อํานาจอยู่ที่ภาคก็ยังมีการวิ่งเต้น ซื้อขายตําแหน่ง ถามว่าทุกวันนี้เมื่ออํานาจมาอยู่ที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติแล้ว มีหรือไม่ ผมบอกว่ามีครับ ผมยืนยันว่ามีแต่อาจจะเนียนขึ้น สมัยก่อนการซื้อขายตําแหน่ง การวิ่งเต้นไปสู่ตําแหน่งที่สูงกว่ามีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่นการเปิดหลุม ท่านประธาน หรือท่านสมาชิกอาจจะพอเคยได้ยิน ก็หมายความว่าไปจ้างตํารวจที่ใกล้ ๆ เกษียณ ตําแหน่งสูง ๆ จ้างรองผู้การ รองผู้กํากับการให้ลาออก แล้วก็แต่งตั้งคนที่ต้องการเลื่อนตําแหน่งวิ่งเต้น เส้นสายอะไรเข้าไปแทน มีการซื้อขายตําแหน่งกันทุกระดับ มีแพกเกจ (Package) รองผู้กํากับการ ๑ ตําแหน่ง สารวัตร ๒ ตําแหน่ง ผู้กํากับการ ๑ ตําแหน่ง รองผู้กํากับการ ๒ ตําแหน่ง เป็นเงินเท่าไร มีถึงขนาดว่าคิดเงินที่ใช้จ่ายในการซื้อขายตําแหน่งกันเป็นกิโลกรัมครับ ท่านประธาน คงจะพอทราบว่าแบงก์พัน ๑ กิโลกรัมนั้นมีมูลค่า ๑ ล้านบาท การซื้อขายตําแหน่งตั้งแต่ ระดับสารวัตรถึงผู้กํากับการ รองผู้กํากับการนั้นหลายกิโลกรัมมาก ยิ่งทําเลทอง เกรดเอ เกรดบี ยิ่งหลายกิโลกรัมไปใหญ่ ผมไม่ได้เอาบ้านเก่ามาขาย ผมไม่ได้เอาบ้านเก่า มาเผาในสภาแห่งนี้ แต่ว่าเป็นเรื่องจริงและผมไม่ต้องการให้ท่านประธาน ท่านสมาชิก แล้วก็ท่านผู้ฟังทางบ้านช่วยกันปัดกวาดบ้านหลังนี้ให้สะอาดน่าอยู่อาศัย มีคนบอกว่าอํานาจนั้น เป็นสิ่งหอมหวานชนชั้นใดเขียนกฎหมาย กฎหมายจะต้องรับใช้ชนชั้นนั้น วันนี้ตํารวจรู้กัน ทั่วว่าใครคนใหญ่ คนเก่า คนใหม่ สํานักงานตํารวจแห่งชาติใครอยู่เบื้องหลัง ๒ คําสั่งนี้บ้าง แต่ว่าเขาอาจจะไม่พูดความมีวินัย ความไม่อยากมีปัญหาทั้งหลายเขาก็ไม่ต้องการที่จะ สร้างปัญหาให้ตัวเองนะครับ
คําสั่งที่ ๓ ก็คือ คําสั่ง คสช. ที่ ๒๐/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ คําสั่งนี้ใช้ชื่ออย่างสวยหรูว่า มาตรการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความต่อเนื่อง ผลของมันก็คือให้ถือว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจวาระแต่งตั้งปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ต่อเนื่องถึงปี ๒๕๖๒ ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด แปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่าคําสั่งทั้งหลายทั้งปวง ๓-๔ คําสั่ง ที่ผมได้กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ จะมีการวิ่งเต้นซื้อขายตําแหน่งอย่างไร มากน้อยขนาดไหน เป็นธรรมหรือไม่ ข้าราชการตํารวจ ก็ไม่สามารถที่จะฟ้องร้อง เรียกร้องขอความเป็นธรรมได้ เพราะถูกคําสั่ง คสช. ฉบับนี้ปิดปาก ตํารวจเรียกกันโดยทั่วไปว่าคําสั่งปิดปาก ผมได้เรียนแล้วว่าคําสั่งที่ผ่าน ๆ มานั้นมีการวิ่งเต้น มีการซื้อขายตําแหน่งกันอย่างแน่นอนและในที่สุดตํารวจก็ไม่มีทางออกเพราะถูกคําสั่ง คสช. ฉบับนี้มาปิดปากหรือว่ามาปิดกั้นสิทธิในการฟ้อง ในการร้องต่อศาลแล้วก็ยื่นต่อศาลปกครอง ที่ผ่านมานั้นเมื่อตํารวจไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกกลั่นแกล้ง หรือว่าแต่งตั้งแล้วทําให้เกิดปัญหา กับเขาในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรทั้งหลาย เขาก็รวบรวมพยานหลักฐานและไปฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองก็จะมีคําสั่งนะครับ ถ้าเป็นเรื่องจริงก็จะมีคําสั่งให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กลับมาทบทวนแล้วก็แต่งตั้งใหม่ ท่านประธานครับ ในคําสั่งปิดปากนี่ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร อยากเอาหลักของศาสนามาเทียบเคียงนิดหนึ่งว่าด้วยเรื่องของหิริโอตัปปะ ก็คือการไม่ละอาย และเกรงกลัวต่อบาป เรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในสํานักงานตํารวจแห่งชาติมาก่อน เมื่อสักครู่ สมาชิกท่านหนึ่งคือท่านอาจารย์ปิยบุตร ขออนุญาตเอ่ยนามท่านบอกว่าพอปฏิวัติรัฐประหาร แล้วก็ออกกฎหมายมานิรโทษกรรมตัวเองให้พ้นโทษ อันนี้ก็เหมือนกันพอทําผิดทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้ เกรงความผิดก็มาออกคําสั่ง คสช. ฉบับนี้ ตัดสิทธิปิดปากข้าราชการตํารวจที่จะฟ้องร้องดําเนินคดี ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะนําเรียน ท่านประธาน ท่านเพื่อนสมาชิกผ่านไปยังท่านผู้ชมผู้ฟังทางบ้าน ตํารวจนี้ไม่ได้กินหญ้าครับ ตํารวจรู้ความเคลื่อนไหว รู้ความเป็นไป รู้ที่มา รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของคําสั่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมว่าจะแทบทุกคนในสภาแห่งนี้มีข้าราชการตํารวจเก่าไม่น้อยกว่า ๑๐ คน มีโอกาส ได้พูดคุยกัน ทุกคนรู้ แม้ว่าคนที่จากวงการตํารวจมานานก็รู้ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา และเจตนานี้มีองค์ประกอบหลัก ๆ อยู่ ๒ อย่าง คือประสงค์ต่อผล และย่อมเล็งเห็นผล ข้าราชการตํารวจรู้ครับว่าคําสั่งทั้งหลายทั้งปวง ๓ คําสั่งที่ออกมานี้ ใครประสงค์ต่อผลอย่างไร หรือว่าย่อมเล็งเห็นผลอย่างไร วันนี้แม้ว่าข้าราชการตํารวจ จะโกรธแค้น ท้อแท้ สิ้นหวัง ในฐานะที่เป็นเพื่อนข้าราชการตํารวจด้วยแล้วก็เป็นอดีต ผู้บังคับบัญชาด้วย ผมก็ได้แต่บอกเขาทั้งหลาย บอกน้อง ๆ ทั้งหลาย บอกเพื่อน ๆ ทั้งหลายว่าความโกรธแค้นมีค่ามากกว่าความสิ้นหวัง วันนี้เรามีสภา ข้าราชการตํารวจ ทั้งหลายที่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมีปัญหา สามารถส่งเรื่องผ่านมายังสภาแห่งนี้ได้ ผ่านคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน หรือว่าผ่าน คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็ได้ครับ ตอนนี้กําลังฮอต (Hot) มีคนบอกว่าน่าจะเก็บ ค่าเข้าชมด้วยในการประชุมแต่ละครั้ง ผมก็คงนําเสนอท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สั้น ๆ แต่เพียงเท่านี้ครับ อยากจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น ผู้เซ็นคําสั่งนี้กับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติว่าในการที่ท่านแต่งตั้งคนที่ไม่รู้งาน ไม่เป็นงาน สอบสวนเข้าไปในสายงานสอบสวนโดยอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาการบริหารงานนั้น ขอให้ท่านรับทราบว่าถ้าต่อไปนี้พนักงานสอบสวนฆ่าตัวตายด้วยเหตุที่ถูกบังคับให้ย้ายมา จากสายงานอื่นและทํางานไม่เป็น ถึงทางตันฆ่าตัวตายนี้ท่านต้องรับผิดชอบครับ เพราะว่า ได้มีการบอกกล่าวกันแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องขอเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ซึ่งเป็นสภา ของประชาชนตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบของคําสั่ง คสช. ทั้ง ๓ ฉบับ เพื่อออกมาเป็นกฎหมายยกเลิกมรดกบาปที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้ ขอยืมมากล่าวซ้ําอีกทีหนึ่ง แล้วก็ส่งผลโดยตรงต่อข้าราชการตํารวจ ถ้าข้าราชการตํารวจมีความทุกข์ ไม่พร้อม ไม่เต็มใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ชาวบ้านเดือดร้อนแน่นอนครับ กราบขอบพระคุณมากครับ