กมลศักดิ์ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบกฎหมายพิเศษชายแดนใต้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หารือให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยระบุว่าแม้ตัวเลขเหตุการณ์ความรุนแรงลดลง แต่ต้นตอของปัญหา คือความไม่เป็นธรรม ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ทางสภาแห่งนี้ได้บรรจุวาระ ญัตติที่ทางฝ่ายผมแล้วก็สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชาติได้ยื่นญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และประกาศของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มาตรา ๔๔ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าสู่ระเบียบวาระ ในวันนี้ ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมและเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะหัวหน้าพรรคประชาชาติ ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้มาตลอดทั้งชีวิต ภายหลังการเลือกตั้งและก่อนการเลือกตั้งเราได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลา ๕ ปีช่วงที่มีการรัฐประหาร ช่วงที่มีรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารแล้วก็ไม่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มาหารืออภิปราย นําเสนอปัญหาของความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ จึงถือว่า เป็นโอกาสดีที่หลังจากระยะเวลาว่างเว้นมา ๕ ปีแล้ว สภาแห่งนี้ในวันนี้ ผมในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้มีโอกาสนําเสนอในที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพื่อให้พิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ พระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อศึกษา ถึงผลกระทบต่าง ๆ แล้วก็เห็นว่าเรื่องปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เฉพาะเป็น เรื่องของผมและเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่สภาอันทรงเกียรตินี้ เพื่อนสมาชิกทุกท่านต้องร่วมกันศึกษาหารือเพื่อหาทางออก เพราะปัญหา ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้เราพูดอยู่เสมอว่า ๑๕ ปีที่ผ่านมา ปีนี้เข้าปีที่ ๑๖ เหตุการณ์ความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงแต่ละครั้งก็เป็นข่าว แล้วผมในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่อยู่ในความลําบากใจที่จะอภิปราย หรือให้ความเห็นในอีกมุมหนึ่งกับฝ่ายที่กุมนโยบาย และผมเชื่อว่าท่านประธานเองในฐานะ ที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรตินี้คงเคยได้ฟังการอภิปรายปัญหาเกี่ยวกับ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้มาหลายครั้ง และสภาแห่งนี้ก็ได้มีการศึกษาปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้มาหลายรัฐบาล แต่ผมเองในฐานะที่เคยทํางานอยู่ในพื้นที่มาก่อน ก่อนที่ผมจะได้รับ เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นสมัยแรก ผมประกอบอาชีพเป็นทนายความ แล้วก็ทํางานช่วยเหลือพี่น้อง ขับเคลื่อนกระบวนการยุติรรมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในนามของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมมาตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี โดยเฉพาะในพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส สิ่งที่ผมจะอภิปรายเพื่อให้สภาแห่งนี้ตั้งกรรมาธิการอาจเป็นความเห็นต่าง แต่ว่าเป็นสิ่งจําเป็นที่ผมต้องพูดในอีกมุมหนึ่งในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับพี่น้อง และในฐานะ ที่ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราชอบพูดนับช่วงเวลา วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ เป็นหลักว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้น ความรุนแรงมันเกิดขึ้นมา ๑๕ ปี โดยนับเวลาวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ นั่นคือวันที่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกองพันพัฒนาที่ ๔ อําเภอเจาะไอร้องเป็นจุดเริ่มต้นของการนับระยะเวลาความไม่สงบ แต่แท้จริงแล้วปัญหา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี มีต้นเหตุของปัญหาหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ที่สําคัญที่สุดก็คือที่มีการศึกษาแล้วก็มีการพูดถึงมากที่สุด ก็คือประเด็นเรื่องความไม่เป็นธรรม สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดตอนนี้ก็คือกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้การแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เคยนํา กฎหมายพิเศษมาใช้บังคับก่อนวันที่ ๔ มกราคม คนที่เกิดใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และ ๔ อําเภอใช้กฎหมายฉบับเดียวกันกับคนที่อยู่เชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร หรือภาคอื่น ๆ ของประเทศ หากจะกล่าวอ้างว่าเพราะ ๓ จังหวัดมีเหตุการณ์จึงต้องเอากฎหมายพิเศษมาใช้บังคับ คําถาม มีอยู่ว่าแล้ว ๑๕ ปีที่ผ่านมากับกฎหมายพิเศษถึงเวลาหรือยังที่เราต้องศึกษาจริงจังว่า มันตอบโจทย์การแก้ปัญหาได้หรือไม่ แม้ว่าที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายที่กุมนโยบายยืนยันว่า กฎหมายพิเศษสามารถแก้ปัญหาได้ โดยเอาตัวเลขของการก่อเหตุเป็นตัวชี้วัดว่าลดลง เมื่อคราวที่แล้วพิจารณางบประมาณผมได้อภิปรายว่าผมไม่ยินดียินร้ายกับตัวเลขที่ลดลง เพราะในฐานะคนพื้นที่มีความรู้สึกว่าต้นเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นก็คือ ความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะล่าสุดเกิดเหตุการณ์รุนแรงสะท้อนให้เห็นว่าแม้ตัวเลขลดลง แต่ว่าความสงบยังไม่กลับคืนมา ท่านประธานครับ พูดเรื่อง ๓ จังหวัดต้องบอกตรง ๆ ว่า ลําบากใจ สมัยที่ผมเป็นทนายความพยายามขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมกับผลกระทบ ของพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถูกบังคับใช้กับกฎหมายพิเศษไม่ว่าจะเป็น กฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมก็ถูกขนานนามว่าเป็นทนายโจร พอมาได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ร่ํา ๆ อยู่ว่า ส.ส. พรรคประชาชาติจะกลายเป็น ส.ส. โจรใต้ แต่จะอย่างไรก็ตามจุดยืนสิ่งที่ผมต้องนําเสนอต้องพูดให้ได้เพราะว่าผมคือตัวแทนของพี่น้อง แล้วก็รอวันนี้มานานครับท่านประธานว่าจะมีโอกาสได้อภิปรายในเรื่องของการบังคับใช้ กฎหมายพิเศษในสภาอันทรงเกียรตินี้ เพราะตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ๑๔ ปีก่อนหน้านี้ ผมได้ว่าความคดีที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษเป็นร้อยคดี แลเห็นได้ว่าการบังคับใช้ กฎหมายพิเศษนี้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมยังคงอยู่ในพื้นที่จนถึงวันนี้ ท่านประธานครับ หลังจากเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกองพันพัฒนาที่ ๔ วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๗ รัฐบาลในสมัยนั้นโดยแม่ทัพภาคที่ ๔ ตอนนั้นได้ประกาศกฎอัยการศึก พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยมีเจตนารมณ์ตอนนั้นก็คือว่าต้องการสืบหา ใครทําการปล้นปืนหาย ๓๐๐ กว่ากระบอกที่ค่ายกองพันพัฒนาที่ ๔ เป็นหลัก โดยไม่ได้ คํานึงถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เลยครับว่า พ.ร.บ. กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๕๔๗ การประกาศใช้ก่อนหน้านี้ด้วยเหตุผลเพราะ ๑. ต้องอยู่ในภาวะสงครามหรือก่อให้เกิด การจลาจลในบ้านเมือง ให้อํานาจกับฝ่ายทหารเพียงฝ่ายเดียว มีอํานาจในการยึดเข้าไป ตรวจค้นบ้าน ในขณะนั้นต้องยอมรับว่าบุคคลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หลังจากประกาศ พ.ร.บ. กฎอัยการศึกวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๗ ก็คือพี่น้องที่อยู่รอบ ๆ ค่ายกองพันพัฒนาที่ ๔ อําเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ไม่ว่าจะเป็นเขตอําเภอสุไหงปาดี และพี่น้องอําเภออื่น ๆ ในจังหวัดนราธิวาส เพราะอะไรครับ เพราะว่าต้องการสืบหาเพียงแค่ว่า ใครเป็นคนปล้นปืน ปืนที่ถูกปล้นอยู่ที่ไหน โดยใช้กฎหมายฉบับนี้เพราะกฎหมายฉบับนี้ ให้อํานาจกับฝ่ายทหารเพียงฝ่ายเดียว ในการตรวจค้นแต่ท้ายที่สุด ๑ ปีหลังจากนั้นปรากฏว่า ก็ยังไม่ทราบว่าปืนที่ถูกปล้นอยู่ที่ไหน แต่พี่น้องได้รับผลกระทบมาก ผมขออนุญาตเท้าความ ให้เห็นและจะโยงให้เห็นว่าปัจจุบันนี้มันเป็นอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตกับการบังคับใช้ กฎหมายพิเศษ ท่านประธานครับ หลังจากประกาศกฎอัยการศึกได้ ๑ ปีก็เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น ในหลายพื้นที่ของจังหวัดยะลาเมื่อปี ๒๕๔๘ ประมาณเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๔๘ เกิดเหตุการณ์ ความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่ รัฐบาลในสมัยนั้นก็เลยเห็นว่ากฎอัยการศึกยังไม่เพียงพอ ก็เลยประกาศพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๑๘ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เป็นพระราชกําหนดโดยอํานาจนายกรัฐมนตรีความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรีประกาศใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีประเทศไทย ยังไม่เคยมีพระราชกําหนดฉบับนี้ เพิ่งมาประกาศใช้ครั้งแรก พระราชกําหนดก็คือไม่ได้ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรหรือฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ไปบังคับใช้ครั้งแรกให้กับ พี่น้อง ๓ จังหวัด กับ ๔ อําเภอในจังหวัดสงขลา โดยเพิ่มอํานาจของฝ่ายทหารเป็นอํานาจ ของฝ่ายทหาร ตํารวจ และฝ่ายพลเรือน เพิ่มระยะเวลาในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจาก ๗ วันของ พ.ร.บ. กฎอัยการศึก เป็น ๓๐ วัน เชื่อว่าจะนํามาใช้ในการป้องกันและปราบปราม การแก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในขณะนั้นคิดอย่างนั้น ท่านประธานครับ ช่วงนั้นผมบอกได้เลยว่าหลังจากปี ๒๕๔๘ ผมในฐานะเป็นทนายความอยู่ขณะนั้น มีคดี ที่พี่น้องได้รับผลกระทบจากการที่ตกเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยถูกดําเนินคดดีที่ศาลจํานวนมาก และสุดท้ายศาลมีคําพิพากษายกฟ้องก็เป็นจํานวนมากเช่นกัน แต่ภายใต้กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ จะมีระเบียบของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า มาประกอบในการเป็นแนวปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เพราะอะไรครับ ตอนที่ประกาศ พ.ร.ก. ใหม่ ๆ ตอนนั้นกฎหมายฉบับนี้ ยังไม่เคยบังคับใช้ที่ไหนมาก่อนเพิ่งมาใช้บังคับกับ ๓ จังหวัด กับ ๔ อําเภอ เจ้าหน้าที่สับสน สับสนในแนวทางปฏิบัติว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้อง แต่กลับกลายเป็นดาบสองคมที่อาศัย การบังคับใช้กฎหมายโดยอาศัยคําว่า ผู้ต้องสงสัย ที่ให้อํานาจกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจ แล้วก็ฝ่ายปกครอง สามารถควบคุมตัวบุคคลที่ตกเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยได้ ท่านอย่าลืมครับว่า กฎหมายฉบับนี้เจตนารมณ์ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เจตนารมณ์ของกฎหมายเขามีเจตนารมณ์ที่ดี ตอนที่ตรากฎหมายออกเป็นพระราชกําหนดเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของการป้องกันและ ปราบปราม เหตุผลเพราะอะไรครับ ผมบอกว่าเจตนารมณ์ดี แต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติ เหตุผลเพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ใช้คําว่า ผู้ต้องสงสัย ไม่ได้ใช้คําว่า ผู้ต้องหา เป็นเพียงตก เป็นผู้ต้องสงสัยก็สามารถเชิญตัวมาพบเพื่อปรับทัศนคติและทําความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๑๒ ของกฎหมายฉบับนี้ เขาห้ามเลยนะครับว่าเมื่อสงสัยบุคคลใดแล้วห้ามมิให้พาไป ที่ทําการของพนักงานสอบสวนหรือเรือนจํา ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ต้องการให้กระทบกับความรู้สึก แม้จะสงสัยว่าเขาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใดก็แล้วแต่ แต่ปรากฏว่าเมื่อทาง กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า ได้ออกระเบียบแนวปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ กลับตรงกันข้ามครับ ตรงกัน ข้ามอย่างไรครับท่านประธาน ตรงกันข้ามก็คือว่าปฏิบัติกับผู้ต้องสงสัยยิ่งกว่าผู้ต้องหาจนถึง ทุกวันนี้ แม้ว่าในขณะนั้นตอนที่ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จะมีการประกาศระเบียบของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า ให้เจ้าหน้าที่ยึดถือปฏิบัติกับคนที่ต้องสงสัยเพื่อความสะดวกง่ายในการสืบหา ว่าใครเป็นคนร้าย แต่ขณะเดียวกันมันก็กลับกลายเป็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับคน ในพื้นที่ เพราะหลายสิบคนหลายร้อยคนที่ถูกเชิญตัวไปไม่ได้ถูกปฏิบัติเหมือนเช่นผู้ต้องสงสัย กลับถูกปฏิบัติหนักยิ่งกว่าผู้ต้องหา ล่าสุดแม่ทัพภาคที่ ๔ คนปัจจุบัน ได้ออกระเบียบ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้าอีกครั้งหนึ่ง โดยพยายามแก้ไขระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ นานา ที่มองเห็นว่า กระทบกับความรู้สึก ความไม่เป็นธรรมของพี่น้องในพื้นที่ แต่ท่านประธานครับ ปัญหา การบังคับใช้กฎหมายพิเศษทั้ง ๒ ฉบับ สําคัญที่สุดอยู่ที่ผู้ปฏิบัติ ระดับปฏิบัติงานคือปัญหา สําคัญที่สุด และผมเชื่อว่าตราบใดที่ความไม่เป็นธรรมยังมีอยู่ ความขัดแย้งในพื้นที่ก็ยังคงอยู่ แต่ปัจจุบันนี้รัฐนํากฎหมาย ๒ ฉบับนี้มาใช้บังคับอย่างต่อเนื่อง ๑๕ ปี ผมเป็นห่วงว่า คนที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง รัฐกําลังผลักความรู้สึก ให้มีอคติกับรัฐและไม่ให้ความร่วมมือกับการทํางานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถ้าหากเป็นอย่างนี้อยู่ การแก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังอีกยาวไกล ท่านประธานครับ หลาย ๆ ครั้ง เวลามีการปิดล้อม ปิดค้น การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ผมอยู่ในพื้นที่แล้วก็เพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านที่มาจากพรรคประชาชาติ มาจาก ๓ จังหวัด เราไม่สบายใจทุกครั้งแล้วก็ เหนื่อยครับท่าน ที่บอกว่าเหนื่อยนี่ไม่ใช่เหนื่อยอะไรล่ะครับ ยินดีที่จะเหนื่อย แต่เหนื่อยกับ ปัญหาเดิม ๆ พูดเท่าไรเขาก็หาว่าอยู่ฝั่งตรงข้าม สะท้อนยิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งผลักภาระพวกผม ว่าไม่หวังดีกับบ้านเมือง แต่ผมกําลังจะพูดจะบอกว่าที่เหนื่อยเพราะทุกครั้งที่มีการปิดล้อม ตรวจค้น ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่กฎหมายพิเศษทั้ง ๒ ฉบับนี้ที่ให้อํานาจกับ เจ้าหน้าที่ไปปิดล้อม นําตัวบุคคลที่เขาเพียงแค่สงสัยไปควบคุมตัว โดยอาศัยอํานาจกฎอัยการ ศึก ๗ วันแรก ตอนนี้พูดติดปากว่า ๗ วันอันตราย เพราะในช่วง ๗ วันนี้ แม้แต่เราในฐานะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ต้องสงสัยยิ่งกว่าผู้ต้องหา ญาติไปเยี่ยม ก็ไม่ได้พบกัน ๒ ต่อ ๒ มีการเว้นระยะที่มีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว แล้วก็เกิดเหตุการณ์ร้องเรียน หลายเรื่อง ที่สําคัญที่สุดที่ยังมีอยู่เกิดขึ้น ๑๕ ปี ผมเคยพูดก่อนหน้านี้ทุกเวที วันนี้ก็ยังมีอยู่ ก็คือว่าเวลาควบคุมตัวสงสัยว่าเขาจะเกี่ยวข้องไปซักถามเข้าสู่กระบวนการดําเนินกรรมวิธี พ่อแม่ ผู้ปกครองมาหา ไม่ทราบว่าลูกอยู่ไหน ทุกวันนี้ยังมีอยู่ครับท่าน ไม่ทราบว่าลูกอยู่ไหน จะไปเยี่ยมที่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลายเดือนก่อนมีเหตุการณ์ที่เสียชีวิตจากการ ถูกควบคุมตัว บรรยากาศของญาติพี่น้อง พ่อแม่ ผู้ปกครองของลูกหลานที่ถูกเชิญตัวไป ต่างเป็นห่วงกลัวว่าจะถึงแก่ชีวิตเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อน เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจําเป็นต้องอธิบายทําความเข้าใจกับพ่อแม่พี่น้องที่มาพบ ท่านประธานครับ อย่าลืมว่ารัฐสงสัยแค่คน ๆ เดียว แต่ถ้าไปดําเนินการภายใต้กฎหมาย พิเศษทั้ง ๒ ฉบับ โดยเป็นการละเมิดสิทธิ ท่านอย่าลืมว่ามันไม่ได้กระทบแค่คนที่ถูกเชิญตัว คนเดียว พ่อแม่เขา พี่น้องเขา ญาติพี่น้องของเขาก็เกิดความรู้สึกเหล่านี้ด้วย สําคัญที่สุด ระยะเวลายิ่งผ่านไปยิ่งนานกฎหมายต้องไม่ไปกดทับเขา ต้องสร้างบรรยากาศให้กับคน ในพื้นที่สามารถอ้าปากพูดได้ว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร ท่านประธานครับ ท่านเชื่อไหมครับ ล่าสุดอาทิตย์ที่แล้วผมกลับไปลงพื้นที่ เหตุการณ์เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วมันกลับมาก่อให้เกิด ความรู้สึกไม่เป็นธรรมกับพี่น้อง ผมไม่อยากเอ่ยนามว่าชื่อใคร แต่เขามาหาผมที่บ้านบอกว่า พี่ครับ ท่าน ส.ส. ครับ ตอนนี้เขาจะข้ามไปทํางานประเทศมาเลเซีย ปรากฏว่าก่อนหน้านี้ ไปทํางานประเทศมาเลเซียโดยวิธีที่ถูกต้อง โดยใช้หนังสือเดินทางปั๊มที่ ตม. เข้าออกเป็นปกติ เป็นระยะเวลาหลายปีมาแล้ว วันดีคืนดีเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนปรากฏว่าพอเขากลับมาปั๊ม พาสปอร์ต (Passport) ที่ ตม. ปรากฏว่ามีแบล็กลิสต์ (Blacklist) บอกว่าเคยตกเป็นต้องสงสัย เคยไปชุมนุมเหตุการณ์ตากใบเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ผมถามข้อเท็จจริงว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ชายคนนี้บอกผมว่าเขาไม่เคยไปชุมนุมที่ตากใบมาก่อนเลย เพียงแต่ว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ ชุมนุมที่ตากใบมีคนเกณฑ์เขาไปพบผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้นเพื่อไปทําบุญงานเมาลิด เขาบอกอย่างนั้น แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นมีข่าวออกมาว่าคนที่ไปคืนนั้นก็คือคนที่มอบตัว จากเหตุการณ์ตากใบ เขาเลยงง แล้วความรู้สึกเขาตอนนี้ก็คือสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทั้ง ๆ ที่ระยะเวลาผ่านมา ๑๐ กว่าปี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือผมยกตัวอย่าง จริง ๆ แล้ว เรื่อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมไม่อยากรบกวนสภาแห่งนี้ เพราะว่าต้องใช้เวลานาน จึงเป็นที่มาของการยื่นญัตติเพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องกฎอัยการศึก หลังจากเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร คสช. ได้ออกคําสั่ง ที่ ๑๔/๒๕๕๙ และคําสั่ง ที่ ๕๗/๒๕๕๙ ให้ตั้งกองอํานวยการ พูดง่าย ๆ ก็คือว่ามีคําสั่ง ให้ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้คณะหนึ่ง ไปลดบทบาทคณะกรรมการที่ปรึกษาของ ศอ.บต. แล้วก็ตั้งคณะกรรมการคําสั่ง ที่ ๕๗/๒๕๕๙ ตั้ง คปต. ขึ้นมา คณะกรรมการปรับปรุงการบริหารเพื่อแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คล้าย ๆ กับว่าเป็นรัฐมนตรีส่วนหน้าอีกคณะหนึ่ง จากเดิมปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. เรามีคณะกรรมการที่ปรึกษามาจากฝ่ายพลเรือน มาจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เป็นตัวแทน ไม่ว่าจะเป็นนายก อบต. หรืออื่น ๆ แต่หลังจากที่ คสช.ปฏิวัติปี ๒๕๕๙ กลับไป ให้อํานาจกับ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า ลดอํานาจบทบาทของ ศอ.บต. ลง รวมตลอดถึงมีคณะกรรมการ คปต. อีกชุดหนึ่งที่รัฐบาล เป็นคนตั้ง กลายเป็นว่าปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ให้อํานาจกับฝ่ายทหาร มีอํานาจมากที่สุด ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงเห็นว่านโยบายเหล่านี้ หรือคําสั่ง คสช. เหล่านี้ รวมถึงกฎหมายพิเศษทั้ง ๒ ฉบับดังที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ถึงเวลา หรือยังครับที่สภาอันทรงเกียรตินี้เราจะได้มีการศึกษาผลกระทบที่ผมยกตัวอย่างเพียงคร่าว ๆ แล้วก็ให้มีการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อที่เราจะได้หาทางออกร่วมกัน ไม่อยากให้เป็นเรื่อง ของผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ไม่อยากให้ปัญหา ๓ จังหวัดเป็นเรื่อง เฉพาะของพรรคประชาชาติ เพราะมี ส.ส. อยู่ในพื้นที่ แต่ผมเห็นว่าปัญหา ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่สภานิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ต้องให้ความสําคัญร่วมกัน อย่างน้อยที่สุดพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หากเขารู้ว่าสภาอันทรงเกียรตินี้ได้มี การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอย่างจริงจัง เป็นคณะกรรมาธิการแล้วเขาก็จะได้มีความรู้สึกมีความหวังว่าเรื่องของพี่น้องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศที่หารือร่วมกัน ท่านประธานครับ ผมหวังว่ากฎหมายปกติ จะกลับคืนมาสู่พี่น้องและความเป็นธรรมจะคืนกลับมาสู่พี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหวังว่าเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านคงจะเห็นด้วยที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาผลกระทบกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และคําสั่ง คสช. ทั้ง ๓ ฉบับ เราจะตั้ง กรรมาธิการร่วมกันกับญัตติอื่นที่ได้อภิปรายก่อนหน้านี้หรือจะแยกก็สุดแท้แต่ที่ประชุมแห่งนี้ จะพิจารณาเห็นสมควร ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ