อภิชาติ ชี้ทวงคืนผืนป่ากระทบชุมชน ขอตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

อภิชาติ ศิริสุนทร หารือถึงปัญหาการทวงคืนผืนป่าที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการบังคับใช้นโยบายที่เน้นการปราบปรามเกษตรกรรายย่อย แทนการจัดการกับกลุ่มนายทุน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดี ฟ้องร้อง และเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้าน รวมถึงการใช้อำนาจอย่างเข้มงวดโดยขาดกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิทธิและการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างเป็นธรรม

นายอภิชาติ ศิริสุนทร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ครับ วันนี้ผมขอใช้เวลาของสภาแห่งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอภิปรายญัตติด่วน ที่ผมพร้อมคณะได้เสนอ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ผลกระทบของนโยบายทวงคืนผืนป่า และผลกระทบของผู้ถูกดําเนินคดีจากคําสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งผมพร้อมคณะได้นําเสนอ ผู้เสนอประกอบไปด้วย นายปิยบุตร แสงกนกกุล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน นายคําพอง เทพาคํา ท่านประธานครับ ในขณะนี้พี่น้องประชาชนหลายจังหวัด ทั่วประเทศได้รับผลกระทบเรื่องสิทธิ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาที่ดินทํากินที่พี่น้องประชาชนถูก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศทับซ้อน และป่าสงวนแห่งชาติประกาศ เขตทับซ้อนของพี่น้องประชาชน ทําให้พี่น้องประชาชนไม่มีความมั่นคงและไม่สามารถ ดําเนินชีวิตโดยวิถีปกติได้ หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ประกาศ ยึดอํานาจ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นโยบายสําคัญที่คณะ คสช. ได้เร่งดําเนินการ นั่นก็คือนโยบายการทวงคืนผืนป่า โดยผ่านคําสั่ง คสช. ๒ ฉบับ คือ คําสั่งที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ๖๖/๒๕๕๗ หลังจากนั้นก็ได้เร่งออกแผนการปราบปรามการทําลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดิน ของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน ท่านประธานครับ คําสั่งทั้ง ๒ ฉบับและ แผนแม่บทดังกล่าวส่งผลให้พี่น้องทั่วประเทศไร้ที่ดินทํากิน ถูกเบียดขับออกจากที่อยู่อาศัย สาระสําคัญของนโยบายการทวงผืนป่านั้นมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศให้ได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มพื้นที่ป่า ๒๖ ล้านไร่ ภายในระยะเวลา ๑๐ ปี ขณะนี้ดําเนินการ มาได้ ๕ ปี เพิ่งได้ผืนป่าเพิ่ม ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ และนโยบายดังกล่าวได้มอบให้หน่วยงาน ความมั่นคง กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือเรียกย่อ ๆ ว่า กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบเป็นหน่วยงานหลัก โดยคําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ นั้น กําหนดให้หน่วยงาน กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กองกําลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองกําลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก และกองทัพเรือเป็นผู้ดําเนินการปราบปรามจับกุมการบุกรุกการครอบครองการทําลายป่า และมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมติดตามประเมินผลรายงานให้ คสช. อย่างต่อเนื่อง

ท่านประธานครับ คําสั่งที่ ๖๖/๒๕๕๗ ก็ได้มอบอํานาจให้กองอํานวยการ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่ตามคําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ และหน่วยงานนี้มีหน้าที่ บทบาทในการกําหนดวางแนวการปฏิบัติการเพื่อให้ บรรลุตามนโยบาย

ท่านประธานครับ มาตรการการทวงผืนป่าตามคําสั่งที่ ๖๔ และ ๖๖ ได้มอบหมายให้หน่วยงานกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือ กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานของทหารมีอํานาจเต็มในการปราบปราม สั่งการ ควบคุมสิ่งต่าง ๆ จัดระเบียบพื้นที่ป่า สามารถที่จะจับกุมผู้บุกรุกหรือผู้ครอบครองหรือผู้ที่ทําให้สภาพป่า เสียหาย รวมถึงปราบปรามกระบวนการตัดไม้ทําลายป่ารวมถึงกิจการแปรรูปไม้หรือ บุคคลที่ครอบครองที่ดินที่อยู่ในเขตป่า ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาการดําเนินการ ตามแผนการทวงคืนผืนป่าข้างต้น แทนที่หน่วยงานดังกล่าวจะมุ่งเน้นเอาผิดกับนายทุน ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจหรือผู้ที่ถือครองที่ดินในเขตป่า แต่กลับพบว่าเกษตรกรคนยากคนจน เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวนี้เป็นหลัก ซึ่งท่านประธานก็จะเห็นปรากฏ ตามข่าวสาธารณะโดยทั่วไป และพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนก็มาเรียกร้องชุมชน เพื่อให้ได้รับการแก้ไขอยู่โดยตลอด ท่านประธานครับ ผมจะชี้ให้เห็นว่ามาตรการที่ดําเนินการ ในการทวงคืนผืนป่าที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนโดยตรงนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ใช้วิธีการและมาตรการอันใดบ้าง

ประการแรก สร้างความหวาดกลัวในการใช้กฎหมาย จากการที่ผมได้ลงพื้นที่ ในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วประเทศ พี่น้องพูดตรงกันครับว่าการดําเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ในนโยบายในระยะแรกมีการใช้กําลังทหารพร้อมอาวุธครบมือลงปฏิบัติการในพื้นที่ สร้างความ หวาดกลัวหวาดผวาให้พี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ การใช้สื่อโฆษณานโยบาย ทวงคืนผืนป่าเพียงด้านเดียวทําให้พี่น้องประชาชนคนทั่วไปมองว่าพี่น้องคนยากคนจนที่อยู่ใน ผืนป่าเป็นผู้บุกรุกป่า ท่านประธานครับ การนําเสนอเรื่องของการจับกุมดําเนินคดีทําให้ พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ทํากินอยู่มีความหวาดผวาหวาดกลัวตื่นตระหนกครับ

และมาตรการต่อมาครับ ในห้วงที่คณะ คสช. ยังอยู่มีการห้ามชุมนุม ทางการเมือง มีการประกาศห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน ๕ คน และได้ส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้ไปพูดคุยกับแกนนําในแง่นี้ ชาวบ้านบอกว่าเป็นการข่มขู่ไปในตัวโดยปริยาย ทําให้ ภาคประชาชนที่ใช้เวทีที่เป็นประชาธิปไตย ที่ใช้ภาคประชาสังคมในการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะ เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไม่สามารถทําได้เลยครับ ท่านประธานครับ ยังไม่พอมาตรการ ในการติดป้ายขับไล่ให้ออกจากพื้นที่โดยอาศัยคําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ และมติของ คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทําลายทรัพยากรธรรมชาติในระดับจังหวัด ได้ไปติดป้ายแล้วครับ ติดป้ายเพื่อขับไล่พี่น้องประชาชนให้ออกจากพื้นที่โดยกําหนดเวลา หากไม่ออกจากพื้นที่ในกําหนดเวลาก็จะดําเนินการทางกฎหมายครับ ยกตัวอย่างเช่น กรณีชุมชนโคกยาว ตําบลทุ่งลุยลาย และชุมชนบ่อแก้ว ตําบลทุ่งพระ อําเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดําเนินการติดป้ายเมื่อวันที่ ๒๕ วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ การตรวจยึดพื้นที่โดยอาศัยอํานาจทางกฎหมายหรืออาศัยคําสั่งของ คสช. นี้ ติดป้ายตรวจยึดพื้นที่และอ้างว่าชาวบ้านคือผู้ที่บุกรุกและเข้าแจ้งความดําเนินคดีทําให้พี่น้อง ถูกดําเนินคดีไปนับไม่ถ้วน การฟ้องร้องดําเนินคดีทั้งคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง อันนี้ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ไม่ควรจะใช้กับพี่น้องประชาชนคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ ควรที่จะใช้แนวทางทางนโยบาย แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่ใช้ กลับใช้การดําเนินคดี ทั้งคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง หรือเรียกว่าคดีโลกร้อนในลักษณะควบคู่กันไป โดยไม่ต้องรอผลของคดีอาญาให้ถึงที่สุด อันนี้เป็นไปตามคําสั่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในกรณีนี้ผมอยากยกตัวอย่างให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธานเห็นว่า มันน่าอัปยศอดสูเสียเหลือเกิน พี่น้องชาวบ้านจังหวัดสกลนคร ชาวบ้านจัดระเบียบจํานวน ๓๐ ไร่ ถูกไล่รื้อตัดสวนยางแล้วยังไม่เพียงพอ ยังถูกดําเนินคดีทางอาญาและดําเนินคดี ในทางแพ่งทั้ง ๓๐ ราย โดยผู้ที่ได้รับการฟ้องให้ชดใช้ในทางแพ่งมีมูลค่าสูงสุดเกษตรกร รายหนึ่งถึง ๘,๑๘๗,๓๗๕ บาท และลดหลั่นกันลงมาถึงท้ายสุดต่ําสุดในการไม่ต้องถูกฟ้อง ทางแพ่งก็คือ ๕๒๕,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับรวม ๆ ทั้ง ๓๐ รายในคดีทางแพ่งนั้น มูลค่ามากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท แล้วพี่น้องประชาชนผู้ทุกข์ยากลําบากเขาหวังใช้พื้นที่ เพื่อดํารงชีวิตของเขากลับต้องถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งจํานวนมากขนาดนี้แล้ว เขาจะเอาเงินที่ไหนมาชดใช้ ลําพังชีวิตของพวกเขาก็ดิ้นรนมากพอแล้ว ท่านประธานครับ การมีคําสั่งบังคับให้ออกจากพื้นที่โดยใช้อํานาจของหัวหน้าเจ้าพนักงาน เช่นการใช้อํานาจ ตามมาตรา ๒๕ ของ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗ ให้หัวหน้าเจ้าพนักงานมีอํานาจในการ บังคับบุคคลรื้อถอนอาสินสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ก็อ้างว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกอ้างว่า ชาวบ้านเป็นผู้ที่ทําให้ป่าสงวนเสื่อมโทรมลง เดี๋ยวผมจะอธิบายความอีกในรอบท้าย ๆ ว่า สาเหตุของการที่ทําให้ป่าลดลงมันคืออะไร ท่านประธานครับ มาตรการหนึ่งที่เห็นโดยทั่วไป และเป็นที่น่าสงสารพี่น้องประชาชน มาตรการนี้ทําดังกับพี่น้องประชาชนไม่ใช่พลเมือง ของประเทศนี้คือการตัดทําลายผลผลิตทางการเกษตร การรื้อถอนที่อยู่อาศัยของพี่น้อง โดยเฉพาะข้ออ้างในการรื้อถอนในการตัดทําลายพืชผลทางการเกษตรของพี่น้องนั้น

- ๕๐/๑   ข้ออ้างว่าพี่น้องนั้นไม่ใช่คนจน พี่น้องนั้นเป็นผู้ที่ทําสวนยางมีศักยภาพถือว่าเป็นนายทุน นี่คือข้ออ้างครับ ชาวบ้านอีสานโอบกอดต้นยางพาราของพวกเขาร้องไห้ทั้งคราบน้ําตา ที่เขาทะนุถนอมมาทั้งชีวิต มีกรณีคุณแม่รายหนึ่งผมขออนุญาตเอ่ยนามเพราะว่า ปรากฏตามสื่อสาธารณะโดยทั่วไป กรณีคุณแม่จันทรา บังหอม ชาวบ้านอําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ที่มีกรณีพิพาทกับอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก ท่านประธานครับ คุณแม่ วัยชราวัยใกล้ถึงฝั่งน้ําตาคลอนองหน้า เพราะสวนยางของเขา ๑๘ ไร่ ที่หวังจะเป็นที่พึ่ง ที่หวังส่งทอดให้ลูกให้หลาน ที่หวังจะเลี้ยงชีวิตและครอบครัวของคุณแม่ให้อยู่ได้ยืนได้ ในสังคมไทย ในสังคมเศรษฐกิจแบบนี้กลับถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เครื่องจักรตัดเหี้ยนเตียน ไปหมดแล้วจะให้คุณแม่จันทราไปอยู่ที่ไหน ในกรณีนี้มีผู้ที่เสียสติฟั่นเฟือน ผมไม่ขอเอ่ยนาม ก็แล้วกันครับ นี่คือมาตรการหนึ่งที่ใช้ในการทวงคืนผืนป่าการเร่งตรวจสอบพิสูจน์สิทธิตามมติ ครม. วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ในกรณีที่ชาวบ้านไม่ยินยอมที่จะเซ็นยินยอม หรือไม่ยอม เข้าร่วมกระบวนการในการพิสูจน์สิทธิ เหตุเนื่องจากว่ากระบวนการในการพิสูจน์สิทธินั้น ไม่มีความเป็นธรรม กฎเกณฑ์ไม่สามารถตอบสนองต่อพี่น้องได้และขาดการมีส่วนร่วมของพี่น้อง วิธีการตรวจสอบก็ไม่เป็นธรรม เจ้าหน้าที่ก็เร่งรัดให้ชุมชนยินยอมที่จะดําเนินการเร่งให้ชุมชน ยินยอมเซ็นออกจากพื้นที่ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วครับในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดเลย ท่านประธานครับการบังคับให้ยินยอมออกจากพื้นที่ในกรณี ดังกล่าว เจ้าหน้าที่สนธิกําลังเข้าพื้นที่เพื่อบังคับให้ชาวบ้านยินยอมเซ็นออกให้ออกจากพื้นที่ หากฝ่าฝืนก็จะดําเนินคดีทางกฎหมาย โดยอ้างว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่บุกรุกใหม่ เป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยง เป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อระบบนิเวศ แต่ในข้อเท็จจริงไม่ใช่ครับ การพิสูจน์สิทธิในระยะก่อนหน้า ที่จะมีคําสั่ง คสช. การตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด หลายกรณีพบว่าชาวบ้านได้อยู่ก่อนที่จะมีคําสั่งนี้ ที่จะมีแผนการทวงคืนผืนป่าด้วยซ้ําไป เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ บกพร่องในการสํารวจตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ แล้วชาวบ้านก็ไม่ได้ยินยอม ไม่ได้สมัครใจ กรณีนี้เกิดขึ้นกับพี่น้องบ้านซับหวาย ตําบลห้วยแย้ อําเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีกรณีพิพาทกับอุทยานแห่งชาติทรายทอง ท่านประธานครับ สิ่งที่น่าสะเทือนขวัญและสะเทือนใจอีกทีหนึ่งก็คือสิ่งที่เป็นศรีธนญชัย เจ้าหน้าที่ของรัฐป่าวประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องในพื้นที่สํารวจการถือครองที่ดิน โดยอ้างว่า จะนําผลการสํารวจนั้นไปออกเอกสารสิทธิให้ แต่ในทางกลับกันครับท่านประธานกลับเอา ข้อมูลที่ชาวบ้านยืนยันไปนั้นไปแจ้งความดําเนินคดีในภายหลัง นี่เขาเรียกศรีธนญชัยครับ เช่นกรณีชาวบ้านอําเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ มีกรณีพิพาทกับอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก คําสั่งทั้ง ๒ ฉบับนั้นส่งผลกระทบต่อพี่น้องอย่างมากมายมหาศาล คณะรัฐบาล คณะ คสช. ยังได้ออกคําสั่งของหัวหน้า คสช. มาอีกฉบับหนึ่งคือ ฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๙ ให้ทหารที่มียศ ตั้งแต่ร้อยตรีขึ้นไปมีอํานาจในการค้นโดยไม่ต้องขอหมายศาล โดยคําสั่งดังกล่าวก็ระบุว่าจะใช้กับบรรดาผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ แต่ถ้าคําสั่งนี้ถูกนํามาใช้กับ พี่น้องประชาชนคนยากจน เกิดการนําเอาทหารหลายร้อยคนเข้าปิดล้อมหมู่บ้าน เข้าปิดล้อม หมู่บ้านของชาวบ้านนําไปสู่คณะทํางานในระดับพื้นที่ นําไปสู่คณะทํางานที่ทํางานกับ ชาวบ้านอยู่ไม่กล้าที่จะใช้เวทีประชาคมในการพิสูจน์สิทธิ เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอ้างว่าเป็น คําสั่งของ คสช. ไม่กล้าดําเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ทําให้การบังคับใช้กฎหมายดังที่ผมกล่าวมา ไม่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อนในการดํารงชีวิตของพี่น้องประชาชน ใช้กฎหมายอย่างแข็งตัว ท่านประธานที่เคารพครับมาตรการหรือวิธีการดังกล่าวที่ผมกล่าวมา ข้างต้นผมจะสรุปให้เห็นว่าคําสั่งทั้ง ๒ ฉบับ และแผนแม่บทการทวงผืนป่าเป็นการจัดการป่า ด้วยการรวมศูนย์อํานาจไว้ในมือของหน่วยงานทหารทั้งในระดับพื้นที่ระดับนโยบาย และอาศัย มาตรการที่รุนแรงเข้าดําเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องป่าไม้ แทนที่จะใช้นโยบายอื่น ๆ ที่พี่น้อง ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้ก็ไม่ใช่ กลับใช้อํานาจนิยมในการจัดการปัญหาที่ละเอียดอ่อน ซึ่งไม่ได้เกิดผลดีทําให้เกิดความขัดแย้งขยายตัวรุนแรงมากขึ้น และพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ ยากจนลงไปทุกที ท่านประธานครับ จากรายงานผลการศึกษามาตรการทวงคืนผืนป่าของ กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน ซึ่งผมไปอ่านมาดูน่าสนใจ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อมาตรการการทวงคืน ผืนป่าของ คสช.ตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการการทวงคืนผืนป่าในครั้งนี้ จากผลการดําเนินงานของ กอ.รมน. ไม่มีระบุให้เห็นว่าการจับกุมดําเนินคดีกับขบวนการตัดไม้หรือนายทุนผู้อยู่เบื้องหลัง การบุกรุกที่ดินในเขตป่าแต่อย่างใด ถึงแม้มีแต่ก็ไม่ได้เปิดเผยทางสาธารณะ โดยไม่แจกแจง ข้อมูลว่ามีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเป็นนายทุน เป็นเจ้าของโรงงานแปรรูปไม้ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จํานวนเท่าไร และเป็นประชาชนทั่วไปจํานวนเท่าไร ข้อสังเกตนี้หรือมาตรการนี้ มาตรการ ดังกล่าวนํามาใช้กับพี่น้องประชาชนในเขตป่า พี่น้องประชาชนผู้ยากไร้เป็นหลักใช่หรือไม่ หรือมีความเป็นไปได้ว่ามาตรการทวงคืนผืนป่าดังกล่าวเป็นการนํามาใช้กับพี่น้องประชาชน คนยากไร้เป็นหลัก ท่านประธานครับ นอกจากชาวบ้านผู้ยากไร้ที่อยู่อาศัยในเขตป่าต้องเผชิญ กับผลกระทบหลากหลายลักษณะในมาตรการการทวงคืนผืนป่านี้ การข่มขู่คุกคามไล่รื้อ การดําเนินคดีกับชาวบ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าที่เกิดขึ้นท่านประธานอย่างน้อย ๒๒๖ ครั้ง เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจและป่าไม้ พร้อมอาวุธครบมือจํานวน ๕๐ ราย เข้าไปควบคุม ตัวแกนนําชาวบ้าน ๑๑ คน ออกจากพื้นที่อําเภอโนนแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินทํากินมายาวนานยังไม่พอครับ การไล่รื้อ การตัดฟันพืชผลผลิต อาสินของชาวบ้านในพื้นที่ โดยใช้คําสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นอย่างน้อย ๒๘๗ ครั้ง เช่น กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานห้วยน้ําดังเข้าตัดฟันไร่ข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่สวนยางชาวบ้าน ตําบลห้วยหก อําเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ การจับกุมดําเนินคดีกับชาวบ้านในพื้นที่ป่า เกิดขึ้นอย่างน้อย ๑๖๘ ครั้ง มีคดีเกิดขึ้น ๑,๓๐๐ คดี เช่น กรณีบ้านทุ่งป่าคา อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กรณีอุทยานแห่งชาติไทรทอง อําเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านถูกบังคับให้เซ็นยินยอมออกจากพื้นที่ ถูกฟ้อง ดําเนินคดีทั้งสิ้น ๑๔ ราย จํานวน ๑๙ คดี ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลฎีกา ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวกรณีอุทยานแห่งชาติไทรทองผมมีโอกาสไปลงพื้นที่ ประชาชนได้ร้องเรียนมายัง กระผม สืบทราบมาว่ากรณีดังกล่าวมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในหน่วยงาน ในระดับพื้นที่ ตรวจสอบพบร่องรอยการทําประโยชน์เมื่อก่อนปี ๒๕๔๕ โดยส่วนใหญ่ และบางส่วนอยู่ในระหว่างปี ๒๕๔๕-๒๕๕๑ ซึ่งควรที่จะได้รับการคุ้มครองจากคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ แต่กลับถูกฟ้องร้องดําเนินคดีและสูญเสียอิสรภาพท่านประธานครับ หน่วยงานของรัฐเลือกใช้กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ และเป็นโทษต่อพี่น้องประชาชน เลือกใช้ข้อที่เป็นโทษต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ จํานวนหมู่บ้าน จํานวนผู้ที่ได้รับ ผลกระทบมากมายมหาศาล จากข้อมูลของคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเรียกว่า กป.อพช. เขาประเมินเป็นตัวเลขกลม ๆ ว่าผลกระทบจากนโยบายการทวงคืนผืนป่าหมู่บ้าน ที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย ตัวเลขกลม ๆ คือ ๙,๐๐๐ หมู่บ้าน เป็นภาคเหนืออย่างน้อย ๕,๐๐๐ หมู่บ้าน เป็นภาคอีสานอย่างน้อย ๒,๐๐๐ หมู่บ้าน เป็นภาคใต้อย่างน้อย ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน ภาคกลางอย่างน้อย ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน และจากข้อมูลของกรมป่าไม้ในปี ๒๕๔๓ มีครอบครัว ที่อยู่ในพื้นที่ป่าชุมชนที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ครอบครัว ครอบคลุม พื้นที่ไม่น้อยกว่า ๖.๔ ล้านไร่ และมีครอบครัวที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตหวงห้ามการล่าสัตว์ประมาณ ๑๘๖,๐๐๐ ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๒.๒ ล้านไร่ แล้วล่าสุดจากการสํารวจการถือครองและการทําประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ โดยกรมป่าไม้เป็นคนสํารวจ โดยศูนย์การแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้เมื่อปี ๒๕๔๔ เท่าที่ผม ค้นหาข้อมูลมาได้ ซึ่งมีการสํารวจการครอบคลุม ซึ่งการสํารวจในครั้งนี้ยังไม่ครอบคลุมหมด ทั้งประเทศ พบว่าจํานวนผู้ที่อยู่ในเขตป่ามีทั้งสิ้น ๔๖๒,๔๕๐ ครัวเรือน เป็นเนื้อที่ทั้งสิ้น ๘,๑๖๖,๑๘๔ ไร่ นี่คือพี่น้องที่กําลังจะได้รับผลกระทบ ท่านประธานครับ จากข้อมูลของ กรมป่าไม้หลังประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่าจากการศึกษาข้อมูล จากบทสรุปของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คดีที่กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติได้ ดําเนินคดีกับชาวบ้านนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีนัยสําคัญเมื่อปี ๒๕๕๒-๒๕๕๖ กรมป่าไม้ ดําเนินคดีกับชาวบ้านจํานวน ๖,๖๕๖ คดี และในช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘ มีจํานวนคดีเพิ่มขึ้น ๙,๒๓๑ คดี ส่วนการดําเนินคดีกับชาวบ้านของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๖ ดําเนินคดีกับชาวบ้านที่อยู่ในเขตอุทยาน จํานวน ๕,๐๐๐ คดี ในขณะที่ช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๕๙ คดีเพิ่มขึ้นเป็น ๖,๐๐๐ คดี ท่านประธานครับ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สรุปผลการดําเนินคดีของกรมป่าไม้นั้นเพิ่มขึ้น ๓๘ เปอร์เซ็นต์ และอุทยานแห่งชาติเพิ่มขึ้น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องประชาชนถูกดําเนินคดี ขึ้นเรื่อย ๆ และไม่รวมถึงปัจจุบันว่าเป็นจํานวนเท่าใด ซึ่งต้องศึกษาข้อมูลต่อไปจากที่ผมกล่าวมา ทั้งหมด จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่านโยบายทวงคืนผืนป่านั้นส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน มหาศาล และสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ก็คือพี่น้องประชาชนถูกยื้อแย่งที่ดินทํากินและมีคดีติดตัวครับท่านประธาน พี่น้องยากไร้ ทั้งประเทศถูกยื้อแย่งที่ดินทํากินและมีคดีติดตัวนั่นก็มีแต่พี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ทั่วประเทศ ทั้งนั้น แม้คําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ จะระบุแนวทางการปฏิบัติไว้ในข้อ ๒.๑ ที่ว่าการ กระทําการใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ ที่ดินทํากิน ซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ที่มีอยู่ก่อนคําสั่งที่มีผล คําสั่ง คสช. มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ต้องดําเนินการสอบสวนและพิสูจน์ทราบ เพื่อกําหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม และดําเนินการไต่สวนตามขั้นตอนต่อไป แต่ท่านประธานครับ เจ้าหน้าที่รัฐยังคงดําเนินคดี กับพี่น้องชาวบ้านตามคําสั่ง ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ไม่ได้นําคําสั่งตามข้อที่ผมกล่าวมาข้างต้น คําสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งเป็นคุณประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมาปฏิบัติแต่อย่างใด แต่กลับ เลือกใช้คําสั่งที่เป็นโทษมาปฏิบัติกับพี่น้องประชาชนคนยากไร้ นอกจากนี้คําสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนยากไร้ได้จริง ประกอบด้วยคําสั่งกว้าง ๆ ครับท่านประธาน มาจากคําสั่งวิทยุสั่งการ ศปป. ๔ กอ.รมน. เช่นมีการตีความว่าที่ดิน ชาวบ้านที่มีปัจจัยการผลิต เช่น รถไถนาเดินตาม รถอีแต๊ก ให้ตีความไปเลยว่าชาวบ้าน เหล่านั้นเป็นนายทุน ให้ตีความไปเลยว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ มาประกอบ ไม่พิจารณาประวัติศาสตร์หมู่บ้าน ไม่พิจารณา การเข้าไปทํากินก่อนหรือหลัง แต่กลับตีความว่ามีรถไถเดินตามก็เป็นนายทุนแล้ว ไม่เข้ากับ มาตรการคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ นี่ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ได้จริงใจหรือคําสั่งแผนแม่บท ฉบับนี้ไม่ได้จริงใจที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนคนยากจนจริง เพียงแต่ใช้อํานาจนิยม ในการเบียดขับพี่น้องให้ไร้ที่ดินทํากิน ท่านประธานครับ จากที่ผมกล่าวมาผมขอตั้งข้อสังเกต ว่าแผนแม่บทที่เกิดขึ้นนั้นมาจากกลุ่มคนเพียง ๑๗ คนเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ ทหาร ๑๑ คน กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนักวิชาการบางส่วน แต่ขาดซึ่งการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนและนักวิชาการในสาขาอื่น ๆ และทั้งนี้ครับ เร่งรัดที่จะออกแผนแม่บทฉบับนี้ เร่งทําภายใน ๔๕ วัน หลังจากที่คําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ออกมา ทําแค่ ๔๕ วัน ทั้ง ๆ ที่แผนแม่บทฉบับนี้คนที่ได้รับผลกระทบ มีจํานวนไม่ต่ํากว่า ๑๐ ล้านคน ไม่เกิน ๑๕ ล้านคน ไม่ต่ํากว่า ๑๐ ล้านคนครับท่านประธาน แต่ใช้เวลาสั้น ๆ เพียง ๔๕ วัน ขาดการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ขาดการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป