สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เสนอญัตติด่วนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทบทวนผลกระทบและปรับปรุงประกาศ คำสั่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร รวมถึงกฎหมายที่ประกาศโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะปฏิวัติ โดยเน้นให้ตรวจสอบความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายที่ขัดเจตนารมณ์เดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อทำเหมืองและโครงการ EEC ที่อาจกระทบประชาชน ทั้งนี้เพื่อคืนความสมดุลให้ระบบกฎหมายในกรอบประชาธิปไตยโดยไม่แบ่งฝักฝ่าย
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมและเพื่อนสมาชิก ในพรรคประชาธิปัตย์อีก ๕-๖ ท่าน ได้เสนอญัตติด่วน ในเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบและหาแนวทางแก้ไขผลจากประกาศ และคําสั่งคณะปฏิวัติคณะต่าง ๆ ประกาศและคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คําสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และศึกษาผลกระทบและความเหมาะสม ของกฎหมายที่บัญญัติโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อหาแนวทางปรับแก้ให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเพื่อนสมาชิก ที่ร่วมเสนอนอกจากผมแล้วคือท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านกรณ์ จาติกวณิช ท่านอิสสระ สมชัย ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ และท่านถาวร เสนเนียม
ผมขอกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นนะครับว่าวัตถุประสงค์ของญัตติ ที่ผมได้เสนอไปนั้นอาจจะแตกต่างกับเพื่อนสมาชิกซึ่งได้ลุกขึ้นมาเสนอตั้งแต่แรกของญัตติ ที่มีการเสนอกันในวันนี้ คือบางญัตตินั้นจะจํากัดเฉพาะเรื่อง เช่น มุ่งประสงค์เฉพาะเรื่อง ของประกาศ คําสั่งของ คสช. เท่านั้น แต่ในญัตติของผมนั้น รวมทั้งเพื่อนที่ร่วมเสนอด้วยกัน เรามุ่งไปตั้งแต่เรื่องประกาศ คําสั่ง คสช. ไปเรื่องประกาศคณะปฏิวัติที่อาจจะยังมีบังคับใช้อยู่ รวมถึงกฎหมายที่บัญญัติโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมีมากกว่า ๔๐๐ กว่าฉบับอีกด้วย เหตุผลที่พวกกระผมได้เสนอญัตติฉบับนี้ขึ้นมาซึ่งอาจจะดูว่าเป็นการให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ แต่เหตุผลในการเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญนั้นเนื่องจากเราเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีประกาศ ไปแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๐ มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมาที่ คสช. ได้เข้าใช้อํานาจในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ ได้มีการออกประกาศ คําสั่งหลายฉบับ ด้วยกัน แม้ว่าจะมีการออกประกาศ คําสั่ง คสช. ให้ยกเลิกบางประกาศ บางคําสั่งไปแล้ว แต่บางประกาศ บางคําสั่งมีสถานะเป็นกฎหมาย ซึ่งเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปก็สมควร ที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย บางช่วงเวลาเราเข้าใจ เวลามีการเข้ามายึดอํานาจจะมีความเร่งด่วนฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีการประกาศ คําสั่งบางฉบับไปเพื่อประสงค์ผลที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่ความเร่งด่วนบางทีถ้ามีผลต่อมา อาจจะมีผลกระทบก็เป็นเรื่องที่พวกเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็สามารถจะหยิบยกขึ้นมา พิจารณาได้ ประกอบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามีสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมีการออกกฎหมาย จํานวนมาก แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ความเร่งรีบ การขาดกระบวนการที่จะมีการตรวจสอบถ่วงดุล อาจจะมีกฎหมายบางฉบับ ที่เมื่อมีการประกาศใช้ไปแล้วก็อาจจะมีผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน อันนี้เป็นเหตุผลเบื้องต้น ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมกับเพื่อนสมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์เราเสนอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาศึกษาเรื่องของผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้
ผมเรียนท่านประธานครับว่าการเสนอให้ตั้งกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมานั้นไม่ได้ มีวัตถุประสงค์ในทางการเมืองแต่ประการใด แต่เราทําหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกของ สถาบันนิติบัญญัติครับ สถาบันนิติบัญญัตินั้นเป็น ๑ ใน ๓ อํานาจของประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขในประเทศเรา ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและ ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติเรา เราทําหน้าที่ในการออกกฎหมายนะครับ ดังนั้นผมจึงเห็นว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติโดยตรง ญัตตินี้ไม่ใช่ญัตติที่มีความมุ่งประสงค์ในทางการเมือง ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติมันไม่ใช่เรื่องของการมาเอาคืน คสช. ด้วยความไม่ชอบ แล้วก็ไม่ใช่ เรื่องที่จะต้องมาปกป้อง คสช. ซึ่งเขาได้ทําหน้าที่ของเขาจบครบกระบวนความไปแล้วตั้งแต่ เมื่อเรามีการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทางกฎหมายต่างหากที่เราควรที่จะ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาและหาทางปรับปรุงให้เข้ากับระบบกฎหมายปกติ ในฐานะที่สภานี้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน เราควรจะสะท้อนเจตจํานงของ ประชาชนในการที่จะปรับแก้กฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้นให้กลับไปสู่เจตจํานงของประชาชน และกลับสู่ระบบกฎหมายปกติ ถ้าเราตัดอคติความชอบหรือไม่ชอบในเรื่องของการยึดอํานาจ ที่เกิดขึ้น ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบครับ โดนจับไปอยู่ในค่ายทหารเช่นเดียวกัน แต่เรื่องนั้นเป็นประเด็นที่เกิดขึ้น ผมจะรู้สึกอย่างไรเป็นอีกเรื่อง แต่วันนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิก ของสถาบันนิติบัญญัติ เราจะใช้ฐานะของความเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติมาปรับปรุงแก้ไข กฎหมายผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปว่าหลายประกาศ คําสั่งนั้น เป็นกฎหมายไปแล้ว และผมจะได้ยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังว่าเราจําเป็นที่จะต้องปรับแก้ ในทิศทางเหล่านั้นอย่างไร ผมจะไม่พูดถึงว่าการรัฐประหารมันดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะบางที เวลาเราหยิบยกคําว่า เผด็จการ ขึ้นมาคําเดียว แล้วพยายามจะบอกว่าเผด็จการเป็นเรื่องของ ทหารเท่านั้น บางทีเราก็ลืมไปว่าภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตยก็มีเผด็จการเช่นเดียวกัน เราอาจจะเคยได้ยินบทความซึ่งหนังสือต่างประเทศเคยเขียนถึงซอมบี ดีมอคเครซี (Zombie democracy) เป็นประชาธิปไตยแต่ไร้หัวใจ แต่วันนี้ไม่ได้อยู่ในประเด็นเหล่านี้ผมจะไม่หยิบยก ประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา แต่ประเด็นที่ผมจะหยิบยกเป็นอย่างนี้ครับว่า นับตั้งแต่ประเทศไทย มีคณะปฏิวัติที่เกิดขึ้นมาในแต่ละช่วง แต่ละเหตุการณ์มันมีเหตุมีผลที่ทําให้เกิดเหตุการณ์ของ การรัฐประหาร เราจะชอบ เราจะไม่ชอบ เราจะต่อต้านหรือไม่ต่อต้านอย่างไรแต่สิ่งเหล่านั้น เกิดขึ้นแล้ว ผลที่เกิดขึ้นคือประกาศคณะปฏิวัติและคําสั่งที่เกิดขึ้นรวมทั้งประกาศที่เกิดขึ้น ในส่วนของ คสช. ด้วย คสช. เข้ามาในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ ถ้าจะย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ ในขณะนั้นย้อนกลับไปดูได้ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ๑๐ ปีว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผมจะไม่ย้อนความในสิ่งเหล่านั้นเพราะหลายคนอาจจะบอกว่าคนนั้น คนนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้รับผลประโยชน์ นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ แต่ประเด็นคือการปฏิวัติแต่ละครั้ง การรัฐประหาร แต่ละครั้งก็มีเหตุมีผลที่มันเกิดขึ้น หลายครั้งที่เราบอกว่าไม่อยากเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดไปแล้ว ผลที่เกิดขึ้นต่างหากเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องหยิบจับนํามาปรับปรุง ถ้าไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ก็ต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารในประเทศนี้อีก ผมไม่เชื่อว่ารัฐประหารจะเกิดขึ้น บนสุญญากาศครับ
ทีนี้ คสช. เข้ามาเมื่อประมาณ ๕ ปีที่แล้ว ความจริง คสช. ที่เข้ามาเบื้องต้นนั้น เข้ามาควบคุมสถานการณ์ แต่ คสช. ไปเป็นรัฐบาลทําหน้าที่บริหารประเทศด้วย หัวหน้า คสช. ไปเป็นนายกรัฐมนตรีใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ ออกประกาศ คําสั่งต่าง ๆ มากมาย มีตัวเลขตั้งแต่ ๔๕๖ ไปจนกระทั่งถึง ๕๐๐ กว่าประกาศและคําสั่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ตรงนี้ ต่างหากที่ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติจะต้องหยิบยกมาว่าเมื่อเขาพ้นจากความเป็น คสช. มีการเลือกตั้งออกประกาศยกเลิกไปแล้วอะไรที่ยังมีผลกระทบอยู่และควรที่จะหยิบขึ้นมา ปรับปรุง ความจริงเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปผมก็พอฟังออกครับ ในอดีตมันเคยมีความคิด ๒ อย่างเถียงกัน คือ ๑. มีความคิดว่าไม่ยอมรับอํานาจที่มาจากการรัฐประหารยึดอํานาจ ดังนั้นอะไรที่เป็นประกาศ คําสั่งให้ถือว่าไม่มีอยู่เลย หมด ไม่มีสภาพบังคับใช้และบางคน มีความคิดสุดขั้วว่าไม่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดตั้งแต่ต้น แต่ก็มีคนแย้งว่าประกาศ คําสั่งคณะปฏิวัติ ในหลายสถานการณ์นั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และมีการปฏิบัติไปแล้วถ้าบอกว่า ไม่มีผลเลย การกระทําที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประกาศ คําสั่งเหล่านั้นยังอยู่ก็จะเกิดความอลเวง โกลาหลต่อการบังคับใช้กฎหมาย การฟ้องร้องจะเกิดขึ้นต่าง ๆ มากมายในอดีตเคยมีการ ฟ้องร้องเรื่องนี้กันนะครับ แล้วมีคําพิพากษาศาลฎีกาซึ่งมีการหยิบยกมาพูดกันหลายครั้ง เช่น คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๕/๒๔๙๖ ซึ่งวางแนวไว้ว่าการที่คณะรัฐประหารยึดอํานาจ การปกครองได้สําเร็จนั้น คณะรัฐประหารย่อมมีอํานาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก และออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศชาติต่อไปได้ มิฉะนั้นประเทศชาติจะตั้งอยู่ด้วยความสงบไม่ได้ ในตอนนั้นก็วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ เขาฟ้องกันคือปี ๒๔๙๐ จึงเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์ การแต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นรัฐมนตรีในตอนนั้น ก็ย่อมเป็นการชอบด้วยครับ ความหมายนี้คือมีการวางแนวในการยึดอํานาจการปกครอง คณะรัฐประหารย่อมเป็นรัฏฐาธิปัตย์ การออกประกาศ คําสั่งทั้งหลายถือว่าเป็นกฎหมายด้วย เช่นเดียวกันกับคําพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ มีนักวิชาการไปวิพากษ์วิจารณ์ไว้ครับ แต่ก็ไม่มีผลที่จะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงยอมรับในสภานี้ก็เดินด้วยแนวทางนี้ เช่นเดียวกันว่าประกาศและคําสั่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็เป็นกฎหมาย แต่วันนี้เหตุการณ์จบไปแล้ว เราจะทําอย่างไรต่อ นี่คือประเด็นที่ผมหยิบยกการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา ความจริงแล้วประกาศและคําสั่งมีจํานวนมากแต่ผมเห็นว่าประกาศและคําสั่งที่มีผลให้มีการ เปลี่ยนแปลงสาระสําคัญในกฎหมายควรหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ยกตัวอย่างเช่นที่เพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่นี้ได้พูดถึงเรื่องของการแก้หรือมีผลต่อกฎหมาย ส.ป.ก. อันนี้ก็คือประกาศและ คําสั่งของ คสช. ซึ่งออกไว้ที่เรียกว่า คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓๑/๒๕๖๐ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ส.ป.ก. ความหมายก็คือว่ากฎหมาย ส.ป.ก. ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ มีวัตถุประสงค์ชัดก็คือ เพื่อเกษตรกรรมแต่ต่อมาในพื้นที่ ส.ป.ก. มีคนที่ไปขออนุญาต ส.ป.ก. ทําเหมืองแร่บ้าง ขออนุญาต ส.ป.ก. ไปทําพลังงานทดแทนบ้าง ในอดีต ส.ป.ก. เคยออกระเบียบไปรองรับ เรื่องของการทําเหมืองแร่และเรื่องของพลังงานจนมีคนไปฟ้องศาลปกครอง ศาลปกครองวินิจฉัย ๒ ครั้ง ครั้งแรกโดยศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ บอกว่าการกระทํา เช่นที่ว่านั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส.ป.ก. คือเอาไปทําที่ที่ทําเหมืองพลังงาน หรือสํารวจปิโตรเลียมไม่ได้ ต่อมามีการฟ้องศาลปกครองสูงสุด วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐ ก็ได้มีคําวินิจฉัยออกมาชัดเจนเป็นคําพิพากษาอีกว่าระเบียบเช่นที่ว่านั้นของ ส.ป.ก. นั้นเป็น การขัดต่อกฎหมายหรือเจตนารมณ์ของ ส.ป.ก. ต้องการพิทักษ์แนวทางของการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมเอาไว้ แต่การออกคําสั่ง คสช. ที่ ๓๑/๒๕๖๐ นั้นมีผลให้สํานักงาน ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไปออกกฎกระทรวงเป็นกฎกระทรวงที่ไปรองรับเรื่องของ การทําเหมือง โดยไปออกกฎกระทรวงตามหลังคําพิพากษาเพียงไม่นานนักว่าเป็นกฎกระทรวง กําหนดหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขในการขอและพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ ใช้ประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งยอมให้มีการทําเหมือง ยอมให้มีการทําเรื่องของ พลังงานทดแทนและเรื่องของการสํารวจและทําปิโตรเลียมได้ ผมเข้าใจใน ๕ ปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหาร คสช. อาจจะมีบางเรื่องที่เห็นว่ามีผลกระทบผู้ประกอบการก็ร้องไป อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวเอาไว้ อันนั้น ส.ป.ก. ได้ไปทําระเบียบรองรับเมื่อวานซืนครับ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. เข้ามาชี้แจงในคณะกรรมาธิการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมสอบถามเองว่าภายใต้กฎกระทรวงฉบับนี้มีเหมืองที่ขอไปทําแล้วจํานวนเท่าไรครับ ท่านรองเลขาธิการชี้แจงบอกว่าเขาอนุญาตเฉพาะที่เคยขอไว้เดิมแต่จะไม่อนุญาตให้รายใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑๐ จังหวัด แต่ประเด็นของผมก็คือเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว มาจนกระทั่งเรามีสภาชุดใหม่ที่เรากําลังทําหน้าที่อยู่ในขณะนี้เราจะคงเจตนารมณ์เดิมของ กฎหมาย ส.ป.ก. ที่ต้องการให้เป็นที่เพื่อการเกษตรกรรมต่อไปหรือไม่ ผมว่าการตั้งกรรมาธิการวิสามัญจะสามารถหยิบเอาตรงนี้ขึ้นมาทบทวนได้ครับ ถ้าหากว่าเรา ไม่เห็นด้วย โดยเสียงข้างมากของกรรมาธิการเสนอสภาที่จะนําไปสู่กระบวนการแก้ไข เช่น มีการตรากฎหมายหรือใช้กรรมวิธีทางกฎหมายใดที่ให้ยกเลิกกฎกระทรวงเหล่านั้น เพื่อให้ ส.ป.ก. กลับไปเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมดังเดิม ไม่มีใครรับประกันได้ ถ้าไม่มี การศึกษาหยิบมาทบทวน โดยเจตนารมณ์ของสภานิติบัญญัติชุดนี้ว่า วันนี้รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ตอบผมในกรรมาธิการว่าเขาอนุญาตให้เฉพาะเหมืองที่ขอไว้แล้วหรือบริษัทที่ขอ ทําพลังงานทดแทนที่ขอไว้แล้วไม่อนุญาตให้รายใหม่ แต่โดยคําสั่งที่ไปทําแบบนี้ไปออก กฎกระทรวง ออกระเบียบมารองรับแล้วในอนาคตละครับ ถ้าเกิดมีรายใหม่ไปขอกระทบ ไปถึงพื้นที่ ส.ป.ก. อื่น ๆ ที่พี่น้องประชาชนทําเกษตรกรรมอยู่ด้วย ผลกระทบย่อมเกิดขึ้น อย่างมากมายนี่เป็นประเด็นเล็ก ๆ ที่ผมหยิบยกขึ้น แต่เป็นเรื่องใหญ่ในเรื่องของ ส.ป.ก. เราทบทวนได้ สิ่งนี้ถ้าจะทําไม่ใช่การกลับไปเช็กบิล (Check bill) คสช. ว่าคุณทําอะไรผิด ผมต้องย้อนเอาผิดคุณด้วย ประเด็นการเมืองเหล่านั้นต้องตัดไป แต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้อง ดูเจตนารมณ์ของพวกเราในฐานะตัวแทนประชาชนว่ากฎหมาย ส.ป.ก. ยังจะคงเจตนารมณ์ ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต่อไปอีกหรือไม่ นี่เป็นตัวอย่างครับ
นอกจากนั้นยังมีประกาศ คําสั่งที่ไปทําเรื่องของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี (EEC) ในกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสภาชุดนี้ก็ได้ มีการพิจารณาเรื่องของอีอีซี (EEC) แล้ว จริง ๆ มีคนเขียนวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องของอีอีซี (EEC) คือเรื่องของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหลายครั้ง ที่ผมพูดไม่ได้แปลว่าไม่เห็นด้วย กับการที่จะต้องมีโครงการในการที่จะทําให้เศรษฐกิจเราโตขึ้น เราจําเป็นต้องทํา แต่อาจจะ ด้วยความประสงค์อย่างไรก็แล้วแต่ หรือขาดการพิจารณาถึงผลกระทบโดยรอบคอบ ประกาศ และคําสั่งรวมถึงการไปออกกฎหมายอีอีซี (EEC) ในยุคของ คสช.ที่ผ่านมา ๔-๕ ปีนั้น มันก็มีผลกระทบด้านลบด้วย การไปยกเลิกเรื่องของกฎหมายผังเมืองก็ดี ซึ่งมันส่งผลเยอะ การไปยกเลิกเรื่องของหลักเกณฑ์ในการขอตั้งโรงงานต่าง ๆ โรงงานขยะที่เกิดจากอุตสาหกรรม ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเคยมีมาตรการในการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบไว้อย่างเข้มข้นนั้น โดยกฎหมายที่ออกในเวลานั้นกลับไปลดตัดทอนขั้นตอนเหล่านี้ลงจนเกรงว่าจะเกิดผลกระทบ ต่อประชาชนจากโรงงานขยะต่าง ๆ เหล่านั้นติดตามมาด้วย ในเวลาที่ประเทศต้องเดินไป เราก็ต้องคิดถึงคนที่อยู่ข้างหลัง แนวทางรัฐบาลก็ประกาศเอาไว้ว่าจะไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง ผลกระทบจากอีอีซี (EEC) เหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่กรรมาธิการวิสามัญถ้าจะจัดตั้งขึ้นหยิบจับ ขึ้นมาทบทวนและอาจจะปรับปรุงแต่งเติม หรือเพิ่มบทบัญญัติใดในการไปป้องกันผลกระทบก็ได้ เสียงที่เกิดจากผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้นับวันจะดังขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเอาคืน เรื่องคัดค้านอย่างหัวชนฝาเท่านั้น มันเป็นการทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกของสถาบันนิติบัญญัติ ผมคิดว่าผู้แทนราษฎรที่มาจากเขตพื้นที่อีอีซี (EEC) อย่างจังหวัดระยอง อย่างจังหวัดชลบุรี อย่างจังหวัดฉะเชิงเทรา เราปฏิเสธเสียงของชาวบ้านที่เขาได้รับผลกระทบไม่ได้ครับ มันเป็น โอกาสที่หยิบขึ้นมาในช่วงนี้ ที่จะหยิบขึ้นมาทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นและนําเสนอในฐานะสมาชิก ของสถาบันนิติบัญญัติเพื่อนําไปสู่การแก้ไขด้วย
อีกประเด็นหนึ่งคือกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เช่นเดียวกัน ถ้าท่านประธานจําได้เมื่อวานนี้ครับ เราเพิ่งลงมติเพื่อรับรองเรื่องของพระราชกําหนดที่ออกมา เพื่อยืดเวลาการบังคับใช้กฎหมายซึ่งออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรายังมีกฎหมาย ลักษณะนี้อีกกี่ฉบับไม่มีใครรู้ เราจะทําทีละฉบับแล้วก็เกิดประเด็นแต่ละครั้งหรือครับ ขณะเดียวกันในการแก้ไขกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น หลายฉบับที่มีคนวิตกกังวล เช่นกฎหมายโรงงานที่ไปมีการเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญที่อาจจะทําให้ การควบคุมโรงงานที่เกิดขึ้นนั้นมันย่อหย่อนลงและมีโอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนได้ เช่นเดียวกัน การตั้งกรรมาธิการไม่ได้แปลว่าการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้นต้องชะลอลง ยังบังคับต่อไปจนกว่าผลการศึกษาออกมาแล้วนําไปสู่กระบวนการแก้ไข แต่ผมคิดว่าเป็นการ ทําหน้าที่อย่างสมบูรณ์ในฐานะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของพวกเราครับ ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานฟัง ๒-๓ ประเด็น ยังมีประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งอันนี้ก็วิพากษ์วิจารณ์ มีทั้งในบางส่วนที่กระทบจริงบางส่วนอาจจะเกิดจากความรู้สึกอย่างอื่นด้วย แต่ผมเข้าใจ ในสถานการณ์เหล่านั้นที่เขาจําเป็นจะต้องควบคุมหรือทําให้สถานการณ์กลับสู่ความสงบ โดยเร็ว แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปบางเรื่องอาจจะต้องหยิบกลับมาทบทวน สอบถามสมาชิก ในสภานิติบัญญัติในขณะนี้ว่าเรายังประสงค์ให้เดินเช่นนั้นอยู่หรือไม่ ฉะนั้นผมเสนอญัตตินี้ มาหลายคนอาจจะดูว่ามันแปลกหรือไม่ที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีฐานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อยู่ด้วย ในส่วนตัวของผมที่ยังเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ผมเพียงแต่ชี้แจงกับท่านประธาน เพื่อนสมาชิก รวมถึงพี่น้องประชาชนว่าบางเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนนั้นมันก็ต้อง มองข้ามเรื่องของฝักฝ่าย หรือเรื่องของการถือข้างในทางการเมือง เราต้องหยิบผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ผมไม่มีอคติใด ๆ ไม่ว่าจะชอบ หรือไม่ชอบ แต่เราต้อง ทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกของสภานิติบัญญัติซึ่งทําหน้าที่นิติบัญญัติของประเทศไทยที่ต้อง ปรับระบบกฎหมายต่าง ๆ กลับไปสู่ระบบปกติและสะท้อนเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน โดยเร็ว ผมจึงยังยืนยันที่จะให้สภานี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบ ของประกาศ คําสั่งย้อนกลับไปถึงคณะปฏิวัติทุกชุด รวมถึง คสช. และพิจารณาดูกฎหมาย ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อที่จะดูว่าอันใดที่ควรจะปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่อง หรือผลกระทบ เพื่อให้เกิดผลดีกับพี่น้องประชาชนมากที่สุดครับท่านประธาน