ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เสนอญัตติให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบเฉพาะคำสั่ง คสช. ที่กระทบสิทธิผู้บริหารท้องถิ่น 377 คนที่ยังถูกพักปฏิบัติหน้าที่ โดยเรียกร้องให้พิจารณาอย่างเป็นธรรมแยกจากอคติทางการเมือง และทบทวนความจำเป็นของคำสั่งในสถานการณ์เร่งด่วนที่ไม่สามารถใช้กระบวนการปกติได้
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ผมในฐานะที่เป็นผู้ขอเสนอญัตติเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบจากการกระทํา ประกาศ คําสั่ง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่ว่า ญัตติของผมจะต่างกับท่านที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้า เพราะว่าท่านที่อภิปรายไปก่อนหน้าผม หรือญัตติหลาย ๆ คนจะเป็นการศึกษาผลกระทบจากคําสั่ง คสช. ทั้งหมดโดยเหมารวม ซึ่งผมคิดว่ามันอาจจะไม่เป็นธรรมกับการพิจารณาในเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเรามีอคติและ มีความคิดที่ไม่ชอบทหาร หรือไม่เห็นด้วยกับ คสช. แล้วจะเหมาว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ คสช. ทําในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา จะไม่ดีทั้งหมดผมว่าไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกันครับเหมือนกับผม ผมอาจจะไม่ชอบ พรรคการเมืองบางพรรคไม่ชอบนักการเมืองบางคน เพราะว่ามีอุดมการณ์มีความคิด ที่แตกต่างกัน แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับทุก ๆ เรื่องที่ท่านทํา ถ้าบางเรื่องบางพรรคการเมือง นักการเมืองบางท่านทําสิ่งที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ผมก็พร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความเห็นชอบนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องดูที่เนื้อหาสาระ ไม่ใช่ดูที่ว่ามีคําว่า ทหาร มีคําว่ามิลิทารี (Military) แล้วผิดทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอ ญัตติขอให้ศึกษาผลกระทบของคําสั่ง คสช. เฉพาะในส่วนที่ผมเห็นว่ามีปัญหาจริง ๆ ก็คือเรื่องการดําเนินการของ คสช. กับผู้บริหารท้องถิ่น และผู้มีตําแหน่งในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันนี้พูดง่าย ๆ ก็คือว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีคําสั่งของ คสช.อยู่ ๘ ฉบับ ที่เป็นคําสั่งพักราชการ หรือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ของนายก อบต. นายกเทศบาล นายก อบจ. รวมถึงข้าราชการ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ผมนับรวมมาได้ ๘ คําสั่ง มีอยู่ ๔๐๐ คน ซึ่งปัจจุบัน มีการปลดล็อกหรือคืนตําแหน่งให้เพียง ๒๓ คน เพราะฉะนั้นหมายความว่าอีก ๓๐๐ กว่าคน ไม่ได้ถูกปลดล็อก ซึ่งผมคิดว่าการทําอย่างนี้ คําสั่งแบบนี้เป็นคําสั่งที่กระทบกับสิทธิเสรีภาพ อย่างรุนแรงของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะคนที่โดนปลดออกจากตําแหน่ง หรือโดนพักการทํางาน ก็คือการถูกลงโทษ แต่ว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่มีการร้องเรียน เข้ามาที่จังหวัดแต่กระบวนการสอบสวน กระบวนการทางกฎหมายในการดําเนินคดียังไม่ถึง ที่สุดนะครับ แต่คําสั่งนี้ก็ไปเหมือนลงโทษเขาแล้ว ให้เขาออกจากราชการหยุดปฏิบัติหน้าที่ ผมยังคิดว่าคําสั่งลักษณะนี้เป็นคําสั่งที่ไม่เหมาะสม ที่ทางสภาควรจะลงมาตรวจสอบดูกัน ในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดีครับ ก่อนจะเข้าถึงเรื่องเฉพาะคําสั่งส่วนท้องถิ่น ผมก็จะศึกษาก่อนว่า ทําไมถึงต้องมีคําสั่งของ คสช. เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ จากที่ผมได้ศึกษา คําสั่ง คสช.จะมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ อยู่ ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกเลยครับ อย่างที่เราทราบกัน ก็คือเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพราะว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. เข้ามาเพื่อคืนความสงบให้บ้านเมือง เราคงจํากันได้นะครับว่าก่อนจะมีการยึดอํานาจ บ้านเมืองของเรามีการประท้วง มีการเดินขบวนกันเต็มท้องถนน รัฐบาลในคณะนั้น ไม่สามารถบริหารราชการได้จนนายกรัฐมนตรีต้องยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งและผลเป็น อย่างไรครับ ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังต่อเนื่องมาก็ทําให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ จัดการเลือกตั้งไม่ได้ เมื่อจัดการเลือกตั้งไม่ได้ไม่มีรัฐบาล ประเทศเดินหน้าไม่ได้บ้านเมือง วุ่นวายสับสน ผมคิดว่าเป็นทางออกเดียวกันแล้วที่ต้องให้ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามายึดอํานาจและแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง คืนความสงบสุขให้กับประเทศไทยของเรา อย่างที่เราเห็นกันมา ๕ ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้นะครับ และเหตุผลสําคัญที่ผมได้ดูในลักษณะ ของการออกคําสั่ง คสช. เขาจะแบ่งเป็น ๔ เรื่อง ๑. ก็คือเป็นเรื่องของความจําเป็นเร่งด่วน ที่ต้องออกเป็นประกาศ คสช. ขึ้นมา ๒. ต้องมีลักษณะเป็นการกระทําเท่าที่จําเป็นเพื่อแก้ไข ข้อจํากัดในการปฏิบัติราชการตามปกติ หมายความว่าถ้าทําตามกฎหมายตามระเบียบราชการ ปกติทําไม่ได้ และจะเกิดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ต่อประเทศชาติ จึงต้องใช้คําสั่ง คสช. เพื่อแก้ปัญหา ๓. มีความจําเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถทําได้ด้วยมาตรการปกติ คือกระบวนการมันอาจจะช้ามาก ใช้เวลามาก เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งรัดกระบวนการ เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนจึงต้องใช้คําสั่งของคณะ คสช. หรือ มาตรา ๔๔ และสุดท้าย เรื่องที่ ๔ เรื่องปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องประกาศ คําสั่ง มาเพื่อแก้ไขโดยทันที แล้วก็ให้สิ้นสุด เมื่อเหตุการณ์ปัญหาต่าง ๆ นั้นหมดไป เท่าที่ผมติดตามจะแบ่งเป็น ๔ เหตุผลหลัก ๆ ในการ ออกคําสั่ง ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ สัก ๒ เรื่อง ให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบ เช่น คําสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องกับ ส.ป.ก. สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดิน ส.ป.ก. อย่างที่เราทราบกันว่า ส.ป.ก. เป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย และถือครองได้คนหนึ่งไม่เกิน ๕๐ ไร่ แต่ในช่วง ที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตได้ไปอนุมัติให้ทําโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กังหันลมซึ่งขึ้นอยู่ เป็นจํานวนมากเลยครับในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้งสิ้น เพราะบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้งอําเภอ แล้วก็ใช้การเช่าต่อจากประชาชน เพื่อทําโรงไฟฟ้าพลังงานลม แต่โครงการดําเนินไปแล้ว ก่อสร้างไปแล้วจ่ายไฟเข้าสู่ระบบแล้ว รัฐบาลอนุญาตไปแล้ว แต่ว่าผิดกฎหมาย ส.ป.ก. ครับ มีพี่น้องประชาชนไปฟ้องศาลปกครอง ศาลปกครองตัดสินไปแล้วด้วยครับว่าผิดกฎหมาย ส.ป.ก. เพราะว่า ส.ป.ก. ทําได้เฉพาะ เกษตรกรรม ใช้ในภาคอุตสาหกรรมทําโรงไฟฟ้าไม่ได้ ต้องรื้อถอนครับ และโครงการเป็น หมื่นเป็นแสนล้านบาท โครงการที่เราจะพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกพลังลมจะทํา อย่างไร มันเดินหน้าไม่ได้ครับ ถ้าใช้กระบวนการกฎหมายตามปกติไม่มีทางแก้ได้เลยครับ มีทางเดียวคือรื้อแล้วก็สร้างใหม่ ที่อื่นที่ไม่ใช่ที่ ส.ป.ก. ฉะนั้นท่านหัวหน้า คสช. ท่านพลเอก ประยุทธ์ เล็งเห็นปัญหาเหมือนกับพี่น้องประชาชนหลายคนในภาคที่เกี่ยวกับพลังงาน ก็เห็นว่าอันนี้ไม่ถูกต้องนะครับ ท่านก็ใช้คําสั่ง คสช. เข้ามาแก้ปัญหา อนุญาตให้แก้กฎหมาย ส.ป.ก. ให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมในพื้นที่ ส.ป.ก. ได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่าการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมในพื้นที่ ส.ป.ก. นี้ ถึงเราจะดูว่าเป็นลักษณะเหมือน โรงงานเป็นโรงไฟฟ้าแต่ว่ามันใช้พื้นที่นิดเดียวเองครับ เขามีฐานแค่ปักเสาและตั้งวินด์ เทอร์ไบน์ (Wind Turbine) ขึ้นไป ใช้พื้นที่ไม่กี่ไร่ต่อ ๑ เสา ข้างล่างก็ปลูกมันสําปะหลัง ปลูกข้าวโพด ทําการเกษตรได้เหมือนเดิมนะครับ แต่ขณะที่เกษตรกรก็ได้ค่าเช่าที่ดินเพิ่มจาก โรงไฟฟ้าพลังงานลม นี่ยกตัวอย่างนะครับ นี่คือการแก้ปัญหาด้วยคําสั่ง คสช. ที่ทําให้ปัญหา เรื่องโรงไฟฟ้าพลังงานลมถูกได้รับการแก้ไขประเทศชาติก็เดินหน้าไปได้นะครับ หรือแม้แต่ เรื่องกรุงเทพมหานครของเราครับ ที่เราคงจํากันได้ว่าช่วงหนึ่งที่รถไฟฟ้า มีโครงการรถไฟฟ้า ช่วงบางซื่อ-หัวลําโพง เปิดมาหลายปีแล้ว ต่อมามีการสร้างรถไฟฟ้าโครงการเตาปูน-บางใหญ่ วิ่งจากเตาปูนไปบางใหญ่ พอเตาปูน-บางใหญ่เสร็จผลปรากฏว่า ๒ โครงการนี้ไม่เชื่อมต่อกัน พี่น้องประชาชนต้องลงจากสถานีเตาปูนแล้วเดินอีก ๑ กิโลเมตรเพื่อมาสถานีบางซื่อครับ ถ้าฝนตกก็เดินไม่ไหวหรอกครับเปียกกันหมด แล้วก็มีบริการรถตู้ รถวินมอเตอร์ไซค์อะไรมา พยายามเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้แต่มันไม่เวิร์ก (Work) สุดท้ายวิธีที่ดีที่สุดคือต้องรวม ๒ ระบบ ทั้งรถไฟฟ้าสายบางซื่อ-หัวลําโพงกับเตาปูนอยากให้เป็นระบบเดียวกันเพื่อความสะดวก ของพี่น้องประชาชน แต่กระบวนการตามกฎหมาย กระบวนการการบริหารจัดการของรัฐ ตามปกติทําไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นคนละโครงการกันประมูลกัน แยกกันมาคนละสัญญา สิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาให้รถไฟฟ้าเชื่อมต่อกันได้ก็คือพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องออก คําสั่ง คสช. ใช้ มาตรา ๔๔ ทําให้ตอนนี้รถไฟฟ้าพี่น้องสามารถมาลงที่สถานีจากบางใหญ่ มาถึงบางซื่อได้ทันทีนะครับ ไม่ต้องลงเตาปูนแล้วเดินไปอีก ๑ กิโลเมตรเพื่อมาขึ้นรถไฟฟ้า ต่อเข้าเมือง นี่คือผลประโยชน์เห็น ๆ เลยครับถ้าไม่มีคําสั่ง คสช. เรื่องนี้ไม่มีทางทําได้ครับ เพราะกฎหมายและระบบราชการของเราทําไม่ได้ครับ และถามว่าคําสั่งแบบนี้มีประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนหรือไม่ครับ ถ้าไม่ทําประชาชนเดือดร้อนบ้านเมืองเสียหายนะครับ อย่างไรก็ดีวันนี้เราเข้าสู่การเลือกตั้งมีประชาธิปไตยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามา ทําหน้าที่แล้วครับ พวกเราก็อยากทําอยากเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหา เข้ามาแก้กฎหมาย ที่เป็นปัญหาของบ้านเมืองนะครับ เช่นเดียวกันครับ คสช. ก่อนที่เขาจะคืนอํานาจให้เรา เขาก็เข้าใจดีครับว่ามีกฎหมาย มีคําสั่ง คสช. อยู่หลายฉบับที่จําเป็นต้องยกเลิก หรืออาจจะต้องมีผลบังคับใช้ต่อหรือไม่ เพราะว่าจะมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นในวันที่ ๒๒ เมษายน หลังจากที่พวกเรา เลือกตั้งกันทางท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้นําคําสั่ง คสช. ทั้งหมด ๕๑๓ ฉบับ มาตรวจสอบมาพิจารณาเพื่อประกาศยกเลิก ไม่ได้สนใจนะครับ พอมีการเลือกตั้งปุ๊บ ท่านเอาคําสั่งทั้งหมด ๕๑๓ ฉบับ คําสั่ง คสช. คําสั่ง มาตรา ๔๔ ทั้งหมดมาพิจารณา แบ่งเป็นกลุ่มครับ กลุ่มที่ ๑ ยกเลิกไปแล้ว ๗๔ คําสั่ง กลุ่มที่ ๒ สิ้นอายุไปแล้ว ๕๐ ฉบับ สิ้นอายุไปแล้วก็คือว่าผลของการบังคับใช้ได้หมดไปแล้ว เช่นการเรียกบุคคลมารายงานตัว เขารายงานตัวเรียบร้อยไปแล้วก็จบไป ก็ไม่มีผลบังคับแล้วครับ กลุ่มที่ ๓ สิ้นผลโดยอัตโนมัติ เพราะได้ดําเนินการเสร็จสิ้นแล้ว กลุ่มที่ ๔ สิ้นผลไปพร้อม คสช. ผมว่าคงเป็นความหมาย ของเรื่องการควบคุมความสงบเรียบร้อยครับ พอวันนี้บ้านเมืองสงบแล้วเข้าสู่ประชาธิปไตย ไม่มี คสช. คําสั่งเหล่านี้ก็สิ้นผลไป กลุ่มที่ ๕ มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ๕๐ ฉบับ กลุ่มที่ ๖ มีฐานะเป็นคําสั่งทางปกครองที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีสามารถยกเลิกได้ เหลืออยู่ ๘๙ ฉบับ และสุดท้ายกลุ่มที่ ๗ ถูกยกเลิกโดยคําสั่ง คสช. ที่ ๙/๒๕๖๒ อย่างที่มีท่านได้อภิปราย ยกเลิกไป ๗๘ ฉบับ เพราะว่าไม่มีความจําเป็นต้องบังคับใช้แล้ว ๗๘ ฉบับมีการยกเลิกไปแล้ว หลังจากที่มีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจะเหลือคําสั่งจริง ๆ ที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่เป็นกฎหมาย ๕๐ ฉบับ มีฐานะเป็นคําสั่งทางปกครองอยู่ ๘๙ ฉบับ ถ้าเป็นกฎหมายพวกเราแก้ไขอย่างไร เราก็เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเสนอแก้กฎหมายได้ หรือถ้าท่านเห็นว่า คําสั่ง คสช. ที่เป็นกฎหมาย ๕๐ ฉบับนี้เรื่องใดมีปัญหา เช่นถ้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรม เราอาจจะให้กรรมาธิการสามัญประจําสภาในด้านอุตสาหกรรมเป็นผู้พิจารณาศึกษาแก้ไข ถ้าเป็นคําสั่ง คสช. ที่เกี่ยวกับการศึกษาถ้ามีปัญหาก็ให้กรรมาธิการสามัญประจําสภา คณะกรรมาธิการการศึกษาเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ได้ เช่นเดียวกัน ผมตั้งญัตติเรื่องนี้เมื่อหลายเดือน ที่ผ่านมาตั้งแต่เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ผมก็ไม่ได้อยู่เฉยนะครับ ผมก็เอาเรื่องนี้เข้าไปให้ คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา ชื่อว่าคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ได้ศึกษาเรื่องนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไข เพราะผมคิดว่าไม่จําเป็นต้องรอให้สภาใหญ่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ กลไกของกรรมาธิการ สามัญประจําสภาสามารถทําหน้าที่นี้ได้ แต่เราต้องแยกเรื่องให้ถูกดูปัญหาให้ชัดนะครับ อย่างเรื่องท้องถิ่นผมได้นําเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการสามัญประจําสภา ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านซูการ์โน มะทา ก็ได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนเป็นอย่างดี ทําให้เราเรียกระทรวงมหาดไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาชี้แจงก็ได้ข้อมูลเกือบทั้งหมด แล้วได้ทางออกร่วมกันเพื่อแก้ไข ปัญหานี้โดยหลักก็คือว่าตอนนี้ในประมาณ ๔๐๐ คนที่โดนคําสั่ง คสช. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ พวกนายก อบต. นายกเทศบาล พอตรวจสอบจริง ๆ เกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ผิดจริง คือส่งไป ป.ป.ช. หรือว่าลงโทษทางวินัย หรือว่าส่งไปศาลกันหมดแล้ว ปลดล็อกไปแค่ ๒๓ คนครับ คือพบว่าไม่ผิด แต่จะมีอยู่เคส (Case) หนึ่งที่น่าเห็นใจซึ่งคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา คณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษก็เห็นด้วย ก็คือมีผู้บริหารและข้าราชการท้องถิ่นอยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าคน ซึ่งกระบวนการสอบสวนล่าช้ามาก ถ้าเราสอบสวนเสร็จพบว่าเขาไม่ผิดกระทรวงมหาดไทย ก็จะส่งเรื่องให้กับท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาปลดล็อกคืนตําแหน่งให้ แต่พอกระบวนการ สอบสวนล่าช้า ๓ ปียังสอบไม่เสร็จครับท่านประธาน ปกติผมว่าเรื่องแบบนี้ ๓ เดือนก็เสร็จแล้ว แต่เนื่องจากว่าอาจจะไปสอบสวนแล้วเจอตอ พูดง่าย ๆ คือไปเกี่ยวข้องกับผู้ว่าราชการจังหวัด ไปเกี่ยวข้องกับอธิบดีไปเกี่ยวข้องกับผู้หลักผู้ใหญ่ เรื่องก็หยุดไม่สอบสวนต่อ ผมยกตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานะครับ หรือที่ซึ่งมีข้าราชการหรือผู้บริหารท้องถิ่น ๑๘ คน ถูกร้องเรียนเรื่องการสอบบรรจุ รับข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือที่จังหวัดมหาสารคามมี อบต. ที่เป็นนายกและปลัด อบต. ๔๒ คน เกือบทั้งจังหวัดครับ โดยล็อกด้วยมาตรา ๔๔ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เขายังมาบ่นเลยว่า น้ําท่วมภัยแล้งเขาช่วยชาวบ้านไม่ได้เลย เพราะว่าทั้งปลัดทั้งนายกหยุดปฏิบัติหน้าที่หมดเลย มีแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ไม่กล้าตัดสินใจ แต่คนเหล่านี้เขาโดนเรื่องเดียวกันครับ การสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็คือเหมือนกับว่ามีการซื้อตําแหน่งกัน จ่ายเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๖๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อจะเป็นข้าราชการท้องถิ่น เป็นการทุจริตในการสอบ แต่ท่านประธานครับข้าราชการ อบต. เป็นคนจัดสอบท้องถิ่นหรือไม่ครับ เทศบาลเป็นคนจัด สอบท้องถิ่นหรือไม่ครับ ไม่ใช่นะครับ จังหวัดครับ กรมการปกครองครับ เพราะฉะนั้นสอบสวน เรื่องเหล่านี้พอสอบสวนไปมันก็หยุดเพราะมันไปต่อไม่ได้ แต่หยุดมา ๓ ปีซุกใส่แฟ้มไว้ แต่คนเหล่านี้ที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นเขาถูกลงโทษไปแล้วครับ เขาโดนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจริง ๆ ก็คือโดนถอดออกจากตําแหน่ง มันค่าเท่ากันก็คือไม่ได้ทํางาน ไม่ได้รับเงินเดือนมา ๓ ปีกว่า บางคนเกษียณไปแล้วยังไม่รู้ชีวิตจะเป็นอย่างไร แล้วนี่กําลังจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ในปีหน้า ถ้ายังไม่มีการปลดล็อกคนเหล่านี้หรือสอบสวนให้เสร็จสิ้นกระบวนการภายในปีนี้ ผมว่ามีปัญหาแน่กับคนกลุ่มนี้ ซึ่งกรรมาธิการสามัญประจําสภาคณะกรรมาธิการการกระจาย อํานาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษก็ได้เร่งรัดเรื่องนี้ครับ ทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเมื่อมาชี้แจงในกรรมาธิการของเราก็รับปากว่าจะไปเร่งรัด ให้สอบสวนเรื่องต่าง ๆ ให้เสร็จภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน หมายความถ้าสอบสวนเสร็จสิ้น เดือนพฤศจิกายนเราหวังว่าภายในสิ้นปีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะปลดล็อกให้คนเหล่านี้ได้ ให้คนเหล่านี้กลับมามีตําแหน่งทําหน้าที่ได้เหมือนเดิมลงสมัครรับเลือกตั้งได้ อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ทําได้ด้วยกระบวนการของกรรมาธิการสามัญประจําสภา ไม่ต้องใช้กระบวนการของ กรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งผมคิดว่ายิ่งตั้งก็จะยิ่งไปสร้างปัญหาอื่น เพราะว่าคําสั่ง คสช. ถ้าเรา เอามาตรวจสอบจริง ๆ มันเป็นคําสั่งที่มีประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ ที่มีปัญหามันมีไม่กี่เรื่องหรอก ถ้าท่านเอาเฉพาะที่มีปัญหาจริง ๆ มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนมาศึกษามาแก้ปัญหา ผมว่าเรื่องนี้จะดําเนินการได้อย่างรวดเร็วไม่เสียเวลาเลย ผมจึงขอถอนญัตติของผมที่เสนอ ในวันนี้ไม่ขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญและขอสนับสนุนให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านช่วยกันโหวตว่า ไม่จําเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญครับเราสามารถนําปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากคําสั่ง คสช. ที่เราคิดว่ามีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ทําให้บ้านเมืองเสียหายเราเอาเป็นเรื่อง ๆ เลย แล้วนําเรื่องเข้ามาพิจารณาในกรรมาธิการสามัญประจําสภา ๓๕ คณะนี่ละครับคือทางออก แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วด้วยครับ จึงขอฝากท่านประธานนําไปสู่เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ให้ช่วยกันลงมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้ทุกเรื่องที่เป็นปัญหาเข้าไปสู่ในมือพวกเรา กรรมาธิการสามัญทั้ง ๓๕ คณะเข้ามาช่วยกันทํางาน แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณครับ