ปิยบุตร แสงกนกกุล แถลงญัตติด่วนเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากคำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยวิพากษ์การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้การยึดอำนาจดูชอบธรรม ทั้งที่ขัดกับหลักนิติธรรมและละเมิดรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการรับรองการกระทำของ คสช. ในรัฐธรรมนูญมาตรา 279 ที่เทียบได้กับการให้เกราะคุ้มกันทางกฎหมายแก่ผู้ทำรัฐประหาร ซึ่งส่งผลให้เกิดระบบกฎหมายคู่ขนานและมรดกทางอำนาจที่ยังคงส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เศรษฐกิจ และกระบวนการยุติธรรมจนถึงปัจจุบัน เขาจึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตราดังกล่าวและยกเลิกประกาศที่เหลือเพื่อปิดช่องทางการยึดอำนาจในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ผมขออนุญาต ใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้แถลงญัตติด่วนที่ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคอนาคตใหม่ ได้แก่ คุณรังสิมันต์ โรม คุณศิริกัญญา ตันสกุล คุณวรรณวิภา ไม้สน และคุณศักดินัย นุ่มหนู ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรนั่นก็คือญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทํา ประกาศและคําสั่ง คสช. และการใช้อํานาจ ตามมาตรา ๔๔ โดยในส่วนของผมนั้นจะอภิปรายถึงภาพรวมแล้วก็แสดงถึงเหตุผลและ ความจําเป็นที่สภาผู้แทนราษฎรต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นครับ
ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง นําโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้น ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของนายกรัฐมนตรี ของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากเลือกตั้ง แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาท่านนี้ได้ก่อรัฐประหารยึดอํานาจจากรัฐบาลพลเรือน และประกาศ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตามข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ถือว่ามีความผิดอาญาฐานกบฏ ในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ซึ่งกําหนดโทษสูงสุดเอาไว้คือ จําคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต แต่ในอีก ๒ เดือนให้หลังคณะทหารในกลุ่มนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ก็ได้ออกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ เป็นรัฐธรรมนูญ ชั่วคราวกําหนดให้การก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้นในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้นไม่มีความผิด พูดกันง่าย ๆ ก็คือคนทําคือ คสช. รู้ทั้งรู้ว่าการกระทําของตนเองนั้นมีความผิดแต่ก็ทํา ทําแล้ว ยึดอํานาจแล้วมีอํานาจแล้วก็มาออกประกาศคําสั่งมาออกรัฐธรรมนูญแล้วก็ประกาศว่า สิ่งที่ตัวเองทําไปที่บอกว่าผิดนั้นให้ถือว่าไม่ผิด หรือเรียกกันเล่น ๆ ว่านี่คือการนิรโทษกรรม ตัวเอง ตามแนวคําพิพากษาของศาลฎีกาไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยึดถือต่อเนื่องกันมาว่า เมื่อไรก็ตามที่คณะรัฐประหารยึดอํานาจได้สําเร็จก็จะกลายสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอํานาจ สูงสุดออกประกาศคําสั่งใด ๆ ก็ได้แล้วก็เสกให้มันมีสถานะเป็นกฎหมาย ท่านประธานครับ คสช. มีกองกําลัง มีอํานาจ มีอาวุธ มีกําลังทางกายภาพเข้ามายึดอํานาจการปกครองประเทศ พูดกันง่าย ๆ คือเป็นเผด็จการ เอาเข้าจริง ๆ แล้วคณะที่เป็นเผด็จการแทบไม่มีความจําเป็นใด ๆ ที่ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือก็ได้ เขาสามารถใช้กําลังทางอาวุธ กําลังทางกายภาพเข้ายึด เข้าปกครอง เข้าปราบปรามผู้เห็นต่างได้อยู่เสมอ แต่ทําไมคณะ คสช. ถึงเลือกใช้มาตรการ ทางกฎหมายจํานวนมากในตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา ระบอบ คสช. ใช้มาตรการทางกฎหมายอยู่ หลากหลายรูปแบบครับ
รูปแบบที่ ๑ เขาพยายามแปลงความต้องการเจตจํานงของ คสช. ให้กลายเป็น กฎหมายให้หมด ด้วยการออกประกาศ คสช. บ้าง ออกคําสั่ง คสช. บ้าง ออกคําสั่งหัวหน้า คสช. บ้าง อยากทําอะไรต้องการอะไรก็เขียนออกมาใส่กระดาษครับ เขียนออกมาชื่อนั้นชื่อนี้ ข้อนั้นข้อนี้ ไล่เลียงไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วก็มาลงนามโดยหัวหน้า คสช. คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสร็จแล้วก็บอกว่ากระดาษทั้งหมดที่ลงนามโดย คสช. นั้นให้กลายเป็นกฎหมาย มีค่าบังคับทางกฎหมายหรือถ้าจะเอาให้แนบเนียนกว่าหน่อยมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็บอกให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ไป ตราพระราชบัญญัติ แล้วสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาจากไหนครับ ก็มาจากการเลือกของหัวหน้า คสช. คนที่ยึดอํานาจ ทีนี้ก็ดูแนบเนียนหน่อย แทนที่หัวหน้า คสช. จะออกประกาศคําสั่งใช้เป็นกฎหมายเอง ก็ไปกระซิบดัง ๆ ไปที่ สนช. ให้ สนช. ตราเป็นกฎหมาย ใช้ชื่อได้อย่างหล่ออย่างสวยว่า พระราชบัญญัติ ไม่ใช่ประกาศคณะรัฐประหารก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะทําโดยการ ออกประกาศคําสั่ง คสช. โดยตรงหรือจะให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตราพระราชบัญญัติ ออกมาก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงนี้เบื้องหลังการถ่ายทําทั้งหมดก็คือเงาทะมึนอํานาจของ คสช. ซึ่งเป็นคนยึดอํานาจการปกครองประเทศนี้ไป
รูปแบบที่ ๒ เมื่อมีการออกกฎหมายต่าง ๆ ของ คสช. มาแล้วก็จะบังคับใช้ กฎหมายเหล่านั้นเพื่อจะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ คสช. ทําเป็นไปตามกฎหมาย ท่านประธานครับ อํานาจที่ใช้ยึดการปกครองประเทศคืออํานาจทางอาวุธ อํานาจโดยรถถังอํานาจทางกองกําลัง ทางกายภาพต่าง ๆ เมื่อยึดเข้ามาแล้วก็มาออกประกาศคําสั่งต่าง ๆ เป็นกฎหมาย แต่พอ เอาเข้าจริง ๆ แล้วบรรดาประกาศคําสั่งทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นเพียงการเอากฎหมาย ไปห่อหุ้มปืนครับ เอากฎหมายไปห่อหุ้มอาวุธ เอาความต้องการของ คสช. แปลงรูปให้ มันกลายเป็นกฎหมาย เสร็จแล้วบรรดาเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ก็ต้องเอาประกาศ คสช. นั้น ไปบังคับใช้ ผมยกตัวอย่างเช่น คณะ คสช. ไม่อยากให้ใครออกมาชุมชนทางการเมืองก็เอา ความต้องการของตนเองไปออกประกาศคําสั่งออกมาชื่อคําสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ห้ามชุมนุม ทางการเมืองตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไปใครฝ่าฝืนมีโทษอาญา ดังนั้นถ้ามีคนออกมาชุมชนทางการเมือง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการก็จะเข้าไปจับกุม ไปคุมขัง ไปดําเนินคดีเสร็จแล้วก็เข้าคุกเข้าตะราง กันไป เพื่อนสมาชิกในห้องนี้หลายท่านก็ประสบเจอกันมา ทั้งหมดนี้ คสช. เขาบอกว่า เขาไม่ได้ใช้ปืน เขาไม่ได้ใช้อํานาจทางกายภาพ แต่ทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายเขาก็สามารถ อ้างได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วถามว่ามันเป็นกฎหมายจริง ๆ หรือมันเป็นความต้องการของ คสช. กันแน่ เช่นเดียวกันครับ คสช. ใช้อํานาจทําโน่นทํานี่สารพัดเรื่องสารพัดราวเต็มไปหมดครับ แล้ว คสช. ไม่อยากให้ใครมาตรวจสอบไม่อยากให้ใครไปโต้แย้งที่ศาล ไม่อยากให้ใครโต้แย้ง ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็เขียนป้องกันตัวเองไว้ว่าสิ่งที่เขาออกมาเป็นประกาศ คําสั่ง คสช. ให้ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนิรันดร์กาล ชั่วกัลปาวสาน ต่อให้คนไม่เห็นด้วย ต่อให้เนื้อหามันไม่ดีอย่างไรก็ทําอะไรมันไม่ได้ครับ มันยังมีผลและมันไม่มีวันขัดกฎหมาย ไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ
ในรูปแบบที่ ๓ คสช. ก็มีความพยายามจะใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างบิดผัน อย่างไม่สุจริต ยกตัวอย่างเช่นมี ป. อาญา มาตรา ๑๑๖ อยู่แล้วในฐานเรื่องความผิดฐานยุยง ปลุกปั่น มันมีพระราชบัญญัติความผิดทางคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว กฎหมายพวกนี้มีอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อน คสช. เข้ามา แต่ คสช. ก็สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง นายทหารคนหนึ่ง เจ้าประจําไม่ต้องเอ่ยนามเขาก็ได้ นายทหารเจ้าประจําคนนี้ก็จะเดินทางไป สน. นั้น ไป สน. นี้ เพื่อไปร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไปแจ้งความในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นบ้าง ในความผิด ฐานผิดกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บ้าง ทั้งหลายทั้งปวงนี้เพื่ออะไรครับ ก็เพื่อที่จะสร้างให้มันเป็นคดีความปักหลังบุคคลที่เห็นต่างจาก คสช. เอาไว้ ทําให้เขาเดิน ไม่สะดวก เขาเคลื่อนไม่สะดวก เขาโต้แย้งกับ คสช. ไม่สะดวก เพราะถูกคดีต่าง ๆ ปักหลังไว้ เรียบร้อยแล้ว คดีปักหลังนี่มันไม่ใช่เรื่องสนุกนะครับ ผมเองไม่เคยโดนเพิ่งมาโดนตอนเป็น นักการเมืองนี่ละครับ ต้องไปปั๊มนิ้วมือครั้งแรกในชีวิต เกิดมาก็เพิ่งรู้ว่าการเป็นผู้ถูกกล่าวหา มันเป็นอย่างไร ต้องไปปั๊มนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว เสร็จแล้วแค่ ๑๐ นิ้ว ปั๊มนิ้วมือยังพอทนครับ มันจะมีคดีความตามมาเต็มไปหมด ท่านต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ไหนจะต้องเตรียมทรัพย์สิน เพื่อประกันตัว แล้วต้องไปลุ้นว่าจะได้ประกันตัวหรือเปล่า การมีภาระทางคดีไม่ใช่เรื่องสนุก ถ้าเกิดนายทหารท่านนี้เที่ยวไปแจ้งความใส่คนโน้นคนนี้แล้วคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุก วันหลังท่านต้องลองโดนคดีดูบ้างครับ ถ้าท่านโดนแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษสักทีหนึ่ง แล้วท่านต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลแบบนี้ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร พอเอาคดีมาปักหลังแบบนี้ มันทําให้บุคคลจํานวนหนึ่งที่คิดอยากจะออกไปเห็นต่างจาก คสช. อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ด้วยความสุจริตใจ อยากจะทํานั่น อยากจะทํานี่ก็มีความกังวลใจแล้วครับว่าอย่างนี้ ถ้าทําไปแล้วจะถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดยนายทหารเจ้าประจําหรือไม่ ดังนั้นเพื่อรักษา ความปลอดภัยของตัวเอง รักษาตัวรอดเป็นยอดดีก็เลือกที่จะเซนเซอร์ (Sensor) ตนเองครับ ไม่ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่างจาก คสช. นี่คือมาตรการทางกฎหมายที่ คสช. เลือกใช้คือเอากฎหมายไปใช้อย่างบิดผัน อย่างไม่สุจริต ท่านประธานครับ คสช. มีอํานาจทางอาวุธ มีอํานาจทางกายภาพ แล้วเขาใช้กฎหมายทําไมครับ ทําไมเขาไม่เอาอาวุธไปปราบ ทําไมเขาไม่เอากองกําลังทางทหารไปจับคนที่เห็นต่าง ทําไมเขา ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เหตุผลผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ข้อครับ
ข้อที่ ๑ การใช้กฎหมายมันสร้างความแน่นอนชัดเจน นอกจากสร้างความแน่นอน ชัดเจนว่าพวกเขาจะทําอะไรได้บ้าง มีอํานาจอะไรได้บ้างแล้ว ก็ต้องสร้างความแน่นอนชัดเจน ไปถึงประชาชนว่าประชาชนที่อยู่ภายใต้อํานาจจงรู้ไว้เสียว่าทําอะไรได้บ้าง ทําอะไรไม่ได้บ้าง ถ้าทําแล้วจะโดนโทษอย่างไร แล้วก็จัดระบบระเบียบกับพวกเจ้าหน้าที่ของเขา ผู้ใต้บังคับบัญชา ของเขาว่าเอ็งจงจําเอาไว้ให้ดีนะอํานาจสูงสุดอยู่ที่ คสช. นี่คือเหตุผลข้อที่ ๑ ที่ต้องใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือ
ข้อที่ ๒ การที่ คสช. ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือนั้นทําให้อํานาจดิบเถื่อน แบบอํานาจทางอาวุธ อํานาจทางกองกําลัง ทางกายภาพกลายเป็นดูอ่อนนุ่ม นุ่มนวลได้มากขึ้น พูดง่าย ๆ คือเนื้อแท้มันดูน่าเกลียดแต่คุณเอาเสื้อผ้าที่ชื่อว่ากฎหมายไปหุ้มคุณไว้ คุณกลายเป็นคนหล่อ คนสวยเลย เอาเครื่องแต่งหน้า เครื่องแต่งกายที่ชื่อว่ากฎหมาย ไปแต่งเสียหน่อย ทําให้อํานาจปืน อํานาจอาวุธทางกายภาพของ คสช. นั้นดูสวยขึ้นทันที ผมขออนุญาตตั้งชื่อให้อย่างนี้ครับ กระบวนการที่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของ คสช. มันคือการใช้อํานาจของ คสช. ใช้เวทย์มนต์ของ คสช. เสกปืนให้กลายเป็นกฎหมาย กระบวนการเสกปืนให้กลายเป็นกฎหมายเช่นนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะได้ยินได้ฟัง หัวหน้า คสช. คือพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา บุคคลที่ละเมิดกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินนี้ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บุคคลที่ก่อรัฐประหารมีความผิดอาญา มีโทษสูงสุด คือประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต บุคคลที่ละเมิดกฎหมายรุนแรงที่สุด ทําลายระบบ กฎหมาย ทําลายระบบรัฐธรรมนูญ แต่บุคคลนี้กลับกล้าชี้หน้าให้คนอื่นเคารพกฎหมายและ อ้างกฎหมายอยู่ตลอดเวลา พอเอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่หัวหน้า คสช. เรียกร้องให้พวกเราเคารพ มันไม่ใช่กฎหมายแต่มันคืออํานาจของเขา เขาเรียกร้องให้พวกเราเคารพอํานาจของเขา ไม่ใช่เรียกร้องให้เราเคารพกฎหมาย การรัฐประหารวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ครั้งนี้เป็น ปรากฏการณ์ใหม่ ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในการเมืองการปกครอง ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ให้กับวงการรัฐประหารในประเทศไทยครับ การใช้อํานาจของ คสช. ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมานั้น มีปรากฏการณ์ใหม่อะไรบ้าง
ข้อที่ ๑ ในแง่จํานวน คสช. เป็นคณะรัฐประหารที่ออกประกาศและคําสั่ง จํานวนมาก นับตั้งแต่รัฐประหารวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ผมขอเอาตัวเลขจากฐานข้อมูลของ สํานักวิชาการ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่รวบรวมเอาไว้ ออกคําสั่งหัวหน้า คสช. ทั้งหมดจํานวน ๒๑๗ ฉบับ ประกาศหัวหน้า คสช. จํานวน ๑ ฉบับ ประกาศ คสช. จํานวน ๑๓๓ ฉบับ และคําสั่ง คสช. จํานวนอีก ๒๑๔ ฉบับ รวมผลิตผลทางกฎหมาย ผลิตผลจาก การเสกปืนให้เป็นกฎหมายทั้งสิ้น ๕๖๕ ฉบับ เมื่อเปรียบเทียบกับคณะรัฐประหารในอดีต ที่ครองอํานาจมา สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครองอํานาจประมาณ ๕ ปี ๑ เดือน ออกประกาศ คําสั่ง ๕๗ ฉบับ เฉลี่ยปีละ ๑๑.๔ ฉบับ สมัยท่านจอมพล ถนอม กิตติขจร หลังรัฐประหาร ปี ๒๕๑๔ ครองอํานาจ ๑ ปี ๑๐ เดือน ออกประกาศคําสั่ง ๙๖๖ ฉบับ เฉลี่ยปีละ ๔๘๐ ฉบับ ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๕ ปี ๑ เดือน ออกประกาศ คําสั่ง ทั้งหมด ๕๖๕ ฉบับ ทั้งหมดที่ผมพูดไปแสดงให้เห็นถึงจํานวนที่มากขึ้น เราอาจจะเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ ออกประกาศ คําสั่งน้อยกว่าสมัยจอมพล ถนอม แต่รายละเอียดมันต่างกัน สมัยจอมพล ถนอม กิตติขจร รัฐประหารวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๔ ท่านครองอํานาจ โดยที่ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปีกว่า ๆ ท่านปกครองประเทศโดยประกาศคณะปฏิวัติ ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเลยครับ ครองอํานาจอย่างนี้มาปีกว่า ๆ ถึงจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๑๕ ขึ้นมา แต่ของพลเอก ประยุทธ์ ครองอํานาจโดยคณะรัฐประหาร ออกประกาศคณะปฏิวัติประมาณ ๒ เดือน แล้วก็มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตามมาด้วย แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แม้จะมีรัฐธรรมนูญถาวร ปี ๒๕๖๐ แต่พลเอก ประยุทธ์ ก็ยังยืนยันที่จะออกบรรดาประกาศ คําสั่งของ คสช. ต่อไป
ปรากฏการณ์ใหม่ข้อที่ ๒ เป็นคณะรัฐประหารที่มีอํานาจมากที่สุด เวลาเรา พูดกันถึงว่าคณะรัฐประหารครองอํานาจนั้นแล้วเรามักจะคิดถึงภาพในอดีต แล้วเรารู้สึกว่า เป็นอํานาจที่เข้มข้นมาก รุนแรงมาก เรามักจะนึกถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรามักจะนึกถึง มาตรา ๑๗ ที่สามารถนําคนไปประหารชีวิตยิงเป้าได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการ ทางศาล เอาเข้าจริง ๆ แล้วถ้ามองในแง่ของระบบรัฐธรรมนูญ ระบบกฎหมาย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอํานาจมาก มีอํานาจมากตรงไหนครับ ขนาดเรามีรัฐธรรมนูญถาวรซึ่งพวกท่าน อ้างกันเสมอว่าผ่านประชามติมาแล้วครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แม้มีรัฐธรรมนูญถาวรแล้ว ตัวหัวหน้า คสช. ก็ยังคงมีอํานาจพิเศษตามมาตรา ๔๔ อยู่นั่นเอง เราพยายามพูดกันครับ หลังยึดอํานาจตอนใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ บอกว่าอํานาจพิเศษแบบมาตรา ๔๔ นั้น มีความจําเป็นในช่วงสถานการณ์พิเศษ ในช่วงที่เราต้องแก้ไขบ้านเมือง แต่เมื่อกลับเข้า สู่ระบบปกติเดี๋ยวก็เลิก มาตรา ๔๔ ก็เลิก แต่เอาเข้าจริงพอมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เกิดขึ้น มาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ยังชุบชีวิตให้มาตรา ๔๔ ซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ซึ่งเลิกไปแล้วกลับมาให้มีอํานาจต่อไป นี่จึงกลายเป็นเรื่องประหลาดที่สุดครับ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีรัฐธรรมนูญถาวรเกิดขึ้นแล้วแต่รัฐธรรมนูญถาวรนั้น ยังให้อํานาจพิเศษแก่คนทํารัฐประหารอยู่
ปรากฏการณ์ใหม่ข้อที่ ๓ เป็นการรัฐประหารที่รับรองบรรดาประกาศ คําสั่ง ของคณะรัฐประหารไว้ได้อย่างรัดกุมที่สุด ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๔๘ ได้รับรองเอาไว้ว่าบรรดาการกระทําทั้งหลายทั้งปวงของ คสช. นั้นให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อมาพอเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตราสุดท้าย มาตรา ๒๗๙ ก็รับรองต่อไปว่าอะไรที่เคยรับรองไว้ตอนปี ๒๕๕๗ ก็ให้มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต่อไป ผมเรียนว่าใครที่สนใจศึกษาเรื่องรัฐประหาร ต้องการศึกษาว่ารัฐประหารเขาทํากันอย่างไร เขาป้องกันตัวเองอย่างไร ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีองค์ความรู้เรื่องการรัฐประหารมากติด ลําดับต้น ๆ ของโลก ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีองค์ความรู้เรื่องการป้องกันตัวเองของ คณะรัฐประหารติดอันดับต้น ๆ ของโลก ถ้านายทหารประเทศอื่นอยากจะยึดอํานาจคงจะต้อง เดินทางมาศึกษาดูงานที่ประเทศไทย จึงเป็นความจําเป็นครับท่านประธาน เราแค่ยกเลิกประกาศ คําสั่ง คสช. อย่างเดียวไม่พอแต่เราต้องทลายเกราะคุ้มกันประกาศ คําสั่งของ คสช. ด้วย วันนี้เราเลิกประกาศ คําสั่ง คสช. ไปแล้วหลายฉบับ แต่ยังมีเกราะคุ้มกันประกาศ คําสั่ง คสช. อยู่ ทั้งที่เลิกไปแล้ว และยังไม่เลิกนั่นก็คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ ดังนั้นสมาชิกของพรรคผม เราจึงพยายามรณรงค์กันอยู่เสมอว่าในท้ายที่สุดต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อยกเลิก มาตรา ๒๗๙ ทลายเกราะคุ้มกันของประกาศ คําสั่ง คสช. ออกไป
ปรากฏการณ์ใหม่ข้อที่ ๔ มันเป็นการใช้อํานาจออกประกาศ คําสั่ง คสช. ที่ครอบคลุมหลายมิติมากที่สุด เมื่อ คสช. ครองอํานาจยาวนานมา ๕ ปี และใช้อํานาจพิเศษ ของตนเองบริหารประเทศ ทําให้ คสช. ออกบรรดาประกาศ คําสั่งจํานวนมากครอบคลุม หลายเรื่องกระทบไปในทุกแวดวง ไม่ใช่มีประกาศ คําสั่งที่มีเป้าประสงค์ในทางการเมือง เท่านั้น ไม่ได้มีแค่ประกาศ คําสั่งที่จัดการศัตรูทางการเมืองของตนเองเท่านั้น หรือจํากัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาประกาศ คําสั่งจํานวนมากที่ไปกระทบกับ ชีวิตประจําวันของผู้คนครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประมง เรื่องป่าไม้ เรื่องที่ดิน เรื่องการศึกษา เรื่องเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ไปรื้อ ไปตั้ง ไปขยายอายุให้เขา เรื่องตํารวจ เรื่องหาบเร่ แผงลอย เรื่องปราบเด็กแว้น ปราบผู้มีอิทธิพล เรื่องสิ่งแวดล้อม ยกเว้นอีไอเอ (EIA) ผังเมือง เรื่องไปแขวนนักการเมืองท้องถิ่น แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กระบวนการยุติธรรมและอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเดี๋ยวเพื่อนสมาชิกก็คงจะได้ลุกขึ้นมาอภิปรายถึงผลกระทบที่กระทบไป ทุกแวดวงเลย ท่านประธานครับ ก่อนที่ คสช. จะจากเราไป คสช. ก็อุตส่าห์ใจดีทิ้งทวนให้เรา หัวหน้า คสช. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกคําสั่ง คสช. ที่ ๙/๒๕๖๒ เพื่อจะยกเลิก ประกาศ คสช. จํานวน ๓๒ ฉบับ ยกเลิกคําสั่ง คสช. ๒๙ ฉบับ และยกเลิกคําสั่งหัวหน้า คสช. ๑๗ ฉบับ รวมแล้วเขายกเลิกให้ ๗๘ ฉบับ เท่ากับว่าตอนนี้เรามีประกาศ คําสั่ง คสช. ในลักษณะแตกต่างกันครับ มีทั้งกรณีที่หัวหน้า คสช. ยกเลิกให้เรียบร้อยแล้วและยังมีกรณี ที่ยังไม่ยกเลิกแล้วหลายเรื่องกระทบสิทธิและเสรีภาพประชาชน ซึ่งทางผมและเพื่อนสมาชิก ของพรรคอนาคตใหม่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่การพิจารณาของสภาเรียบร้อยเพื่อจะ ยกเลิกประกาศ คําสั่ง คสช. ที่ยังตกค้างอยู่ประมาณ ๑๗ ฉบับ และยังมีที่แนบเนียนกว่านั้นก็คือแอบเอาประกาศ คสช. คําสั่ง คสช. พวกนี้ฝังเข้าไป ในพระราชบัญญัติแทน ผมยกตัวอย่างเช่นเรื่องของประมง ฝังเข้าไปในพระราชบัญญัติ การประมงแทน ทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นประกาศที่ยกเลิกไปแล้วหรือยังไม่ยกเลิก หรือฝังตัวเข้าไปในระบบกฎหมายปกติแทน มันได้สร้างสิ่งที่ผมขอเรียกว่า มรดกบาป ของระบอบ คสช. ครับ มรดกบาปของระบอบ คสช. มีอะไรบ้าง
๑. ทําให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีระบบกฎหมาย ๒ ระบบคู่ขนานกัน โดยเราไม่รู้ตัว มีระบบกฎหมาย ๒ ระบบคู่กัน เมื่อสักครู่นี้ผมพูดไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๙ ได้รับรองให้บรรดาการกระทําทั้งหลายทั้งปวงของ คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่เท่านั้นนะครับ การกระทําที่เกี่ยวเนื่องด้วยครับ แม้ว่าการกระทําที่เกี่ยวเนื่องจะเกิดขึ้น ในภายหลังเกิดในอนาคตก็ชอบ กล่าวกันง่าย ๆ มาตรา ๒๗๙ บอกให้การใช้อํานาจของ คสช. ทั้งหลายทั้งสิ้นตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคตชอบด้วยรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ โดยหลักแล้วสิ่งใดที่มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญมันจะชอบด้วยตัวมันเอง แต่ถ้าสิ่งใดชอบด้วย รัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญเขียนให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแสดงว่าสิ่งนั้นเนื้อแท้แล้ว มันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญครับ มันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญคุณเลยเขียนรับรองเอาไว้ให้มันชอบ เพราะถ้ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญมันต้องชอบด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว คุณไม่ต้องกังวลเลย ใครไปโต้แย้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ถ้ามันชอบมันก็ต้องชอบ แต่เพราะคุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ชอบ มันละเมิดรัฐธรรมนูญ คุณเลยต้องเอารัฐธรรมนูญไปรับรองตัวเองเอาไว้ ดังนั้นตอนนี้ ต่อให้คําสั่ง คสช. ต่าง ๆ มันมีเนื้อหาที่อยุติธรรม มันมีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน มันมีเนื้อหาที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่มันจะไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญเลย ส่งผลอย่างไร ครับท่านประธาน ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเข้าสู่ตําแหน่ง หัวหน้า คสช. ยังมีมาตรา ๔๔ อยู่ ช่วงนั้นประเทศไทยเราก็มีรัฐธรรมนูญ ๒ ระบบแล้วครับ ๑. คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ๒๗๙ มาตรา นี่คือรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ กับอีก ๑ ครับ คู่ขนานกันไปคือ มาตรา ๔๔ ครับ แล้วมาตรา ๔๔ ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพราะใช้อํานาจตาม มาตรา ๔๔ เมื่อไร ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หมด แต่หลังเมื่อ ครม. เข้าสู่การดํารงตําแหน่งแล้ว อํานาจมาตรา ๔๔ หมดไป แต่ประเทศไทยยังคงปกครองด้วยระบบกฎหมายคู่ขนานกัน ๒ ระบบอยู่ครับ ระบบที่ ๑ คือระบบปกติ รัฐธรรมนูญ ๒๗๙ มาตรา คณะรัฐมนตรีชุดของ ท่านพลเอก ประยุทธ์ ถ้าท่านใช้อํานาจอะไรก็ตามท่านก็จะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านใช้อํานาจไม่ชอบ พวกเราก็มีสิทธิโต้แย้งท่านไปที่องค์กรตุลาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ศาลใดก็ตาม ท่านอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แม้ท่านจะปฏิญาณว่าไม่ได้ขาดถ้อยคํา เรื่องเคารพรัฐธรรมนูญไปก็ตามนี่ครับ ท่านปฏิเสธไม่ได้ ท่านต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่อีกชุดหนึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั่นก็คือผลิตผลการใช้อํานาจของ คสช. ที่ผ่านมาบรรดาประกาศ คําสั่ง คสช. ทั้งหมดพวกนี้ไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มันไม่อยู่เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปรับรองมันไว้แล้วว่ามันถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญเสมอ พวกเราทั้งหลายทั้งปวงมีโอกาสใช้อํานาจขัดรัฐธรรมนูญได้ แต่ประกาศ คําสั่ง คสช. ไม่มีวันขัด นั่นหมายความว่าประเทศไทยปกครองประเทศตอนนี้มีกฎหมายอยู่ ๒ ก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่งคือปกติ อีกก้อนหนึ่งคือพวกประกาศ คําสั่ง คสช. ซึ่งได้รับการยกเว้น ตลอดกาลว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสมอ
ผมมีข้อสังเกตให้ท่านประธานพิจารณาและเพื่อนสมาชิกพิจารณาร่วมกัน พวกเราคือสภาผู้แทนราษฎร เรามีอํานาจนิติบัญญัติในการตราพระราชบัญญัติครับ พระราชบัญญัติตราเสร็จก็ต้องส่งไปที่วุฒิสภา พวกเราร่างกันเสร็จก็ส่งไปที่วุฒิสภา แล้วถ้าผ่านออกมาก็จะส่งไปให้ที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นี่คือการตราพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติเหล่านี้มีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญได้เสมอ ถ้าหาก มีใครไปร้องที่ศาลและศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่ประกาศ คําสั่ง คสช. ลงนามโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติที่ลงพระปรมาภิไธย โดยพระมหากษัตริย์มีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญครับ แต่ประกาศ คําสั่ง คสช. ที่ลงนามโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญครับ แล้วการใช้อํานาจแบบนี้ เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือครับ นี่คือปัญหาใหญ่ ของการใช้อํานาจออกประกาศ คําสั่ง คสช. นี่คือมรดกชิ้นแรกคือสร้างประเทศไทยให้มีระบบ กฎหมายคู่ขนานกัน ๒ ระบบ
มรดกชิ้นที่ ๒ ครับท่านประธาน ประเทศไทยกลายเป็นรัฐทหารครับ ในวิชาการรัฐศาสตร์เขาเรียกกันว่ามันเป็นกระบวนการมิลิทาไรเซชัน ออฟ สเตต (Militarization of state) เป็นกระบวนการที่ทําให้ทหารเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง มากขึ้น ๆ ประเทศไทยเรามีความพยายามทําแบบนี้โดยตลอด กองทัพหรือทหารจะเข้ามา แทรกแซงการเมือง เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็มักจะมาในนามของ การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์บ้างในสมัยก่อน มาในนามการปกป้องชาติ ปกป้องราชบัลลังก์บ้าง มาในนามของการรักษาความสงบบ้าง เขามีความพยายามตลอด และถ้าเราลองสังเกตดู มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไร อัตราความเข้มข้นของความเป็นรัฐทหารจะเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ๆ ผมไม่ใช้เวลามากเอาแค่รัฐประหารปี ๒๕๔๙ ก่อนครับ จริง ๆ ก่อนหน้านั้นหลังเหตุการณ์ พฤษภา ๓๕ แทบจะเป็นที่ตกลงร่วมกันเรียบร้อยแล้วว่าเราไม่ต้องการให้ทหารเข้ามา มีบทบาทในทางการเมือง หลังพฤษภา ๓๕ ทหารถูกลดบทบาททางการเมือง วิธีวัดง่าย ๆ ครับ พวกเราจะจําชื่อผู้บัญชาการทหารบกได้หมดแต่พอหลังพฤษภา ๓๕ เราเริ่มจําไม่ได้ว่า ผู้บัญชาการทหารบกชื่ออะไร เมื่อไรก็ตามที่ประชาชนจําชื่อผู้บัญชาการทหารบกได้บ่อยครั้ง ไปอ่านข่าว อ่านหนังสือพิมพ์ก็จะเจอข่าวแต่บิ๊ก (Big) นั่น บิ๊ก (Big) นี่ นั่นแสดงว่าทหารเข้ามา มีบทบาทในทางการเมือง อันนี้เป็นวิธีวัดที่ง่ายที่สุด หลังพฤษภา ๓๕ ทหารพยายามออกไป เรียบร้อย แต่เสียดายเราไม่มีโอกาสปฏิรูปกองทัพในตอนนั้น พอทหารกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เขาก็ทิ้งมรดกให้เราอยู่ชิ้นใหญ่ครับ นั่นก็คือ พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ กฎหมายฉบับนี้ให้มีคณะกรรมการ แต่งตั้ง พูดง่าย ๆ แต่งตั้งพวกระดับนายพลขึ้นมา กระทรวงกลาโหมเคยเป็นกระทรวงพิเศษ จะแต่งตั้งนายพล แต่งตั้งผู้บัญชาการทหารต่าง ๆ ต้องเข้ากรรมการชุดนี้ครับ ไม่เหมือน กระทรวงอื่นที่เขาตั้งกันได้เอง และกรรมการชุดนี้มีใครบ้าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผบ. สูงสุด ผบ. ทหารบก ผบ. ทหารอากาศ ผบ. ทหารเรือ และปลัดกระทรวงกลาโหม ๗ คน โหวตอย่างไรฝ่ายการเมืองก็แพ้ พูดกันง่าย ๆ คือคุณจะตั้ง ผู้บัญชาการทหารถ้าทหารไม่เอาด้วยคุณตั้งไม่ได้ และยังมีสภากลาโหมอีก ที่มีแต่คณะนายทหาร อยู่ในนั้นและคอยวางแผนยุทธศาสตร์ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ พรรคผมกําลังจะเสนอร่าง พระราชบัญญัติเพื่อจะเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารแบบบังคับให้เป็นสมัครใจเพื่อจะสร้าง สวัสดิการให้กับนายทหารชั้นผู้น้อยด้วยนะครับ ร่างนี้เดี๋ยวสภากลาโหมก็ต้องเอาไปทํา ความเห็นออกมาครับ เพราะสภากลาโหมเขามีอํานาจในการทําความเห็นทุก ๆ เรื่อง ที่เกี่ยวกับกองทัพเขา แล้วถ้าเกิดเขาไม่เอาด้วยผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนะครับ นอกจากนั้นยังมีอีกครับพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งสร้างกลไกที่ชื่อว่ากองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือ กอ.รมน. ขึ้นมา จริง ๆ กอ.รมน. มันมีมานานแล้วละครับ แต่เปลี่ยนภารกิจจากการปราบคอมมิวนิสต์ ให้กลายมาเป็นเรื่องของการสอดส่องดูแลทุกข์สุขอะไรต่าง ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ มาในนามของ ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทีนี้หลังรัฐประหารปี ๒๕๕๗ มันยิ่งไปกันใหญ่ มันไปกันใหญ่ อย่างไรบ้าง กระบวนการมิลิทาไรเซชัน ออฟ สเตต (Militarization of state) หรือกระบวนการ ทําให้รัฐไทยกลายเป็นทหารมากขึ้น ๆ เริ่มตั้งแต่
ข้อที่ ๑ ทหารได้เข้าไปมีบทบาทในการใช้อํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร มากขึ้นเรื่อย ๆ คณะรัฐมนตรีมีนายพลกี่ท่านไปพิสูจน์กันได้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีนายพล กี่คนไปพิสูจน์กันได้ กรรมาธิการแต่ละชุดมีท่านนายพลเข้ามาร่วมกี่ท่าน รัฐวิสาหกิจก็เป็น เรื่องน่าสนใจครับ จากการสืบค้นของผมรัฐวิสาหกิจประมาณ ๔๐ แห่ง มีนายทหารเข้าไป เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือบอร์ด (Board) ประมาณ ๘๐ คน นี่แสดงว่าเข้าไปมีบทบาท ทั้งในทางนิติบัญญัติบริหารและการบริหารราชการแผ่นดินประจําด้วย
ข้อที่ ๒ ทหารได้เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการยุติธรรมครับ มันมีคําพูด อยู่คําหนึ่งเขาบอกว่าเมื่อไรก็ตามที่ท่านเอาคําคุณศัพท์ว่าทางทหารต่อท้ายกับคํานามคําใด คํานามคํานั้นจะเสียความหมายที่แท้จริงของมันไป ถ้าเกิดคุณเอาคําคุณศัพท์ว่ามิลิทารี (Military) หรือคําว่า ทางทหาร ไปผนวกกับคําไหน คําหลักเสียความหมายไปเลยครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ความยุติธรรมหรือจัสติส (Justice) ถ้าคุณเอาคําว่า ทางทหารหรือมิลิทารี (Military) ไปขยายว่าเป็นมิลิทารี จัสติส (Military Justice) หรือกระบวนการยุติธรรม ทางทหาร นั่นหมายความว่ายุติธรรมไม่มีครับ นี่คือคํากล่าวที่เขาว่ากันมา คือนักปรัชญา ที่ต่อต้านลัทธิทหารนิยมเขาพยายามอธิบาย คุณเอาคําว่า มิลิทารี (Military) ไปบวกอะไร คํา ๆ นั้นเสียความหมายที่แท้จริงทันที คําสั่งที่ ๓/๒๕๕๘ ให้อํานาจทหารในการเข้าไป มีส่วนในการจับกุมคุมขัง คสช. ก็มักจะให้ทหารไปแจ้งความ คําสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๙ ให้ทหาร เข้าไปมีส่วนร่วมกับพนักงานสอบสวนศาลทหารให้คดีต่าง ๆ ไปพิจารณากันที่ศาลทหาร ตามคําสั่งที่ ๓๗/๒๕๕๗ ยังมีอีกหลายเรื่อง ซึ่งเดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของผมคงจะได้พูดเรื่องนี้ว่า ทหารเข้าไปมีส่วนในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร
ข้อที่ ๓ ทหารเข้าไปมีบทบาทในชีวิตประจําวันครับ เดี๋ยวนี้ปัญหาแต่ละเรื่อง มีนายทหารเข้าไปจัดการหมด จัดการปัญหาป่าไม้ จัดการปัญหาที่ดินก็มีนายทหารเข้าไป จัดการปัญหาเรื่องประมงกองทัพเรือก็เข้าไป เรื่องอีอีซี (EEC) กองทัพเรือก็เข้าไป สิ่งแวดล้อม ทหารก็เข้าไป ร้านเกม ตู้หวย ตู้ม้า ปราบบ่อน ปราบพนัน หาบเร่เข้าไปจัดการหมดเลย ปฏิบัติการจิตวิทยาก็ทําเข้าไปอบรมพี่น้องประชาชนต่าง ๆ ผ่านกลไก กอ.รมน. ก็เข้าไปทําอีก
ข้อที่ ๔ มรดกชิ้นนี้ก็คือมีการฝังตัวอํานาจของทหารเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญครับ คณะกรรมการยุทธศาสตร์มีนายทหารกี่ท่าน คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีนายทหารกี่ท่าน และวุฒิสภามีสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นนายทหารกี่ท่าน