ปรกชล อู๋ทรัพย์ หารือเรื่องสารเคมีกําจัดวัชพืชที่มีอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค และเรียกร้องการควบคุมการใช้สารเคมีเหล่านี้อย่างเข้มงวด
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน สําหรับข้อห่วงกังวลที่ได้รับทราบ จากการอภิปรายเมื่อวานและวันนี้ ที่มีคําถามว่าทางคณะกรรมาธิการได้มองครอบคลุม ทั้งมิติของเกษตรกรและผู้บริโภคหรือไม่นะคะ ต้องเรียนยืนยันว่าในคณะกรรมาธิการเองเราได้มีการพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ ทั้งเกษตรกรแล้วก็ผู้บริโภคเป็นสําคัญ โดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งจะเป็นบุคคลแรกที่จะได้รับ ผลกระทบจากสารพิษทั้ง ๓ ชนิดนี้ ซึ่งถ้าเรามาดูหลักฐานเชิงประจักษ์ของประเทศไทย รวมถึงรายงานข้อมูลการวิจัยจากหลาย ๆ ประเทศที่ได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีการทยอย ยกเลิกโดยเฉพาะพาราควอต (Paraquat) เป็นระยะ ก็จะทราบได้เลยว่าเกษตรกรหรือว่า ผู้รับจ้างฉีดพ่นสารเคมีที่สัมผัสพาราควอต (Paraquat) จะมีโอกาสเป็นพาร์กินสัน (Parkinson) เพิ่มมากขึ้นอย่างน้อย ๐.๖–๔.๗ เท่า ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตของเกษตรกร หรือผู้รับจ้างฉีดพ่นในประเทศไทยเมื่อไปฉีดพ่นแล้วอุปกรณ์หรือว่าถังสะพายรั่ว แล้วก็มี การสัมผัสสารแล้วเกิดภาวะเป็นพิษขึ้น ๑ ใน ๑๐ คนจะเสียชีวิต อย่างเช่นรายงานล่าสุดที่ จังหวัดตากทางคุณหมอได้ออกมาเผยแพร่รายงานหลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มี การอนุญาตให้ใช้ต่อแล้วก็มีผู้เสียชีวิตขึ้น ถัดมาสารไกลโฟเซต (Glyphosate) เป็นสารที่ สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติหรือไอเออาร์ซี (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้องค์การอนามัยโลกประกาศว่า เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ในระดับ ๒ เอ (2A) ซึ่งตรงนี้ก็สอดคล้องกับงานวิจัยของ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่ชี้ว่าการสัมผัสไกลโฟเซต (Glyphosate) จะไปเหนี่ยวนําให้มะเร็งเต้า นมชนิดที่อาศัยฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) หรือฮอร์โมนเพศหญิงเจริญเติบโตเร็วขึ้น และมีหลายท่านที่กล่าวว่า เนื่องจากพาราควอต (Paraquat) แล้วก็ไกลโฟเซต (Glyphosate) โดยเฉพาะพาราควอต (Paraquat) เป็นสารกําจัดวัชพืชประเภทที่สัมผัสตาย คือเป็นประเภทเผาไหม้ จะไม่มีการฉีดพ่นในพืชประธาน ไม่มีการฉีดพ่นบนผลัดใบอันนั้นเป็นความจริง แต่ว่าจะมีการ ใช้ฉีดพ่นเพื่อเตรียมแปลงก่อนที่จะมีการเพาะปลูกและแม้ข้อมูลทางวิชาการจะบอกว่าจะมี การยึดเกาะกับดินได้แน่น แต่ภายหลังหลังจากที่มีการใช้มาเป็นระยะเวลายาวนาน ล่าสุดการ ทดสอบสารพิษตกค้าง โดยเฉพาะพาราควอต (Paraquat) ในพืชผักผลไม้ โดยกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขพบว่า ๒๖.๖ เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างพบพาราควอต (Paraquat) ตกค้างและบางตัวอย่างตกค้างเกินค่ามาตรฐาน อย่างเช่นในส้มสายน้ําผึ้ง ซึ่งเป็นการตกค้างอยู่ภายในเนื้อส้ม นั่นแสดงว่าการจะบอกว่าใช้สารกําจัดวัชพืชฉีดพ่นแล้ว ไม่ตกค้างเข้าห่วงโซ่อาหารนั้นไม่เป็นความจริง และยังมีรายงานที่พบการตกค้างไปในสัตว์ ที่เป็นอาหาร เช่น กบ ปูนา ปลา หอยกาบน้ําจืด แล้วก็ตกค้างไปจนถึงผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น น้ําปูหรือน้ําปู๋ของภาคเหนือซึ่งทํามาจากปูนาซึ่งมีการสัมผัสสารพาราควอต (Paraquat) ในสิ่งแวดล้อม ยังไม่รวมถึงการไปพบพาราควอต (Paraquat) ตกค้างในขี้เทาของทารกแรกเกิด ครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างวิจัยที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้รายงาน ครึ่งหนึ่งของเลือดในสายสะดือทารกพบสารกําจัดวัชพืชชนิดไกลโฟเซต (Glyphosate) แล้วก็น้ํานมมารดาพบคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ตกค้างเกินค่ามาตรฐานที่เด็กทารก จะรับได้ใน ๑ วัน อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในประเทศที่ชัดเจน บางท่าน อาจจะเสนอว่าการจํากัดการใช้หรือการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดจะสามารถลดผลกระทบ ได้หรือไม่ ปรากฏว่ารายงานของสหภาพยุโรปพบว่าแม้ว่าจะมีการแต่งชุดปกคลุมมิดชิด คือใส่อุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างดี การได้รับสัมผัสสารพาราควอต (Paraquat) ก็ยังเกินกว่า ค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้ถึง ๖๐ เท่า อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะปกป้องสุขภาพของ เกษตรกรหรือผู้รับจ้างฉีดพ่นได้ นอกจากนี้เรายังมีสารเคมีอีกเป็นจํานวนมากกว่า ๑๕๐ ชนิด ที่ในระยะถัดไปจะต้องมีการพิจารณาเพื่อยกระดับการควบคุมเนื่องจากเป็นสารพิษ ที่มีอันตรายร้ายแรง ความหมายของคําว่าเป็นสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงหมายถึงว่า เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ๑. มีพิษเฉียบพลันสูง ๒. ก่อโรคระยะยาวไม่ว่าจะเป็น ก่อมะเร็ง ก่อกลายพันธุ์เป็นพิษกับระบบสืบพันธุ์ รบกวนการทํางานของระบบต่อมไร้ท่อ ไปจนถึงตกค้างในสิ่งแวดล้อมและอยู่ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ ขอบคุณค่ะ