วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ชี้แจงประเด็นการเกษตรยั่งยืน โดยเน้นความสำคัญของการรักษาสมดุลระบบนิเวศและการจัดการสารเคมีอย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันว่าการแบนสารพาราควอตไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิต ด้วยการอ้างอิงข้อมูลจากต่างประเทศและตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเสนอทางเลือกการผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืน เช่น การใช้พืชคลุมดินและเครื่องจักรแทนสารเคมี แม้ต้นทุนบางส่วนจะสูงขึ้น แต่เห็นว่ารัฐควรสนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการเปลี่ยนผ่าน และลดภาระด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากต้นทุนแฝงของการนำเข้าสารเคมีกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ได้รับการผลักดันในสภาและได้รับความสนใจจากนานาชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านครับ การศึกษาของกรรมาธิการนั้น ผมขอเรียนยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ไปสู่ประเทศที่มีเกษตรกรรมที่ยั่งยืน มีระบบอาหารที่ปลอดภัย มีการศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด ผมขอพูดใน ๒ ประเด็นสําคัญครับ เบื้องต้นเป็นพื้นฐานสําคัญก่อนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้อภิปรายเมื่อวานนี้ว่าเราอยู่ในประเทศเขตร้อน เพราะฉะนั้นศัตรูพืชมาก แต่ผมอยากเรียน ท่านว่าประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพแบบประเทศไทยซึ่งอยู่ ๑ ใน ๑๕ ประเทศ ที่มีความหลากหลายมากที่สุดในโลกนั้น การมีศัตรูพืชมากนั้นแต่ในขณะเดียวมีศัตรูที่เป็นศัตรู ของพืชหรือแมลงที่มีประโยชน์มากกว่าเยอะเลย เทียบกันไม่ได้เลย ผมขออนุญาตให้ข้อมูล นิดเดียวเพื่อเป็นความรู้หรือข้อมูลพื้นฐานสําหรับการมองเรื่องของการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธี ที่ไม่ทําลายธรรมชาติ ในระบบการปลูกข้าวมีแมลงเป็นร้อย ๆ ชนิด ถ้าคิดว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ของแมลงที่อยู่ในระบบนิเวศการปลูกข้าวนั้นมีแมลงที่เป็นศัตรูข้าวจริง ๆ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มีแมลงที่เป็นศัตรูข้าวที่ทําลายข้าวจนมีผลกระทบให้เห็นแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ แมลงที่เหลือเป็น แมลงที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เป็นแมลงตัวห้ําและตัวเบียน เพราะฉะนั้นการแบน (Ban) สาร ในอดีตที่ผ่านมาก็จะช่วยปรับปรุงระบบนิเวศเหล่านั้นให้เข้มแข็งมากขึ้นอันนี้เป็นพื้นฐานทั่วไป เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องกลัวแมลงศัตรูพืชหรือโรคพืชเลยถ้าเรารักษาระบบเกษตรกรรมนี้ ให้ยั่งยืนและจัดการกับสารเคมีที่ทําลายระบบนิเวศและมีผลต่อเรื่องความปลอดภัย นั่นคือ ประการที่ ๑ นะครับ
ประการที่ ๒ กรรมาธิการวิสามัญอยากจะให้ข้อมูลยืนยันกับท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านว่าการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบน (Ban) พาราควอต (Paraquat) เป็นต้นนั้น จะไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตของประเทศแต่ประการใด ข้อมูลของ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติศึกษาในประเทศที่มีการแบน (Ban) พาราควอต (Paraquat) ใน ๔ ประเทศและมีการปลูกพืชแบบเดียวกันกับประเทศไทย คือในประเทศ เซเนกัล ในประเทศศรีลังกา ในประเทศมาเลเซีย และในประเทศสเปนนะครับ ครอบคลุม ทั้งการปลูกยางพารา ปาล์มน้ํามัน ข้าวโพด และมันสําปะหลัง ปรากฏว่าผลผลิตก่อนแบน (Ban) กับหลังแบน (Ban) นั้น หลังแบนผลผลิตมากกว่าตั้งแต่ ๓ เปอร์เซ็นต์จนถึง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ชนิดพืชนะครับ รายงานพวกนี้อยู่ในรายงานภาคผนวกของกรรมาธิการ
ประการต่อมา ขอให้มั่นใจว่าการตัดสินของประเทศไทยนั้นไม่ได้เป็นไปโดยลําพัง ขณะนี้มีประเทศที่แบน (Ban) พาราควอต (Paraquat) แล้ว ๕๘ ประเทศ ประเทศข้างเคียง ของประเทศไทย ประเทศมาเลเซียจะเริ่มแบน (Ban) ในวันที่ ๑ มกราคมที่จะถึงนี้ ประเทศ เวียดนามได้แบน (Ban) มาปีกว่าแล้วในปัจจุบัน แล้วพื้นที่ของ ๒ ประเทศนั้นที่ครอบคลุมของพืช ที่ต้องใช้สารอย่างเช่นพาราควอต (Paraquat) นั้นมากกว่าเราหลายเปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซีย มีพื้นที่ ๖๔.๕ ล้านไร่ ซึ่งจะแบน (Ban) พร้อมกับเรา ประเทศเวียดนามมี ๑๖ ล้านไร่ เพราะฉะนั้น เทคนิคของประเทศมาเลเซียที่ใช้มีการศึกษาแล้ว การใช้ถั่วมูคูนาเป็นต้น นอกเหนือจากไม่ต้อง ใช้สารเคมีแล้วทําให้ได้ปุ๋ยธรรมชาติเพิ่มขึ้นประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อไร่ โดยที่เราต้องจัดการ เพิ่มขึ้นนิดเดียว การจัดการเพิ่มขึ้นนั้น ผมเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกคงจําได้ว่า เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วการปลูกยางพาราในประเทศไทยนั้นต้องมาพร้อมกับการปลูกพืชคลุมดิน แต่ว่าพืชคลุมดินชนิดใหม่ที่มีการแนะนําอยู่ในปัจจุบัน สวนยางพาราที่อีสานมีหลายพันไร่เลย ของเจ้าของเดียวใช้ถั่วนี้ควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องปรับนิดหน่อยเพื่อเดินหน้าไปสู่ เรื่องความปลอดภัย
ประการต่อมา ในพืชทั้ง ๖ กลุ่มที่มีการใช้สารนั้น คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้มีการวิเคราะห์โดยละเอียดปรากฏว่ามีพืช เช่น ข้าวโพดและอ้อยนั้นมีสารทดแทน และวิธีการทดแทน และวิธีการทดแทนบางวิธีนั้นดีกว่าการใช้สารเคมีอย่างชัดเจน อย่างกรณี ของอ้อยนั้นการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรติดจอบหมุนทั้งรถไถเดินตามและการติดแทร็กเตอร์ (Tractor) นั้นให้ผลผลิตดีกว่าการใช้สารเคมีนะครับ มีบางพืชเช่นมันสําปะหลังที่ต้นทุน อาจจะเพิ่มขึ้นประมาณ ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมคิดว่าต้นทุนเหล่านี้น้อยมากและเป็นหน้าที่ ของรัฐบาล หน้าที่ของพวกเราในสภาซึ่งมาจากทุกพรรคการเมืองจะทําให้การเปลี่ยนผ่านนั้น เกษตรกรจะไม่ต้องเป็นคนรับภาระนะครับ ต้นทุนนิดเดียวแต่ว่าผลที่ได้จะคุ้มค่ามาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คํานวณว่าการนําเข้าสารเคมีกําจัดศัตรูพืช มาทุก ๑ ล้านบาทนั้น จะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกษตรกรต้องใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ๗๖๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเรานําเข้าสารเคมีประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเป็นค่าใช้จ่าย ทําไมรัฐจะไม่ใช้จ่ายโดยจัดการงบประมาณส่วนนี้เพื่อ สนับสนุนเกษตรกรพวกเราไม่ต้องให้รับภาระ ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต้องขอบคุณสภา ผู้แทนราษฎรที่ทําให้มีการตัดสินใจครั้งนี้อย่างสําคัญ และโลกก็จับตาประเทศไทยในเรื่องนี้ ผม เชื่อว่าความฝันที่พวกเราอยากเห็นนั้นเราต้องเข้าใกล้ความฝันนั้นแน่ ๆ ถ้าเราตั้งความหวังไว้ แบบเดียวกับท่านประธานได้กล่าวไว้ ขอบพระคุณครับ