ป่ยบุตร แสงกนกกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความชอบธรรมและความโปร่งใสของการที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเชิญอาจารย์และผู้กำกับภาพยนตร์ไปพบ โดยตั้งคำถามถึงอำนาจทางกฎหมายและแสดงความกังวลต่อการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พร้อมเรียกร้องให้ตีความกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะมาตราเกี่ยวกับมิลิแทนต์ดีโมแครซีและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. ที่เกี่ยวข้องกับสื่อ เพื่อป้องกันความกำกวมและภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย รวมถึงเสนอให้มีการเปิดเผยข้อมูลผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างทันท่วงทีเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและน่าเชื่อถือต่อสาธารณชน
ท่านประธานที่เคารพ ผม ป่ยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคอนาคตใหม่ ก็ไม่นึกไม่ฝันว่า จะเจอท่านผู้บริหารจากสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญต่อเนื่องติดต่อกันในช่วงเวลาที่เราเพิ่งได้ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. เพียง ๖ เดือนเท่านั้นครับ เพราะว่าเมื่อครั้งที่เราประชุมกันที่ทีโอที ก็เปึนรายงานของสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ประจําป้ ๒๕๖๐ ตอนนี้มาเปึนป้ ๒๕๖๑ ผมเองก็ยังยืนยันแบบเดิมว่าผมชอบอ่านรายงานที่ศาลรัฐธรรมนูญทําจริง ๆ ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว จนมาครั้งนี้ เพราะว่ามีข้อมูลสถิติคดีว่าท่านรับคําร้องมาเท่าไร ท่านวินิจฉัยออกไปเท่าไร มันมีเรื่องการสรุปย่อแนวคําวินิจฉัย คําสั่งของศาลต่าง ๆ ซึ่งพวกนี้เปึนประโยชน์ทั้งต่อพวกเรา ในฐานะผู้แทนราษฎรแล้วก็บุคคลทั่วไป นักวิชาการ นักศึกษาก็เอาไปใช้เปึนประโยชน์ ในทางสถิติได้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องการเอาไปทําวิทยานิพนธ์ต่อในข้อมูลพวกนี้ มันก็ไปศึกษาเรื่องสังคมวิทยาในทางกฎหมายได้ว่าแต่ละป้ ๆ จํานวนคดีมีเข้ามีออกเท่าไร คดีประเภทไหนมีมาก คดีประเภทไหนมีน้อย ขออนุญาตเท้าความต่อเนื่องไปกับรายงานฉบับที่แล้วจนถึงฉบับนี้นะครับ เมื่อการประชุม ครั้งที่แล้วที่ประชุมชั่วคราวที่ทีโอที ถ้าท่านจําได้ผมได้พูดถึงประเด็นจํานวนสถิติคําร้องว่า เมื่อก่อนนั้นก่อนป้ ๒๕๕๗ มีคําร้องเข้ามาก แล้วอยู่ดี ๆ คําร้องก็ลดลงในป้ ๒๕๕๘ และป้ ๒๕๕๙ เหลือเพียง ๓ คําร้องและ ๘ คําร้องตามลําดับ แล้วก็พุ่งขึ้นมาเปึน ๗๖ คําร้อง ในป้ ๒๕๖๐ และป้ ๒๕๖๑ ขึ้นมาเปึน ๙๑ คําร้อง แล้วผมก็สรุปไปในการอภิปรายครั้งที่แล้ว ว่าสาเหตุหนึ่งที่คําร้องลดลงตอนป้ ๒๕๕๘ และป้ ๒๕๕๙ นั้น ก็เพราะว่ามันเปึนผลพวงของ การยึดอํานาจ ซึ่งมีการเขียนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๗ ไปรับรองเอาไว้หมดเรียบร้อยแล้วว่า ประกาศคําสั่ง คสช. ทั้งหลายทั้งปวงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทําให้แทบจะหาคนร้องไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ค่อยได้ พอผมเห็นรายงานฉบับนี้ตัวเลขคําร้องเข้ามาในป้ ๒๕๖๑ อยู่ที่ ๙๑ คําร้อง ยิ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อครั้งที่แล้วนั้นเปึนความจริงว่ามันมีผลกระทบ สาเหตุที่ท่านตุลาการทั้ง ๙ ท่านไม่ค่อยมีงานทํา ไม่ค่อยมีการตัดสินคดีในช่วงป้ ๒๕๕๘ และป้ ๒๕๕๙ ก็คือผลพวงจากรัฐประหารป้ ๒๕๕๗ นั่นเอง ทีนี้ครับ ครั้งที่แล้วผมก็ได้พูดถึง เรื่องงานวิชาการเหมือนกัน พอผมได้รับรายงานนี่ผมก็จะเป่ดหน้าสถิติคดีก่อนเป่ดหน้า งานวิจัยดูก่อนว่าแต่ละป้ทําเรื่องงานวิชาการกันเปึนอย่างไรบ้าง รายงานป้ที่แล้วบอกว่าทํางาน วิจัยชิ้นหนึ่งที่สําคัญคือเรื่องเกี่ยวกับละเมิดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็เข้าใจว่าจากรายงาน ชิ้นนี้เองก็มีผลผลักดันให้ทางศาลรัฐธรรมนูญได้มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกําหนดให้มีความผิดฐานละเมิด อํานาจศาล แล้ว ณ วันนี้ท่านออกระเบียบข้อกําหนดของท่านออกมาเรียบร้อยแล้วได้อธิบาย ความชัดเจนว่าอย่างไรเรียกว่า ละเมิดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ใช้มาเรียบร้อยแล้วนะครับ อยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๘ วรรคท้ายแล้วในข้อกําหนดนั้น เขียนไว้ในข้อ ๑๐ ว่าห้ามมิให้ผู้ใดบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคําสั่งหรือคําวินิจฉัย ของศาลหรือวิจารณ์คําสั่งหรือคําวินิจฉัยของศาลโดยไม่สุจริตหรือใช้ถ้อยคําหรือมีความหมาย หยาบคาย เสียดสี ปลุกปัืน ยุยง หรืออาฆาตมาดร้ายทั้งหมดนี้ทั้งวิจารณ์ถ้าพูดแสดงความเห็น ต่อคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะแบบนี้ถือว่าละเมิดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตัวศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีอํานาจในการกําหนดโทษตามมา ผมมีข้อสังเกตนิดหนึ่งอยากฝาก ไปยังสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญเผื่อว่าป้หน้าท่านจะได้เขียนรายงานลงไป ก็คือว่ากรณีล่าสุด เมื่อประมาณ ๑ หรือ ๒ เดือนที่ผ่านมานั้นทางสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือ ในเครื่องหมายคําพูด “เชิญ” หนังสือเชิญนะครับ อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งคือ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านไม่เสียหาย คือท่านอาจารย์โกวิท วงศ์สุรวัฒน์แล้วก็มีหนังสือ ในเครื่องหมายคําพูด “เชิญ” ผู้กํากับภาพยนตร์ชื่อดังคือคุณยุทธเลิศ สิปปภาค เชิญไป ที่สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญที่แจ้งวัฒนะ ที่ศูนย์ราชการ ผมอยากเรียนถามจริง ๆ เผื่อท่านจะ เขียนในรายงานฉบับนี้หรือฉบับหน้าต่อไปคือว่า ท่านอาศัยอํานาจตามกฎหมายมาตราไหน เพราะว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญนะครับ หลักนิติรัฐเราเรียกร้องบอกว่าไม่มีกฎหมายไม่มีอํานาจ ดังนั้นถ้าหน่วยงานของรัฐต้องการใช้อํานาจใดที่เปึนการกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ต้องมีกฎหมายให้อํานาจเสียก่อน การที่สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญออกหนังสือเชิญประชาชน ๒ คนไปที่สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านอาศัยอํานาจตามกฎหมายอะไร แล้วถ้าเขาไม่ไปได้ หรือไม่ ถ้าเกิดสมมุติเขาไม่ไปแล้วเขาจะโดนดําเนินคดีฐานละเมิดอํานาจศาลหรือไม่ อย่างไร แล้วตอนเชิญไปท่านพูดคุยอะไรกัน สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญน่าจะต้องชี้แจงเรื่องพวกนี้ คือตกลงแล้วในท้ายที่สุดถ้ามีคนวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ เราจะใช้ช่องทางไหนในการ ดําเนินการ สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญจะใช้วิธีการเรียกไปคุย ปรับความเข้าใจกัน ถ้าเปึนแบบนี้ พวกเราก็อดคิดไม่ได้ว่าคือบรรยากาศมันเพิ่งผ่านไปไม่กี่ป้ มันเหมือนสมัยเพื่อนสมาชิกของผม หลายคนที่อยู่ในที่นี้ เหมือนกับนักการเมืองหลายท่าน นักวิชาการ นักกิจกรรมหลายท่าน ถูกทหารเรียกเข้าไปกินกาแฟเพื่อปรับทัศนคติกัน ผมไม่รู้ว่าสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญจะใช้ วิธีแบบนี้เหมือนกันหรือไม่ อย่างไร ก็เรียนถามท่านตรงนี้ว่าท่านอาศัยอํานาจตามกฎหมาย ข้อไหนครับ เชิญไปพูดคุยกัน
ในท้ายที่สุดผมว่าเรื่องนี้สําคัญนะครับ การอภิปรายครั้งที่แล้วผมก็ได้พูดถึง เหมือนกันคือวิจารณ์คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าผมถามท่านตรงนี้ท่านก็คงลุกขึ้นมา ตอบว่าทําได้ เพราะว่าท่านก็เขียนเอาไว้ชัดว่าทําได้ เพียงแต่ว่าวิจารณ์อย่างไรอย่าให้เข้า ขอบเขตละเมิดอํานาจ ซึ่งท่านเขียนเอาไว้แล้วในข้อกําหนดในข้อ ๑๐ ว่าจะต้องวิจารณ์ ในลักษณะอย่างไร ปัญหาก็เปึนอย่างนี้ครับ คือพอเขียนแบบนี้ถามว่าใครเปึนคนบอกว่า อย่างไรเรียกว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย อย่างไรเรียกว่าไม่สุจริต อย่างไรเรียกว่า หยาบคาย เสียดสี ปลุกปัืน ยุยง อาฆาตมาดร้าย เกิดสมมุติว่าบุคคลคนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็เห็นว่ามันไม่ได้บิดเบือนอะไรเลย แล้วก็ใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ได้อาฆาตมาดร้าย ไม่ได้หยาบคาย แต่ในสายตาของพวกท่านเกิดมองว่าเรื่องนี้เข้าข่าย แล้วก็เปึน พวกท่านเองที่จะเปึนผู้ริเริ่มคดี เปึนพวกท่านเองที่จะเรียกเชิญไปนั่งพูดคุยกัน เปึนพวกท่านเอง ที่จะริเริ่มดําเนินคดีและสั่งลงโทษ ปัญหาคือว่าแล้วหลักประกันของบุคคลที่จะใช้เสรีภาพ ในการวิพากษ์วิจารณ์การวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอยู่ที่ไหน เมื่อมันไม่ชัดเจนแบบนี้มันก็จะ เข้าสู่ระบบเดิมคือแต่ละคนก็จะเซ็นเซอร์ (Sensor) เอาไว้ก่อน เซ็นเซอร์ (Sensor) ตนเอง เอาไว้ก่อนไม่ต้องอื่นไกลเลยครับ วันนี้มีคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นก็มีการแชร์ (Share) กันเต็มเลยให้ระวังนะข้อกําหนดศาลรัฐธรรมนูญ พอเห็นอย่างนี้เข้าต่อไป ๆ ก็แทบจะไม่เหลือใคร ที่กล้าวิจารณ์คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในแง่หนึ่งการวิจารณ์คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เปึนประโยชน์ต่อตัวศาลรัฐธรรมนูญและตัวสํานักงานเพื่อจะพัฒนาปรับปรุงคําวินิจฉัยต่อไป ผมขออนุญาตท่านประธานพูดถึงเรื่องงานวิจัย พอดีผมมีอาชีพเปึนนักวิชาการมาก่อน มาอยู่ในทางการเมืองก็พยายามจะเอาเรื่องวิชาการมาเข้าในแวดวงการเมือง ผมก็เลยเป่ด ไปดูเรื่องงานวิจัยในแผนของท่านซึ่งท่านสรุปมาอยู่ในรายงานชิ้นนี้เรื่องงานวิจัย ถือว่าเปึน เรื่องหลักในโครงการสนับสนุนการวิจัยของท่านในหน้า ๖๖ ผลการดําเนินงานด้านการวิจัย แล้วท่านก็อธิบายว่าเปึนยุทธศาสตร์แล้วก็ไปเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ป้ด้วย สิ่งหนึ่งก็คือท่านพยายามอธิบายว่ายุทธศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญที่วางเอาไว้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ป้อย่างไร ด้านหนึ่งอยู่ตรงนี้ครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ในกลยุทธ์ที่ ๑.๑ ข้อมูลและงานวิจัยมีคุณภาพสามารถใช้สนับสนุนงานศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานของสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผมสรุปความให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือว่าในยุทธศาสตร์ที่พวกท่านวางกันเอาไว้คืองานวิจัยจะเปึน ตัวสนับสนุนช่วยทั้งศาลรัฐธรรมนูญและช่วยทั้งสํานักงาน นั่นหมายความว่างานวิจัยหลายชิ้น อาจจะส่งผลต่อการพัฒนาปรับปรุงหรือการวางแนวทางให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการ ทําคําวินิจฉัยต่าง ๆ และในป้นี้มีการวิจัยอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องหนึ่งคือในเอกสารเล่มนี้ หน้า ๖๗ โครงการศึกษาวิจัยเรื่องศาลรัฐธรรมนูญกับแนวคิดประชาธิปไตยที่ปกปัองตนเองได้ วงเล็บเปึนภาษาอังกฤษว่าซัสเทเนเบิล ดีมอคเครซี (Sustainable democracy) จริง ๆ ผมคุ้นเคยกับโครงการวิจัยนี้ดีครับ ตอนที่ท่านเป่ดป่ด เป่ดให้นักวิชาการเสนอตอนนั้นผมยัง เปึนอาจารย์ประจําอยู่ที่คณะนิติศาสตร์ เห็นโครงการนี้ก็เล็งเอาไว้อยู่ครับว่าอยากจะขอทํา เพราะผมสนใจเรื่องนี้มาโดยตลอด แล้วก็คุมวิทยานิพนธ์นักศึกษาหลายคนด้วยเรื่องนี้นะครับ เรียนตรงนี้ให้ทําความเข้าใจนิดหนึ่ง จริง ๆ ท่านตั้งชื่อภาษาอังกฤษผิดครับ คําว่าประชาธิปไตย ที่ปกปัองตนเอง ไม่ใช้คําว่าซัสเทเนเบิล ดีมอคเครซี (Sustainable democracy) ซัสเทเนเบิล (Sustainable) แปลว่ายั่งยืน คํานี้ในทางทฤษฎีที่เราร่ําเราเรียนกันคือมิลิแทนต์ ดีมอคเครซี (Militant Democracy) ต้นกําเนิดคือโพรเฟสเซอร์ (Professor) ศาสตราจารย์รัฐธรรมนูญ ชาวเยอรมนี ชื่อ คาร์ล ลาเวนสไตล์ เขาคิดไอเดีย (Idea) นี้ขึ้นมา ก็เสียดายท่านตั้งชื่อ โครงการนี้ผิด ไปใช้คําว่า ซัสเทเนเบิล ดีมอคเครซี (Sustainable Democracy) นะครับ มิลิแทนต์ ดีมอคเครซี (Militant Democracy) หรือที่แปลเปึนภาษาไทยกันว่าประชาธิปไตย แบบปกปัองตนเองคืออะไร นั่นก็คือระบอบประชาธิปไตยเราประกันเสรีภาพในการแสดงออก ให้กับบุคคล ทีนี้เกิดเราประกันเสรีภาพให้กับบุคคลในการแสดงออกต่าง ๆ แสดงออกไป แสดงออกมา ใช้เสรีภาพไปใช้เสรีภาพมา กลับมาทําลายรัฐธรรมนูญเสียเอง ทําลายระบอบ ประชาธิปไตยเสียเอง นั่นกลายเปึนว่าประชาธิปไตยเป่ดทางให้คนมาทําลายประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่มีโอกาสปัองกันตัวเองเลยครับ คาร์ล ลาเวนสไตล์ ก็เห็นบทเรียนจากฮิตเลอร์ ในสมัยนาซีที่เยอรมนีก็เลยคิดไอเดีย (Idea) นี้ขึ้นมาว่าเราเปึนดีมอคเครซี (Democracy) ก็จริง ประกันเสรีภาพก็จริง แต่เราต้องปัองกันตัวเองด้วยนะครับ ก็เลยคิดไอเดีย (Idea) ที่ว่า ถ้าหากมีใครใช้เสรีภาพไปในทิศทางที่ทําลายระบอบ ทําลายรัฐธรรมนูญ การใช้เสรีภาพนั้น จะใช้ไม่ได้ นี่ล่ะครับเปึนที่มาของรัฐธรรมนูญเยอรมันที่เขียนเอาไว้แล้วก็บอกว่าถ้ามีใคร พบเห็นว่ามีการใช้เสรีภาพและเปึนการล้มล้างการปกครองต้องนําเรื่องไปส่งอัยการ และอัยการก็ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีคําสั่งห้ามการกระทํานั้น ประเทศไทยของเราตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็เอาความคิดมิลิแทนต์ ดีมอคเครซี (Militant Democracy) ซึ่งต้นกําเนิดมาจากเยอรมนีเอามาใช้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ตั้งแต่ มาตรา ๖๓ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็มาใช้ในมาตรา ๖๘ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ ในมาตรา ๔๙ ในโครงการวิจัยชิ้นนี้ท่านก็เขียนเองนะครับ บอกว่าอยากจะให้มาศึกษา เรื่องความสําเร็จและความล้มเหลวทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ผมก็ตามไปค้นดูว่า งานชิ้นนี้เสร็จออกมาแล้วหรือยัง ก็สอบถามเพื่อน ๆ ที่อยู่ในคณะวิจัยชิ้นนี้ เปึนอาจารย์ เพื่อนร่วมคณะกับผมในอดีตหลายท่านอยู่ในชุดวิจัยชิ้นนี้ ก็ไปถามเขา เขาบอกว่าใกล้จะส่งแล้ว ยังไม่ได้ส่งนะครับ แต่ก็ได้พูดคุยว่าความคิดของตัวคณะผู้วิจัยมีความคิดเรื่องนี้อย่างไร ผมก็อยากรอให้ฉบับนี้เผยแพร่จริง ๆ เพราะว่าพูดหลากหลายประเทศมาก น่าสนใจมาก
ทีนี้เปึนอย่างนี้ครับ ผมหวังว่ารายงานฉบับนี้ออกมาจะช่วยให้ศาลรัฐธรรมนูญ ในการวินิจฉัยให้เปึนไปตามทฤษฎีเรื่องมิลิแทนต์ ดีมอคเครซี (Militant Democracy) อย่างแท้จริง เพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ใช้ตอนนี้ ยังไม่มีคดีอะไรที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้มาตรา ๔๙ ตัดสินเพื่อบอกว่าใครใช้เสรีภาพเปึนการล้มล้าง แต่มันมีอยู่คดีที่ไปจ่อปากประตูท่านแล้วคือคดีของพรรคผมนะครับ คือมีบุคคลไปร้องว่า พรรคของผมใช้เสรีภาพในการล้มล้างการปกครองนะครับ ก็อยากจะฝากท่านหวังว่างานวิจัย ชิ้นนี้จะช่วยสนับสนุนในการทํางานว่าควรจะตีความมาตรา ๔๙ เรื่องมิลิแทนต์ ดีมอคเครซี (Militant Democracy) อย่าเกินเลย อย่ากว้างขวางจนเกินไป เดี๋ยวมันจะไม่สมเจตนารมณ์ มันจะกลายเปึนเรื่องตลกที่สุดที่บุคคลกลุ่มหนึ่งรณรงค์ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาลงสู่ในทาง การเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุข แต่กําลังจะ ถูกร้องโดยช่องทางนี้นะครับ ในขณะที่ผู้ใช้อํานาจปัจจุบันทํารัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ทั้งฉบับไม่โดนอะไรเลย มันจะกลายเปึนเรื่องย้อนแย้งที่สุด และมันจะกลายเปึนบทพิสูจน์ว่า ในท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเปึนคนพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือในท้ายที่สุดเปึน คนยอมรับรัฐประหารกันแน่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากเรื่องนี้ด้วยนะครับ หวังว่างานวิจัยชิ้นนี้ ถ้าออกมาจะช่วยศาลรัฐธรรมนูญได้
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งครับ ซึ่งผมคิดว่าอยากจะเสนอแนะผ่านไปทางท่านเลย เพื่อจะเปึนประโยชน์ต่อการทํางานของท่านในป้นี้และป้ถัด ๆ ไป ผมไม่แน่ใจว่าท่านเป่ด โครงการวิจัยเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง แต่อยากจะเสนอท่านว่าถ้ายังมีงบประมาณพอเหลือสําหรับป้นี้หรือป้หน้า อยากจะเสนอแนะ ให้ท่านเป่ดโครงการวิจัยศึกษาเรื่องลักษณะต้องห้ามของ ส.ส. ตามมาตรา ๙๘ (๓) ตอนนี้ เปึนปัญหาใหญ่จริง ๆ เมื่อเช้าท่านตัดสินไปแล้วก็ไม่เปึนอะไร จบแล้วจบกัน แต่เปึนปัญหาใหญ่ จริง ๆ ครับว่า ในท้ายที่สุดแล้วเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๓) ซึ่งก็ไปล้อมาจาก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั่นล่ะ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เปึนครั้งแรกที่บอกว่า ส.ส. ห้ามถือหุ้นสื่อ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เข้มข้นกว่าเดิมห้ามตั้งแต่เปึนผู้สมัครเลย ผู้สมัครห้ามถือหุ้นสื่อ แต่ตอนนี้ปัญหามันเกิดขึ้นว่าแนวทางจะอยู่ตรงไหน คือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไปวินิจฉัย เอาไว้บอกว่าดูแค่บริคณห์สนธิ บริษัทนั้นจะประกอบกิจการสื่อจริง ไม่จริงไม่รู้ ดูบริคณห์สนธิ เปึนอันจบกัน แต่แนวของศาลรัฐธรรมนูญดูเหมือนว่าจะไม่ได้ดูแค่บริคณห์สนธิ แต่จะดู งบการเงิน ดูกิจกรรมอื่น ๆ ประกอบด้วยว่าทําสื่อจริงหรือไม่ อันนี้เปึนแนวที่ศาลรัฐธรรมนูญ วางไว้ ดังนั้นตอนนี้มันเลยลักลั่นกันแล้วมันทําให้พวกผมซึ่งเปึนผู้แทนราษฎรตอนนี้ ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ไม่รู้ว่าสุดท้ายแนวศาลรัฐธรรมนูญจะออกอย่างไร มีทั้งซีกรัฐบาล ทั้งซีกฝ์ายค้าน ส.ว. ก็มีนะครับ ร่วม ๑๐๐ คนไปคาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ถ้ามีงานวิจัยชิ้นนี้ออกมา แล้ววิเคราะห์กันให้ถูกต้องว่าเจตนารมณ์ของมาตรานี้อยู่ตรงไหนกันแน่ ตกลงเราต้องการ ปัองกันไม่ให้นักการเมืองครอบงําสื่อใช่หรือไม่ หรือเราจะเอารัฐธรรมนูญมาตรานี้มาใช้จับผิดกัน ถ้าเราต้องการปัองกันในการครอบงําสื่อจริง ๆ ทีนี้มันก็จะเกิดปัญหาตามมาว่าแล้วทําไม ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรีที่มีแค่บริคณห์สนธิถึงถูกร้อง แต่มี ส.ส. บางท่านที่ไม่มีเรื่องพวกนี้เลย แต่มีคู่สมรสที่เปึนผู้ถือหุ้นสื่อ เปึนผู้บริหารสื่อ แบบนี้อย่างไหนเรียกว่าครอบงําสื่อกว่ากัน ตกลงแล้ว มาตรา ๙๘ (๓) เจตนารมณ์อยู่ตรงไหน อยากจะเสนอให้สํานักงานช่วยเป่ด โครงวิจัยอันนี้ให้นักวิชาการมานั่งวิเคราะห์กัน ผมขอเวลาอีกนิดเดียวครับท่านประธาน
สุดท้ายเรื่องประชาสัมพันธ์ครับ รายงานศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้พูดถึง เรื่องประชาสัมพันธ์เหมือนกัน ประชาสัมพันธ์ก็จะมีเอกสารต่าง ๆ เต็มไปหมด เรียนจริง ๆ ว่า ตอนนี้เราจะมีข่าวสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมาทุกครั้งในวันพุธที่ท่านตุลาการประชุม พอท่านตุลาการประชุมกันก็จะมีข่าวสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญออกมา ข่าวสํานักงาน ศาลรัฐธรรมนูญก็มีเลขลงวันที่ด้วย เลขลําดับหนังสือด้วย ทีนี้แต่ละครั้งที่ออกมาส่วนใหญ่ก็จะ มีเล่าสั้น ๆ ว่ามีมติเปึนอย่างนั้น มีมติเปึนอย่างนี้ ถ้าเปึนไปได้ควรจะต้องขยายอธิบายเหตุผล โดยย่อเสียหน่อย อย่างน้อยที่สุดประชาชนรอฟังอยู่ว่าจะตัดสินอย่างไร เพราะที่ผมไปร่ําไปเรียน มาจากหลากหลายประเทศ เวลาศาลประชุมกันลงมติกันเรียบร้อย อ่านคําวินิจฉัยแล้ว คําวินิจฉัยมันต้องออกเลย ไม่มีการทิ้งช่วงนานขนาดนี้ อันนี้ก็ฝากท่านด้วย ฝากทางสํานักงาน ศาลรัฐธรรมนูญไปพิจารณาและนําเสนอคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย หวังว่าข้อเสนอ ของผมจะเปึนประโยชน์ แล้วเดี๋ยวรายงานฉบับป้หน้าคงได้เจอกัน แล้วผมก็ประสงค์อยากจะ พบท่านในสภาแห่งนี้ ยังไม่อยากพบท่านในศาลรัฐธรรมนูญ หวังว่าคดีคงจะไม่มีอะไรเพิ่มอีก ขอบคุณครับ