รังสิมันต์ ชี้ปมตีความรัฐธรรมนูญ วอนคุ้มครองสิทธิหลังประชามติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

รังสิมันต์ โรม ตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์การตีความมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำกัดสิทธิของประชาชนในการยื่นคำร้องต่อศาล จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างจำนวนมาก โดยมองว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและความบกพร่องในบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญที่ขาดความเคารพต่อรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงอิทธิพลจากยุค คสช. ที่ส่งผลต่อการตัดสินและก่อให้เกิดความไม่สมดุลในอำนาจและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพภายใต้หลักนิติธรรม

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณที่ชมนะครับท่านประธาน เรื่องราวของเอกสารที่เปึนรายงานประจําป้ ๒๕๖๑ ผมขอเริ่มต้นแบบนี้นะครับว่าในช่วงที่ มีการรณรงค์ประชามติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้มีการออกเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมา คือคําอธิบายสาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐ เรื่องที่น่ารู้ เล่มที่ ๒ โดยในรายละเอียด ของเรื่องนี้ได้มีการเขียนเอาไว้ว่าศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเข้มแข็งและฉับไวขึ้น โดยกล่าวถึงอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ประการหนึ่งว่าจะสามารถวินิจฉัยปัญหา กฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านประชามติ และประกาศใช้ในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ โดยมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็คือ มาตรา ๒๑๓ เปึนบทบัญญัตินะครับ ที่กําหนดว่าบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง มีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคําวินิจฉัยว่า การกระทํานั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขให้เปึนไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตัวบทบัญญัตินี้ ถ้าเรากลับไปดูตัวรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะมีบทบัญญัติหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันคือ มาตรา ๒๑๒ เพียงแต่ว่ามาตรา ๒๑๒ มีติ่งห้อยไว้นิดหนึ่งครับว่าการใช้สิทธิยื่นคําร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเปึนกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว

ประเด็นของผมก็คือตัวมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ตัดข้อความนี้ ออกไป ความหมายหมายความว่าเจตนารมณ์ของการใช้บทบัญญัติมาตรานี้คืออนุญาต ให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยไม่จําเปึนต้องไปผ่าน องค์กรอื่น ปรากฏว่ามีคําร้องต่าง ๆ มากมายครับ ถ้าผมจําตัวเลขไม่ผิดนะครับ น่าจะอยู่ที่ ๑๖๖ คําร้อง ซึ่งถ้าหากว่าร้องในปัจจุบันเราจะพบว่าตัวพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะกําหนดเอาไว้ว่า การร้องในมาตรา ๒๑๓ จะต้องไปร้อง ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินก่อนหรือไปร้องด้วยวิธีการอื่นก่อน แต่ท่านประธานครับพระราชบัญญัติ ประกอบนี้มันออกมาหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เปึนเวลา ๑๑ เดือน ซึ่งในระหว่าง ที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีคําร้องมีประชาชนจํานวนมากร้องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยมาตรา ๒๑๓ ซึ่งรายงานเล่มนี้ก็ได้บันทึกถึงคําสั่งที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้นะครับ ประเด็นของเรื่องก็คือประชาชนจํานวนมากร้องออกไป โดยมีกรณีหนึ่งได้ร้องว่า คําสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องเสรีภาพของการชุมนุม ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่พิจารณา ในเนื้อหา แต่ไม่รับคําร้องของประชาชน แล้วสิ่งที่ตามมาหลังจากที่ท่านไม่รับคําร้องคืออะไร รู้ไหมครับ คือมีประชาชนอีกจํานวนมากมายมหาศาลที่ถูกดําเนินคดีจาก คําสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ ในข้อ ๑๒ แม้วันนี้คําสั่งนี้ในข้อนี้จะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ประชาชนจํานวนมากเขาได้รับ ความเดือดร้อนแล้วครับ และความเดือดร้อนเหล่านี้ถ้าวันนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยออกมา จะมีประชาชนจํานวนมากที่ไม่ต้องถูกดําเนินคดีแล้วต้องขึ้นโรงขึ้นศาลให้เปึนภาระแก่ตัวเอง เรื่องนี้เปึนเรื่องที่น่าเสียดายที่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทําตาม ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการไม่รับคําร้องตรงนี้ส่วนหนึ่งนั้นก็เกิดมาจากการที่ว่าจะต้อง ให้ประชาชนไปใช้สิทธิทางศาลในเรื่องอื่นก่อน บางครั้งก็บอกว่าให้ไปใช้สิทธิทางศาล ตามมาตรา ๒๑๒ ก่อน ซึ่งสิทธิทางศาลตามมาตรา ๒๑๒ หมายความว่าอะไร หมายความว่า ถ้าผมถูกดําเนินคดีเปึนคดีอาญา แล้วผมพบว่ากฎหมายที่บังคับใช้กับผมมันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมก็ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือถ้าผมไปพบเห็นว่าไม่มีกฎหมายไหนขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมก็อาจจะร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วถ้าเกิดผู้ตรวจการแผ่นดินไม่รับคําร้องของผม ผมถึงจะมีสิทธิร้องตามมาตรา ๒๑๓ ได้ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลักษณะแบบนี้ มันหมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนกฎหมายเพิ่มเติมเอาเองโดยที่บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญไปไม่ถึง ผมคิดว่าปัญหาลักษณะแบบนี้มันสะท้อนให้เห็นอะไร มันสะท้อนให้เห็น ถึงคุณลักษณะของศาลรัฐธรรมนูญ ๓ ประการครับ

คุณลักษณะแรกของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญกลับปราศจากซึ่งความเคารพต่อรัฐธรรมนูญ ของตัวเอง แทนที่ท่านจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้บังคับใช้ได้ แทนที่ท่านจะบังคับใช้ให้รัฐธรรมนูญ เปึนประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุดในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ท่านไม่ได้ทํา

คุณลักษณะประการที่ ๒ เมื่อท่านไม่ได้ทําในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญสิ่งที่เกิดขึ้น ตามมาก็คือว่าท่านทําตัวเปึนรัฐธรรมนูญเสียเองครับ ท่านทําราวกับว่าศาลรัฐธรรมนูญ คือรัฐธรรมนูญ เพราะอะไร เพราะเวลาประชาชนเขาอ่านรัฐธรรมนูญเขาอ่านเข้าใจแบบนี้ครับ แต่พอเขาร้องไปเขากลับพบว่าศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความหรือได้มีคําวินิจฉัยออกมาอีกอย่างหนึ่ง ตกลงแล้ววันนี้เราไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่คนที่เปึนรัฐธรรมนูญคือศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่

คุณลักษณะประการที่ ๓ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กระทําผ่านการตีความวินิจฉัย ตามมาตรา ๒๑๓ มันสะท้อนให้เห็นเลยว่าศาลรัฐธรรมนูญคือผลพวงที่ตกค้างมาจากยุค คสช. ที่พกพาเอาจริตของการไม่เคารพรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพของประชาชนติดตัวมาด้วย นี่ยังไม่นับนะครับว่าตุลาการเกือบทุกคนก็มีที่มาจากยุค คสช. หรือได้รับการต่ออายุโดยคําสั่ง ของหัวหน้า คสช. ด้วยความเคารพครับ คุณลักษณะทั้ง ๓ เรื่องที่ผมกล่าวมาเปึนอันตราย ต่อระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญเปึนหลักประกันต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะวันนี้หลักการของศาลรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงได้เสมอครับ จนประชาชนเขาไม่รู้ว่า ตกลงแล้วที่อ่านรัฐธรรมนูญมานี้ศาลรัฐธรรมนูญจะว่าอย่างไร เราจึงไม่ต้องแปลกใจครับ ที่ว่าวันนี้ทําไมเหตุผลในการวินิจฉัยคดีของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงเปึนแบบนี้สุดท้ายเลย กลายเปึนเรื่องการเอาเรื่องเช็ค (Cheque) เปึนการเอาเรื่องพฤติกรรมมาฟันธงว่าคุณธนาธร มีปัญหาในเรื่องของหุ้นสื่อ