พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา หารือเรื่องปัญหาและอุปสรรคที่ธนาคารเจอเกี่ยวกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และแนะนำแนวทางในการช่วยเหลือและสนับสนุนให้พวกเขาสามารถดำเนินกิจการได้ดีขึ้น โดยการขยายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และตั้งศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุน
กราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้มีเกียรตินะครับ ต้องขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องกิจการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้า แห่งประเทศไทย ผมจะขอเรียนชี้แจงเปึน ๒ ประเด็น ตามที่ท่านได้ถามมานะครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องปัญหาและอุปสรรคที่ท่านเจอเกี่ยวกับเรื่องผู้ประกอบการ ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) ธนาคารเห็นความสําคัญ แล้วก็เปึนนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเปึนรัฐบาลที่แล้วหรือรัฐบาลปัจจุบัน ตั้งแต่ผมเข้ามารับตําแหน่ง เราก็ได้ขยายจํานวนช่วยเหลือผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) เพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าจะเปึนตั้งแต่ป้ ๒๕๖๑ เราเพิ่มขึ้นมาจํานวนมากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) เพราะฉะนั้นเราเห็นแล้วว่าผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) มีความสําคัญ พร้อมกันนั้นขอเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติเกี่ยวกับเรื่องกิจการ เอสเอ็มอี (SMEs) ถ้าท่านเห็นปกติกิจการเอสเอ็มอี (SMEs) จะมี ๒ ลักษณะ
ลักษณะแรก ก็คือกิจการที่ดําเนินการธุรกิจที่ค่อนข้างดี ซึ่งอันนั้นคงทราบกัน อยู่แล้ว กลุ่มนี้จะมีทางเลือกมากแล้วก็จะไปที่ธนาคารพาณิชย์ก่อน กลุ่มที่ ๒ ก็คือผมจะเรียกว่า กลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์รังเกียจ คําว่า รังเกียจ ก็คือว่าอาจจะมีความเสี่ยงสูงหรือการดําเนิน กิจการมันต้องไม่คุ้มค่าในการที่จะปล่อยสินเชื่อ เพราะว่าอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการ ดําเนินการค่อนข้างมากหรือผลตอบแทนไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ ๒ จะเปึนกลุ่มที่เปึนภาระ แล้วก็พันธกิจของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยตามพันธกิจที่รัฐบาล มอบหมาย แต่ข้อจํากัดของธนาคารก็คือธนาคารทั้งมีหน้าที่ต้องช่วยสนับสนุนกิจการของ ผู้ประกอบการที่มีความซื่อสัตย์สุจริตแล้วเขาก็มีความตั้งใจในการประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ธนาคารเองก็ต้องมีความระมัดระวังในการดําเนินกิจการ เพราะว่าเงินที่นําไปปล่อยเปึนเงิน ซึ่งเราได้มีการระดมมานะครับ แล้วก็เนื่องจากเปึนกิจการของภาครัฐ เพราะฉะนั้นการใช้เงิน ในการปล่อยสินเชื่อเราก็ต้องมีการระมัดระวัง ท่านจะเห็นได้ว่าใน ๓ ป้ที่ผ่านมา พอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ของธนาคารได้โตขึ้นมาป้ละ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม เอสเอ็มอี (SMEs) เราโตมาจํานวนรายเพิ่มขึ้นมา ช่วยเขามา ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อป้ นั่นคือเหตุผล ที่ทําไมเราถึงได้มีการตั้งสํารองเพิ่มขึ้น แต่การตั้งสํารองนี้ถ้าท่านดูจํานวน เอ็นพีแอล (NPL) เอ็นพีแอล (NPL) ของธนาคารเพิ่มขึ้นในอัตราในสัดส่วนที่น้อยมากนะครับ แต่การกันสํารอง เรากันไว้เผื่อกรณีที่เราเห็นแล้วว่ามีโอกาสที่ภาวะเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีอย่างที่ผ่านมา เราก็เลย มีการตั้งสํารองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเอาไว้ แต่ไม่ได้เปึนตัว เอ็นพีแอล (NPL) เปึนส่วนที่เราสํารอง เอาไว้เกินเกณฑ์กว่าธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหรือตามมาตรฐานขั้นต่ํา อันนี้เราเห็นว่า ถ้าเกิดภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารจะได้มีความแข็งแรงพอที่จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ เพราะว่าถ้าเกิดตัวธนาคารเองไม่มีความแข็งแรงเพียงพอ การไปช่วยผู้ประกอบการต่อไป จะเริ่มลําบากมากขึ้น ก็เรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ
ข้อเสนอแนะที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องแนวทาง เราเองเวลาตอนที่เข้าไปสนับสนุน ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม เอสเอ็มอี (SMEs) อย่างที่ผมบอก ได้เรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกก็คือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) วัตถุประสงค์ธนาคารตั้งขึ้นมา เพื่อพยายามที่หาทางช่วยเหลือให้โอกาสเขาให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามเราทราบกันดีอยู่แล้ว ว่ากลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) นี้การดําเนินการอาจจะมีข้อจํากัดหลาย ๆ อย่าง เรื่องความสามารถเอย เรื่องหลาย ๆ อย่างที่เขาจะมีข้อจํากัด เพราะฉะนั้นธนาคารเองก็เห็น ความสําคัญก็เลยพยายามที่จะหาทางช่วยเหลือโดยการที่จะตั้งศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการ ขึ้นมา เพราะเราเห็นแล้วว่าถ้าเราส่งเข้าไปรบในสนามต่างประเทศนี้ ถ้าเขายังไม่พร้อม โอกาสบาดเจ็บเข้ามาเยอะทีเดียว แล้วก็อาจจะเกิดผลเสียหายกับธนาคาร เพราะฉะนั้นเราได้ ตั้งศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการขึ้นมา ส่วนไหนที่เขาขาดเปึนหน้าที่ของภาครัฐที่จะทุ่มเท ให้ผู้ประกอบการที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเขาได้ดําเนินการให้ได้มีโอกาสกับกิจการของเขาที่ดี ก็เรียนให้ท่านทราบว่าแนวทางเราเห็นแล้วแล้วก็ตั้งใจที่จะทําการช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือนั้นธนาคารจะต้องอยู่ในความเสี่ยง รับได้ในระดับความเสี่ยงซึ่งไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายกับธนาคาร ก็เรียนให้ท่านประธานทราบผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ขอบพระคุณครับ