เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ หารือประเด็นการประเมินผลทุนหมุนเวียน 115 ทุน ตั้งข้อสังเกตความเหมาะสมในการยุบกองทุนที่ไม่ผ่านการประเมินติดต่อกัน 3 ปี และสอบถามถึงมาตรการดูแลผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมเสนอให้ปรับเครื่องมือวัดผลการดำเนินงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น การใช้ MBO หรือ OKR แทน balanced scorecard และเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจสอบความโปร่งใสของกองทุนนอกงบประมาณ โดยเฉพาะกองทุนยุติธรรมที่ต้องขยายการรับรู้และปรับระบบให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างระบบยุติธรรมที่เป็นธรรมผ่านการเพิ่มเจ้าหน้าที่ การใช้ฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อลดอคติในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนเรียกร้องให้ปรับปรุงการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีที่ได้รับคะแนนต่ำและมีข้อกังวลด้านการกำกับดูแลให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีระบบการรับผิดชอบที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ดิฉันขอรายงานสรุปผลการดําเนินงานในภาพรวม ของทุนหมุนเวียนประจําป้บัญชี ๒๕๖๑ โดยดิฉันจะขอนําเสนอเปึน ๒ ส่วน คือส่วนที่ ๑ ภาพรวมกองทุน และส่วนที่ ๒ คืออภิปรายเจาะจงในกองทุนยุติธรรมและกองทุนพัฒนา เอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ ดังนี้
ส่วนที่ ๑ ดิฉันมีข้อสังเกตอยู่ ๓ ข้อ ดังนี้ ทุนหมุนเวียนทั้งสิ้น ๑๑๕ ทุน โดยจําแนกตามวัตถุประสงค์และกิจกรรม ๕ ด้าน ตามรายงานได้เน้นบทบาทกองทุนที่มีต่อ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในมิติต่าง ๆ ๑๕ ข้อ ตามรายงานในหน้า ๓-๖ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การประเมินผลกองทุนทั้งสิ้น ๑๐๐ ทุน มี ๓ ทุน ไม่ผ่านการประเมินติดต่อกัน ๓ ป้ ซึ่งมีมติ ให้ยุบกองทุน คือกองทุนศิลปะร่วมสมัย กองทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ดิฉันขอเรียนถามท่านประธานสภา ไปยังกองทุนว่า การยุบกองทุนตามวิธีการประเมินผลที่ปรากฏในรายงานนั้นมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพียงพอหรือยัง และโดยเฉพาะกลุ่มเปัาหมายที่ได้รับผลกระทบ เช่น ศิลป่น สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เปึนผู้มีส่วนได้เสียยังคงได้รับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือ และสนับสนุนต่อไปอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรืออุบัติเหตุขึ้นกับนักท่องเที่ยวจะมีเงินช่วยเหลือเยียวยาในส่วนนี้ได้อย่างไร
ส่วนที่ ๒ สืบเนื่องจากข้อที่ ๑ ในการใช้เครื่องมือในการประเมินผลที่เรียกว่า บีเอสซี (BSC) หรือบาลานซ์ สกอร์คาร์ด (Balance Scorecard) และแบบวิธีเบนช์มาร์กกิง (Benchmarking) โดยการกําหนดค่าเคพีไอ (KPI) ๔ ด้านนั้นมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์ การจัดตั้งกองทุนหรือไม่ เพราะการวัดผลด้วยวิธีเครื่องมือนี้เปึนเครื่องมือที่เอกชนใช้ เอกชน ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการแสวงหาผลกําไร มีข้อจํากัดอยู่หลายประการ ทั้งในเรื่องของการ ที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันกับผู้บริหาร และต้องมีการนําข้อมูล ที่เปึนปัจจุบันหรือเบสไลน์ดาต้า (Baseline data) เข้ามาใช้ในการประเมิน ดิฉันจึงขอแนะนํา ว่าควรจะมีการนําใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์กรขึ้นมา อย่างเช่น การนําแมนเนจเมนต์ บาย ออฟเจกทีฟ (Management by objective) หรือ เอ็มบีโอ (MBO) มาใช้ โดยกําหนดค่า เคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัดที่เน้นในเรื่องของการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่มีผลสืบเนื่องไปกับเรื่องของผลตอบแทน หรือเงินเดือนของบุคลากร และไม่ได้เปึนตัวกําหนดในการจะยุบหรือเลิกกองทุน อย่างเช่น ตัวชี้วัดโอเคอาร์ (OKR) เปึนต้น นอกจากนี้ทุนหมุนเวียนเปึนกองทุนนอกงบประมาณที่ไม่ได้ อยู่ในระบบตรวจสอบของประชาชนทั้งหมด จึงสําคัญมากที่ต้องมีเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบให้เหมือนกับการตรวจสอบงบประมาณตามปกติว่าการดําเนินงานของกองทุน มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ในข้อบังคับกฎหมายหรือไม่ ต้องมีการตรวจสอบ หลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด และในส่วนที่ ๒ ดิฉันจะขอพูดถึงกองทุน ๒ กอง กองที่ ๑ คือกองทุนยุติธรรม ด้วยมีข้อร้องเรียนในลักษณะความเดือดร้อนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ จากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจํานวนมาก ได้ทราบว่าทางสํานักงานยุติธรรมจังหวัดมีกองทุน ยุติธรรมที่มีส่วนในการช่วยเหลือประชาชน สามารถร้องทุกข์ได้ทางองค์การบริหารส่วนตําบล เทศบาลใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยเหลือในเรื่องของค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่ประชาชนต้องจ่าย ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยมีนโยบายในการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาโดยการพิสูจน์ผิดถูก ในชั้นศาล ส่วนค่าใช้จ่ายคนที่ยากจนไม่สามารถจ่ายได้ก็มีกองทุนเข้ามาช่วยเหลือ ปัญหา คือประชาชนโดยส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่ามีการช่วยเหลือในส่วนนี้ เนื่องจากการเข้าถึง ยังมีความติดขัดอยู่หลายประการ ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาตรงนี้เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันจึงขอนําเสนอ ดังนี้นะคะ
๑. สํานักงานยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศควรที่จะมีเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น ให้เพียงพอต่อการให้ความรู้ประชาชน อาจมีการเป่ดรับอาสาสมัครเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และกองทุนยุติธรรมจําเปึนต้องทราบว่าใครคือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ก่อนถึงจะช่วยเหลือได้ อย่างตรงเปัาหมาย ยกตัวอย่างเช่น การใช้ฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการคลัง เปึนตัวตั้ง หากเปึนผู้มีรายได้น้อยเช่นต่ํากว่า ๓๐,๐๐๐ บาทต่อป้ หรือรวมไปถึงบุตร หรือว่า ผู้ที่มีอายุไม่เกิน ๑๘ ป้ ที่มีพ่อแม่เปึนผู้มีรายได้ต่ํากว่าเส้นความยากจนก็พึงให้ความช่วยเหลือ กับกลุ่มคนเหล่านี้ก่อนเปึนลําดับแรก
แล้วประการสุดท้ายก็คือควรจะมีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปึนศาล อัยการ ตํารวจ ทนายความ เจ้าหน้าที่ในระบบยุติธรรมทุกหน่วย เพื่อลบข้อครหาของระบบยุติธรรมไทยที่กล่าวว่าคนจนติดคุกและคนรวยไม่ติดคุกออกไปเสีย
๒. สุดท้ายดิฉันจะขอพูดถึงกองทุนพัฒนาเอ็สเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐ ภาพรวมที่เกิดขึ้นจากการายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรของป้ ๒๕๖๑ จะเห็นว่ากองทุน ดังกล่าวได้รับการประเมินในคะแนนต่ําสุดคือ ๑.๗๑ จากคะแนนเต็ม ๕.๐ เหตุผลที่ได้รับ คะแนนต่ําก็คือการดําเนินการไม่เปึนไปตามระบบแล้วต้องปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง และระบบการตรวจสอบภายใน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นปัญหาคือตามเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง โดยปัญหามาจากการดําเนินการภายในของกองทุน แล้วนอกจากนี้สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ยังได้ตั้งข้อสังเกตของเงินกองทุนว่าไม่เปึนไปตามเกณฑ์หลายด้าน เช่นบัญชีเงินฝากคลังไม่มี การจัดทําทะเบียนคุมเงินฝากคลัง แล้วยังพบว่ากองทุนไม่ได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพัสดุ ประจําป้ด้วย ดังนั้นดิฉันจึงขอเสนอไปยังกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ ให้ เอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น ต้องมีการเร่งดําเนินการให้มีการกํากับ ดูแลกิจการที่ดี มีการประเมินผลที่วัดได้จริงตามวัตถุประสงค์ของกองทุน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจนมีผู้อนุมัติที่ชัดเจนตามหลักการของความรับผิดชอบในหน้าที่ นอกจากนี้ต้องมีการให้คุณให้โทษทางการบริหารจึงจะถือว่าเปึนกระบวนการประเมินผล ที่มีประสิทธิภาพ ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานไปยังกรรมการนโยบายการบริหารเงินทุน หมุนเวียนมาดังนี้ ขอบคุณค่ะ