ป่ยบุตร แสงกนกกุล หารือประเด็นการใช้พระราชกำหนดแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันครอบครัว โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมในกระบวนการออกกฎหมาย พ.ร.บ. ปี 2562 ที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเวลาเพียง 7 นาที พร้อมตั้งคำถามต่อความจำเป็น ขอบเขตอำนาจของรัฐบาล และความพร้อมในการบังคับใช้กฎหมายที่มีการเลื่อนใช้จริงด้วยเหตุผลด้านการเตรียมการ ซึ่งสะท้อนปัญหาการออกกฎหมายโดยขาดการตรวจสอบและวางแผนอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ยังกังวลต่อความขัดแย้งของระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายระหว่าง พ.ร.บ. และ พ.ร.ก. ที่อาจกระทบสิทธิของเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว และวิพากษ์วิจารณ์การใช้พระราชกำหนดบ่อยครั้งว่าเป็นพฤติกรรมที่สืบทอดจากระบอบก่อน ซึ่งอาจบั่นทอนกระบวนการนิติบัญญัติอันควรต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและโปร่งใส
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ป่ยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมลุกขึ้น อภิปรายครั้งนี้ด้วยความเห็นอกเห็นใจท่านรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านจุติ ไกรฤกษ์ อย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้ท่านไม่ได้เปึนคนก่อนะครับ มันเริ่มต้นกันมาแล้วท่านก็เข้า มาดํารงตําแหน่งแล้วก็ต้องรับเผือกร้อนนี้ไปนะครับ ก็เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของท่านนะครับ แล้วก็หลังจากที่ได้อ่านหมายเหตุท้ายพระราชกําหนด ได้อ่านการชี้แจงของรองเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา รองอธิบดีกรมกิจการสตรี ซึ่งทั้ง ๒ ท่านนี้ไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญ และคําชี้แจงต่าง ๆ ก็ไปปรากฏอยู่ในคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๒๐/๒๕๖๒ พอเราเห็น เรียบร้อยแล้วก็เข้าใจถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ อยู่นะครับ แต่ความจําเปึนต่าง ๆ ที่จําเปึนจะต้องตราพระราชกําหนดออกมาเพื่อเลื่อนเวลาการใช้บังคับ พระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ ไปก่อนนั้นนะครับ ผมคิดว่าจําเปึนต้องแยกพิจารณากัน กับประเด็นในทางรัฐธรรมนูญและขอบเขตอํานาจหน้าที่ของสภาที่จะพิจารณาว่า เราจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนดฉบับนี้ ผมคงไม่ลงในรายละเอียดเรื่องเนื้อหา เพราะเพื่อนสมาชิก ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม จากพรรคอนาคตใหม่ได้พูดไปแล้วนะครับ แต่ว่าจะขออนุญาตพูดถึงว่าสภาพปัญหาในกระบวนการตราพระราชกําหนดลักษณะแบบนี้ มันมีปัญหาอย่างไร ผมเข้าใจดีนะครับ ต้องขอทําความเข้าใจในที่ประชุมแห่งนี้ และฝาก ท่านประธานไปยังท่านผู้ฟังผู้ชมที่อยู่ทางบ้านด้วยว่าอาจจะมีความซับซ้อนกันหน่อย เพราะมีกฎหมายอยู่ ๓ ตัว ตัวหนึ่งคือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทําด้วยความรุนแรง ในครอบครัว ป้ ๒๕๕๐ การอภิปรายของผมจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ. ป้ ๒๕๕๐ นะครับ มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ ผมจะเรียก สั้น ๆ ในการอภิปรายว่าพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ และมีล่าสุดคือพระราชกําหนดที่เรากําลัง อภิปรายกันอยู่ตอนนี้คือ พระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนา และคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๒ ผมไม่ได้พูดย้ํา ๒ ครั้งนะครับ นี่คือชื่อกฎหมายจริง ๆ พระราชกําหนดที่ไปแก้พระราชบัญญัติในป้เดียวกันนะครับ ฉบับนี้ ผมอภิปรายผมจะขอเรียกว่า พ.ร.ก. ป้ ๒๕๖๒ นะครับ ทั้ง ๓ กรณีนี้ผมเข้าใจดีว่าตัว พ.ร.บ. ป้ ๒๕๕๐ มันก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ตัวพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ ก็มีข้อดีข้อเสีย อยู่ในตัวมันเอง แล้วก็ทราบดีว่ามีภาคประชาชนแบ่งออกเปึนหลายฝ์าย บางฝ์ายก็เห็นว่า กฎหมาย ป้ ๒๕๕๐ ดี บางฝ์ายก็เห็นว่ากฎหมาย ป้ ๒๕๖๒ ดีกว่า ซึ่งจุดนี้ในท้ายที่สุดก็คง จะต้องมาพิจารณาเสนอกฎหมายเพื่อแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ได้กฎหมายที่คุ้มครองสถาบัน ครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมให้มากที่สุดต่อไปครับ แต่ท่านประธานครับ ปัญหาของตัวพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ ก็ดี หรือพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๕๐ ก็ดี เราจะบอกว่า ป้ ๒๕๖๒ ดีกว่าป้ ๒๕๕๐ เราจะบอกว่าป้ ๒๕๕๐ ดีกว่าป้ ๒๕๖๒ มันไม่เกี่ยวอะไร กับการจะมาพิจารณาว่าเราจะอนุมัติพระราชกําหนดหรือไม่ เพราะว่าพระราชกําหนดนั้น การออกกฎหมายในรูปของพระราชกําหนดมันมีเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดเอาไว้อยู่ นั่นก็คือในมาตรา ๑๗๒ ดังนั้นผมจําเปึนต้องใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้เพื่ออภิปราย ถึง ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เรื่องเกี่ยวกับความรับผิดชอบของสภาที่เปึนคนตราพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ ออกมาใช้บังคับ ประเด็นนี้พระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ ใช้บังคับมีการประกาศลงใน ราชกิจจานุเบกษาในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ แล้วบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไม่ใช้บังคับให้ ใช้เมื่อพ้นกําหนด ๙๐ วันนับตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา นั่นหมายความว่า พ.ร.บ. ป้ ๒๕๖๒ นั้นจะมีผลเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๒ ปัญหาเปึนอย่างนี้ครับท่านประธาน คือพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ ผมก็ตามไปค้นคว้าดูว่าที่มาที่ไปเปึนอย่างไร ก็พบเห็นข้อมูลข่าวสารจํานวนมากมีความพยายามในการยกร่างกฎหมายแบบนี้เริ่มต้น ตั้งแต่ป้ ๒๕๕๘ ทางกระทรวงต่าง ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางภาคประชาชนก็พยายามผลักดัน กันมา เราเริ่มพูดกันตั้งแต่ป้ ๒๕๕๘ วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อต้องการคุ้มครองคนในครอบครัว ที่ถูกทําร้าย ถูกทารุณ ถูกละเมิด ในท้ายที่สุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็มาให้ความเห็นชอบ ตอนช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ สังเกตวันและเดือนให้ดีนะครับ เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ ในช่วงเวลานั้นเรามีการเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ เกิดขึ้นแล้ว สภาผู้แทนราษฎร ชุดของพวกเราอีกไม่ช้าไม่นานก็จะได้เข้าดํารงตําแหน่งและจะเปึนองค์กรที่มีอํานาจในการ ตรากฎหมายแล้ว แต่ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. นั้น ก็ยังใช้อํานาจของตัวเองในการตรากฎหมายนี้ออกมาในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกของผมได้บอกไปแล้วนะครับว่าใช้เวลาในการพิจารณายกมือโหวตกัน ๗ นาที เท่านั้น ๗ นาทีเท่านั้นที่ยกมือโหวตไม่ได้มีการอภิปรายอะไรกันมากมาย เรื่องนี้เปึนปัญหา มาต่อเนื่องโดยตลอดของการที่เรามีสภานิติบัญญัติแห่งชาติในช่วงเวลาที่คณะรัฐประหาร ครองประเทศไทยอยู่ก็คือเรามีสภาที่มาจากการแต่งตั้ง เราสามารถสํารวจสถิติได้เลยว่า จํานวนกฎหมายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติออกมาได้มากนั้น พอดีท่านนายกรัฐมนตรี มักจะพูดอยู่บ่อยครั้งว่า สนช. นั้นมีผลงานที่ดีออกกฎหมายได้เยอะ จํานวนที่มาก ไม่ได้หมายความว่าออกกฎหมายออกมาได้ดีมีคุณภาพเสมอไป แต่ที่ดันออกมาได้รวดเร็ว ได้มากนั้นก็เพราะว่ามันไม่มีฝ์ายค้านครับเปึนพวกเดียวกันหมด และถ้าท่านลองดูย้อน กลับไปกฎหมายหลายฉบับที่ สนช. ออกมามันแทบจะไม่มีคนโหวตไม่เห็นด้วยเลย ส่วนใหญ่ ก็จะเห็นด้วยกันทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรครับว่า พ.ร.บ. ป้ ๒๕๖๒ ๗ นาทียกมือโหวตผ่านกันหมด เพราะว่าไม่มีการตรวจสอบท้วงติงการอภิปรายกันอย่าง เต็มที่ ทีนี้ปัญหาก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้ว ผมก็เข้าใจว่า สนช. ก็คงเล็งเห็นว่า ถ้าออกมาปุ็บประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๒ พฤษภาคมใช้เลย เดี๋ยวจะเตรียมพร้อม กันไม่ทัน ก็เลยให้เวลาหายใจหายคอแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ๙๐ วัน เปึนเวลาประมาณ ๓ เดือนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ตระเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายใหม่นี้ ทีนี้ในช่วงเวลาก่อนที่กฎหมายนี้ใช้จริง ๆ ในเดือนสิงหาคม ผมก็ไปตามค้นคว้าดูในข่าว ก็พบเห็นกระทรวงได้แถลงข่าวหลายครั้งบอกว่าเรามีความพร้อมแล้ว เรามีความพร้อมแล้ว ที่จะปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็มีการจัดสัมมนากันหลายครั้งหลายหน แต่แล้วอยู่ดี ๆ หลังจากกฎหมายนี้ใช้ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ก็มีพระราชกําหนดออกมาบอกว่าให้เลื่อนการใช้ ไปก่อน โดยในหมายเหตุของพระราชกําหนดนั้นยืนยันชัดเจนว่ามีปัญหาเรื่องความพร้อม ในการใช้กฎหมายอันใหม่ ผมอยากเรียนถามตรงนี้ว่า และสุดท้ายใครที่ไม่พร้อมกันแน่ครับ ใครกันแน่ที่ไม่พร้อมในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอันใหม่นี้ เพราะผมเช็ก (Check) ตามข่าวก็เห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ยืนยันว่าพร้อม มีเวลาหายใจหายคออีก ๙๐ วัน แล้วเรื่องนี้ พูดกันมาตั้งแต่ป้ ๒๕๕๘ มีความพยายามจะทํากันตั้งแต่ป้ ๒๕๕๘ ออกกฎหมายมาแล้ว ก็มีเวลาผ่อนคลายให้อีก ๙๐ วัน และหน่วยงานก็พูดว่าพร้อมอยู่เสมอ แล้วสุดท้ายมาออก พ.ร.ก. และบอกว่าไม่พร้อม ก็เลยสงสัยว่าในท้ายที่สุดใครกันแน่ที่ไม่พร้อม ส่วนในตัวของ สนช. เองก็จะมีปัญหาต่อไปว่ามันจะกลายเปึนลดความน่าเชื่อถือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือคุณออกกฎหมายมาแล้วพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับกับบุคคลทั้งหมด ออกพระราชบัญญัติ มาแล้วมันไม่ใช่เหมือนเล่นขายของนะครับ ออกมาเสร็จแล้ว ลืม เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่พร้อม รีบไปสะกิดรัฐบาลบอกไปออกพระราชกําหนดให้หน่อย ไปบอกว่ายังไม่ใช้ พ.ร.บ. อย่างนี้ ไม่ใช่สภาที่ตรากฎหมายแล้วครับ สภาออกกฎหมายต้องมีความรอบคอบกว่านี้ ก็ต้องทราบ ล่วงหน้าว่าพร้อมหรือไม่พร้อม ต้องปรึกษาหารือกัน ทําไมออกมาแล้วถึงเพิ่งจะนึกออกครับ ว่าไม่พร้อม เพราะฉะนั้นอย่าให้สาธารณชนได้วิพากษ์วิจารณ์กันว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น สุดท้ายคุณออกกฎหมายด้วยความไม่รอบคอบ ด้วยความเลินเล่อ มันจะไม่ต่างอะไรกับโรงงาน ที่ปัูมกฎหมายออกมารายวัน ที่ผ่านมาท่านก็ปัูมกันเยอะมากสภานิติบัญญัติแห่งชาติทั้งชุด ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ ก็ปัูมออกมาจนเปึน พ.ร.บ. ป้ ๒๕๕๐ ไปแล้วทีหนึ่ง งวดนี้เอาอีกแล้วครับ สนช. ชุดรัฐประหาร ป้ ๒๕๕๗ ก็ปัูมกฎหมายฉบับนี้ออกมาอีกแล้วก็มีปัญหาอีก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เปึนประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะกราบเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ครับ ประเด็นต่อไปครับ
ประเด็นที่ ๒ กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีคําวินิจฉัยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยท่านวินิจฉัยว่า พระราชกําหนดฉบับนี้เปึนไปตามเหตุแห่งการออกพระราชกําหนด ตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง คือพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากซีกฝ์ายค้าน เราเห็นว่า พระราชกําหนดฉบับนี้ไม่เข้าเหตุแห่งการออกพระราชกําหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง ก็ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็วินิจฉัยออกมายืนยันว่าเรื่องนี้เข้า เหตุเรื่องความปลอดภัยของประเทศและความปลอดภัยของสาธารณะ แน่นอนที่สุดครับ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็มีผล แต่ว่าคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีผลผูกมัดพวกเรา ในที่ประชุมแห่งนี้ที่จะตัดสินใจว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนด เพราะอะไรครับ
ข้อที่ ๑ พระราชกําหนดเปึนการออกมาโดยคณะรัฐมนตรี เมื่อออกมาแล้ว มันมีผลใช้ไปพลางก่อน ในท้ายที่สุดก็จะต้องกลับมาให้พวกเราผู้แทนราษฎรได้ตัดสินใจว่า จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ ถ้าเกิดเราบอกว่าคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วว่า เปึนไปตามเหตุแห่งการออกตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง แล้วมาบังคับผูกมัดให้พวกเรา ต้องโหวตตามนี้ ถ้าเปึนแบบนี้กระบวนการตราพระราชกําหนดจะผิดเพี้ยนไปหมด ผมยืนยันว่า สภาแห่งนี้พวกเรายังมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ คําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ครับ พระราชกําหนดฉบับนี้เนื้อหาหลัก ๆ ก็มีสั้น ๆ คือยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้ ๒๕๖๒ ไปก่อน ระหว่างนี้ก็ให้กลับไปใช้กฎหมายเดิม คือพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๕๐ แล้วถ้าหากพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๖๒ จะใช้จริง ๆ เมื่อไร ให้รัฐบาลตราพระราชกฤษฎีกาออกมา นี่เนื้อหาหลักใหญ่ใจความมันมีเท่านี้ ทีนี้มันมีปัญหา ลักลั่นกันในเรื่องเวลาครับ พระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๕๐ ตัวเก่านี่นะครับ มีผลใช้เรื่อยมา แล้วก็ มาสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๒ สิ้นสุดลงเพราะอะไรครับ เพราะ พ.ร.บ. ป้ ๒๕๖๒ เพิ่งออกมาใหม่เข้ามาแทนที่ แต่แล้ว พ.ร.ก. ป้ ๒๕๖๒ อีกฉบับหนึ่ง พระราชกําหนด ป้ ๒๕๖๒ กลับออกมาเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม แล้วก็ย้อนกลับไปบอกว่าให้ใช้ตั้งแต่ วันที่ ๒๐ สิงหาคม ปัญหามันมีอยู่ตรงนี้ครับ ช่วงเวลาวันที่ ๒๐ สิงหาคม ถึงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ตกลงแล้วจะใช้กฎหมายฉบับไหนครับ ช่วงเวลาวันที่ ๒๐ สิงหาคม ถึงวันที่ ๒๖ สิงหาคม แน่นอนที่สุดท่านก็บอกว่าใช้ตาม พ.ร.ก. เพราะ พ.ร.ก. แบ็กเดต (Backdate) ถอยหลังให้ พ.ร.ก. ออกวันที่ ๒๖ แล้วก็บอกว่าให้ย้อนกลับไปให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒๐ ดังนั้นช่วงวันที่ ๒๐ ถึงวันที่ ๒๖ ก็คงจะใช้ พ.ร.บ. อันเก่า ถูกไหมครับ ช่วงวันที่ ๒๐ ถึงวันที่ ๒๖ ใช้ พ.ร.บ. อันเก่า ทีนี้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ ผมขอสมมุติให้ท่านเห็นและเข้าใจง่าย ๆ ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม จนถึงวันที่ ๒๖ สิงหาคม เกิดมีการใช้ความรุนแรงกันในครอบครัว มีบุคคลที่ตกเปึนเหยื่อของการใช้ความรุนแรงในครอบครัวในวันนั้น แล้วเขาต้องการใช้ช่องทาง การคุ้มครองต่างๆ ช่องทางการเยียวยาต่าง ๆ ตามกฎหมาย เขาจะใช้กฎหมายฉบับไหนครับ แน่นอนที่สุดวันที่เกิดเหตุในวันที่ ๒๐ ถึงวันที่ ๒๖ ไม่มีใครจินตนาการรู้มาก่อนว่าจะมี พ.ร.ก. ป้ ๒๕๖๒ ออกมา สมมุติว่ามีสุภาพสตรีคนหนึ่ง ภรรยาถูกสามีทําร้ายร่างกาย ในครอบครัว ณ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ผมสมมุติ ณ วันนั้นยังไม่ใช่วันที่ ๒๖ นะครับ เขาไม่รู้ หรอกครับว่ามี พ.ร.ก. เขาก็ต้องกลับไปใช้ พ.ร.บ. ป้ ๒๕๖๒ ถูกไหม เพราะ พ.ร.บ. ป้ ๒๕๖๒ มีผลแล้ว ถูกไหมครับ ทีนี้เกิดเขาไปใช้กลไกตาม พ.ร.บ. ป้ ๒๕๖๒ ผ่านมาไม่กี่วัน วันที่ ๒๖ สิงหาคมอยู่ดี ๆ มี พ.ร.ก. ป้ ๒๕๖๒ ออกมาครับ แล้วบอกว่าไม่ใช่ อะไรที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ ๒๐ เปึนต้นไปให้กลับไปใช้ พ.ร.บ. ป้ ๒๕๕๐ แบบเดิม มันมีความลักลั่นกัน ในทางเวลา ปัญหาก็คือผมไม่รู้ว่าในทางความเปึนจริงจะมีหรือไม่ ถ้าเกิดมันมีเคส (Case) แบบนี้เกิดขึ้นพวกท่านจะทําอย่างไร นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ชัดถึงการออกกฎหมาย ที่สะเพร่าบกพร่องครับ คือตัดสินใจไม่ชัดเจนตั้งแต่แรกออกมาแล้วให้เลื่อน เลื่อนแล้วไม่ออก ออกมาแล้วต่าง ๆ จนมันย้อนไปย้อนมา เราสร้างสิ่งสมมุติ เราใช้อํานาจในการตรากฎหมาย กําหนดให้กฎหมายมีผลขึ้นหน้า ย้อนหลัง นั่นทําได้ครับ แต่ความเปึนจริงในชีวิตประจําวัน ของผู้คนมันย้อนไม่ได้ครับ มันเกิดขึ้นมาจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นความลักลั่นนี้เกิดขึ้น แน่นอนนะครับ ผมเรียนมาถึงตรงนี้เพื่อจะกล่าวทิ้งท้ายแบบนี้ครับ รัฐบาลคณะรัฐมนตรีชุดนี้ เข้าดํารงตําแหน่งมาตีตัวเลขกลม ๆ สักประมาณ ๖ เดือน ๖ เดือนนี้ท่านออกพระราชกําหนด ไปแล้ว ๒ ฉบับ ฉบับแรกก็คือ พ.ร.ก. ป้ ๒๕๖๒ นี่ล่ะ อีกฉบับหนึ่งก็คือ พระราชกําหนด โอนอัตรากําลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเปึนของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเปึนส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๒ ๖ เดือนเพียงครึ่งป้เท่านั้นท่านออกไปแล้ว ๒ ฉบับ นั่นแสดงให้เห็นถึงอะไรครับ นั่นแสดง ให้เห็นถึงว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ในท้ายที่สุดจะมีความพยายามที่จะใช้อํานาจในการตรา พระราชกําหนดอยู่บ่อยครั้งต่อไปหรือไม่ ผมอภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้หลายครั้งหลายหนว่า ผมกังวลใจจริง ๆ ว่าตัวท่านนายกรัฐมนตรีและตัวคณะรัฐมนตรีจะติดเปึนนิสัย เปึนนิสัย ที่ท่านคุ้นชินมากับเมื่อตอนท่านเปึนหัวหน้า คสช. ที่ท่านมีมาตรา ๔๔ อยู่ในมือ คือเรื่องนี้ ถ้าเกิดในสมัยท่านยังเปึนหัวหน้า คสช. ท่านดีดนิ้วแกร็กเดียวออกคําสั่งตามมาตรา ๔๔ จบ พวกผมก็ไม่มีสิทธิพูดอะไรทั้งสิ้น ไม่มีใครไปส่งศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะมาตรา ๔๔ มันดีดนิ้วแกร็กเดียวมันจบ แต่รอบนี้มันไม่ใช่แล้วครับ มาตรา ๔๔ ของท่านหายไปแล้ว ท่านไม่ได้เปึนหัวหน้า คสช. แล้ว แล้วพอมันมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นท่านจะทําอย่างไร เห็นไหมครับ นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าถ้าท่านรู้จักใช้อํานาจอย่างรอบคอบถี่ถ้วน ติดให้เปึนนิสัย มันจะไม่เกิดปัญหาแบบนี้หรอกครับ เมื่อก่อนท่านใช้อํานาจไม่รอบคอบได้ เพราะท่านมีคาถาประจําใจอยู่คือมาตรา ๔๔ ท่านมีอาวุธประจํากายอยู่คือมาตรา ๔๔ เกิดปัญหาเมื่อไร มาตรา ๔๔ เดี๋ยวจัดการได้หมด แต่รอบนี้ไม่มีแล้วครับ นี่จึงเปึนบทเรียน สําคัญอย่างยิ่งว่าต่อไปนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องใช้อํานาจด้วยความระมัดระวัง ใช้อํานาจให้รอบคอบ ตรวจสอบให้มันถี่ถ้วน ถามคนให้รอบด้านเสียก่อน ถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ ขึ้นมาอีกเดี๋ยวท่านจะเผอเรอไปใช้ พ.ร.ก. แล้วก็คิดว่า พ.ร.ก. เปึนยาวิเศษเหมือนมาตรา ๔๔ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเปึนประเด็นสําคัญ ดังนั้นผมเองในฐานะผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่ในการ ถ่วงดุลตรวจสอบกับฝ์ายบริหาร จําเปึนจะต้องยืนยันว่าเราไม่สามารถอนุมัติพระราชกําหนด ฉบับนี้ได้ครับ เพราะการตราพระราชกําหนดฉบับนี้ไม่ได้เข้าเหตุแห่งการตรา ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็มีความเห็นของท่าน ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยครับ คําวินิจฉัยนั้น ผูกพันก็จริง แต่ผมมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยก็ได้ ผมไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ในวรรคสองของมาตรา ๑๗๒ ที่บอกจําเปึนเร่งด่วน ผมก็ยังเห็นว่ามันไม่ถึงขั้นจําเปึน เร่งด่วน ดังนั้นผมจึงต้องยืนยันต่อที่ประชุมแห่งนี้ และอยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกให้ลงมติ ไม่อนุมัติพระราชกําหนดฉบับนี้ครับ เพื่อเปึนสัญญาณ สัญลักษณ์ส่งไปว่าเราควรยุติ การตราพระราชบัญญัติเหมือนที่ สนช. ทํากันมาแบบมักง่ายเสียที การตรากฎหมาย ไม่ใช่การเล่นขายของ อยู่ดี ๆ วันนี้ตราพรุ่งนี้เลิก วันนี้ตราพรุ่งนี้เลิก วันนี้ตราพรุ่งนี้เลื่อน อย่างนี้ไม่ได้ต้องยุติเสียที และเปึนสัญลักษณ์ในการยืนยันว่า นี่คือการมิให้คณะรัฐมนตรี ใช้อํานาจออกพระราชกําหนดอย่างพร่ําเพรื่อ จนในท้ายที่สุดจะกลายเปึนมาตรา ๔๔ จําแลงไป ผมในฐานะผู้แทนราษฎรขอยืนยันว่าไม่อนุมัติพระราชกําหนดฉบับนี้ ขอบคุณครับ