จุรินทร์ แจงมาตรการดูดซับข้าว ช่วยพยุงราคา-เร่งส่งออก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงความจำเป็นในการประกันรายได้เกษตรกรควบคู่กับมาตรการดูดซับผลผลิตข้าวเพื่อป้องกันราคาตกต่ำ พร้อมเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเสนอมาตรการสนับสนุนการเก็บรักษาข้าว จัดสรรงบประมาณชดเชยตันละ 1,500 บาท และอนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันเกษตรกรและโรงสี รวมทั้งเร่งผลักดันการส่งออกข้าวและการเจรจาขายข้าวต่างประเทศ ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจจำนวน 145,000 ตัน มูลค่า 4,000 ล้านบาท เพื่อพยุงราคาและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างเป็นรูปธรรม

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านนิยมบอกว่าถ้าเกษตรกรไม่เอาข้าวไปขาย แล้วก็ชะลอการขายไว้จะได้หรือไม่ ขออนุญาตเรียนว่าได้ครับ แล้วรัฐบาลก็อยากเห็นสิ่งนี้ ในช่วงที่ข้าวออกมากเราไม่อยากเห็นเกษตรกรระดมกันเอาไปขาย เพราะช่วงนั้นจะเปึน ช่วงที่ราคามันอ่อนตัวลงมาจะทําให้รายได้เกษตรกรกระเปิาซ้ายลดลง ตรงนี้จึงเปึนที่มา ที่นโยบายประกันรายได้ที่ผมยังยืนยันกับท่านนิยมว่ามันยังตอบโจทย์ ไม่ใช่ไม่ตอบโจทย์ เพราะการทํานโยบายประกันรายได้เกษตรกรนั้นจะต้องทํา ๒ อย่างควบคู่กันไป

ประการที่ ๑ ประกันรายได้เพื่อให้ท่านได้รับเงินทั้งซ้ายและขวา ๒ กระเปิา เปึนการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร

ประการที่ ๒ ต้องมีมาตรการควบคู่คือการยกระดับราคาข้าวและพืชเกษตร ทุกตัวที่ประกันทั้ง ๔ ตัวที่เหลือเพิ่มขึ้นมาด้วย แล้วในช่วงเวลานี้ท่านนิยมก็ทราบดี เมื่อสักครู่ เพื่อนผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งก็บอกช่วงนี้ข้าวประดังกันออกมามาก ราคาก็อ่อนตัวลง อันนี้เปึนความจริง และตรงนี้ที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเสริมออกมาเพื่อช่วยดึงราคาไม่ให้ ตกลงไป มาตรการเสริมที่ว่านี้รัฐบาลมีความชัดเจนแล้ว เมื่อวานซืนผมอยู่ที่ประเทศเยอรมัน กับประเทศตุรกี ๔-๕ วัน ไปขายข้าว มันสําปะหลัง ยางพารา หลายตัวครับ ไม่อธิบายตรงนี้เวลาสั้น แต่สุดท้ายผมต้องขอให้ทางกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในรีบประชุมด่วนเมื่อวาน ทั้งที่ผมยังไม่กลับมา เพื่อระดมมาตรการทั้งหมดร่วมกับโรงสี สถาบันเกษตรกร และทุกฝ์าย หาข้อสรุปว่าช่วงนี้เนื่องจากข้าวออกมาก ข้าวจะออกมากช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม โดยประมาณ แล้วจะทําให้ราคาอ่อนตัวลงมา ทําอย่างไรที่จะเก็บซัปพลาย (Supply) หรือผลผลิตไว้กับเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร รวมทั้งโรงสีได้มากขึ้น สุดท้ายเมื่อวาน ท่านอธิบดีกรมการค้าภายในเปึนประธานได้ข้อสรุปแล้ว เชิญโรงสี เชิญสถาบันทั้งหมดมาแล้ว ก็ได้มาตรการที่จะไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป

อันที่ ๑ ที่ได้มีมาตรการออกมา มีความชัดเจนก็คือว่า ๑. ให้ดําเนินการจัดเงิน ๑,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อดําเนินการจ่ายขาดให้กับเกษตรกรอย่างที่ท่านนิยมเสนอ คือให้เก็บข้าวไว้อย่างน้อย ๑-๕ เดือนเท่าที่ทําได้ แล้วจะได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือ ค่าเก็บข้าวไว้อย่าเพิ่งขาย เพราะเดี๋ยวกระเปิาซ้ายจะหด ตันละ ๑,๕๐๐ บาท อันนี้มีมติ ชัดเจนแล้ว เมื่อสักครู่ตัวเกษตรกรแต่ละราย

อันที่ ๒ สถาบันเกษตรกรก็ให้ตันละ ๑,๕๐๐ บาทเหมือนกัน ถ้าเก็บอย่าเพิ่งขาย หรือไปเก็บข้าวจากชาวนามารวบรวมเก็บไว้ที่สถาบันเกษตรกร โดยจ่ายค่าเก็บตันละ ๑,๕๐๐ บาท เหมือนกัน แต่ ๑,๕๐๐ บาทแบ่งเปึน ๒ ก้อน ไม่เหมือนเกษตรกรเมื่อสักครู่ที่ก้อนเดียว ๑,๕๐๐ บาทจ่ายขาดเลย ๑,๕๐๐ บาท ๒ ก้อนก็คือ ๑,๐๐๐ บาท จะให้สถาบันเกษตรกร ที่เก็บข้าวไว้ กับอีก ๕๐๐ บาทจ่ายให้ตัวเกษตรกรที่เอาข้าวนั้นมาเก็บไว้ที่สถาบันเกษตรกรเปึน ๑,๐๐๐ บาท กับ ๕๐๐ บาท รวมกันก็ ๑,๕๐๐ บาทเหมือนกัน

อันที่ ๓ เพื่อที่จะทําให้สถาบันเกษตรกรซื้อข้าวมาเก็บได้มากขึ้น ก็มีมติอนุมัติ ให้สินเชื่อช่วยสถาบันเกษตรกรช่วยดอก ๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านกู้มา ๔ ท่านจ่ายดอก แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลช่วย ๓ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ท่านเก็บข้าวไว้ตั้งเปัา ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน วงเงิน ๕๖๒ ล้านบาท อนุมัติไปแล้ว

อันที่ ๔ สินเชื่อสําหรับโรงสีที่ท่านบอกโรงสีไม่ซื้อเก็บนั่นล่ะครับ ตอนนี้โรงสี มีปัญหา ปัญหาข้อที่ ๑ เท่าที่ติดตามตรวจสอบก็คือว่าซื้อเก็บมาก่อนหน้านี้แล้ววงเงินไม่พอ แล้วก็อันที่ ๒ ก็คือว่าประสงค์จะซื้อเก็บเพิ่มแต่ว่าวงเงินไม่มี เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเปึนที่มา ที่ให้สินเชื่อดอกร้อยละ ๓ ช่วย ถ้าท่านกู้มา ๔ ท่านก็เหลือภาระแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลช่วย ๓ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ให้โรงสีซื้อเก็บ ๒-๖ เดือน วงเงินที่จะช่วยดอกเบี้ย ๕๑๐ ล้านบาท

อันสุดท้ายที่จะพยายามดําเนินการช่วยดึงราคาข้าวในประเทศที่อ่อนตัวลง อาจจะได้ผลทันทีหรือไม่ทันทีก็สุดแล้วแต่ แต่ขอให้รับทราบว่าพวกผมพยายามสุดชีวิตอยู่ นั่นก็คือการเร่งรัดการส่งออก ซึ่งผมได้เดินทางไปหลายประเทศแล้วก็พยายามดําเนินการ ไม่ว่าประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศตุรกี ประเทศเยอรมัน ก็ปรากฏผลว่าสามารถที่จะ ทําสัญญาระบายข้าวออกไปได้เยอะทีเดียว ยกตัวอย่างที่ประเทศอินเดียซึ่งถือว่าเปึนตลาดใหม่ ของเราก็สามารถดําเนินการขายได้จํานวนหนึ่ง แล้วที่ประเทศตุรกีที่ผมเพิ่งกลับมาเมื่อวาน เราสามารถขายข้าวได้ ๑๑,๐๐๐ ตัน ทั้งเปึนข้าวขาวและเปึนข้าวถุง แล้วเมื่อสักครู่นี้ก่อนผม มาสภา กระทรวงพาณิชย์เชิญผู้นําเข้าจาก ๑๙๐ บริษัททั่วโลกมาพบกับผู้ส่งออกของเรา ๑๗๖ บริษัท แล้วก็เจรจาซื้อขายพืชเกษตรกันทั้งข้าว มันสําปะหลัง ยางพารา ผลไม้แปรรูป แล้วก็ผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติก (Bio-plastic) หรือพลาสติกชีวภาพ เฉพาะข้าวเมื่อสักครู่ สามารถทํา เอ็มโอยู (MOU) ได้ ๑๔๕,๐๐๐ ตัน มูลค่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายผมเพิ่งได้พบ กับสมาคมผู้นําเข้าข้าวจากฮ่องกงคุยกันก่อนเดินทางมาสภา เขายังยืนยันว่าจะเร่งรัดนําเข้าข้าว จากประเทศไทยเพราะว่าข้าวไทยมีคุณภาพ แล้วเราก็เปึนพันธมิตรที่ดีต่อกัน แล้วป้หน้าป้นี้ ถัดจากเดือนมกราคมเขาจะช่วยซื้อข้าวไทยมากขึ้นจากคําร้องขอของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประเทศไทย ก็ขออนุญาตที่จะรายงานให้ทราบว่า ก็พยายามทําเต็มที่ ขอบคุณท่านนิยมที่ให้ความเปึนห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เราจะช่วยกัน ทํางานต่อไป ขอบคุณครับ