เทพไท เสนพงศ์ หารือปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมันในภาคใต้ พร้อมเสนอให้ส่งเสริมการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อเพิ่มมูลค่าและลดภาระงบประมาณรัฐในการประกันรายได้เกษตรกร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เรื่องแนวทางแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ซึ่งผมขออภิปรายในบทที่ ๕ เรื่องแนวทางแก้ปัญหาปาล์มและยางพาราตกต่ำ ก็ต้องเรียน กับท่านประธานว่า พืช ๒ ตัวนี้เป็นพืชหลักในเขตพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ ในเขตเลือกตั้งของผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอจุฬาภรณ์กับอำเภอชะอวดก็ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ที่ปลูกยางพารา พื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติก็ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่ปลูกปาล์มน้ำมัน แล้วก็พื้นที่อำเภอพระพรหมก็มีทั้งปาล์ม ยางพารา แล้วก็ผลไม้ แต่ผมอยากจะเจาะไปที่ ๒ พืชนี้ก็คือว่า จากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผล ทางการเกษตรตกต่ำชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำมันปาล์ม ผมดูข้อเสนอการแก้ปัญหา เรื่องราคาปาล์มตกต่ำ หลัก ๆ ก็คือห้ามนำเข้า แล้วก็ป้องกันปราบปรามการลักลอบน้ำมันเข้ามา กับส่วนที่ ๒ เป็นการส่งเสริมให้ใช้ภายในประเทศ ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าสำหรับปาล์ม ผมไม่ได้หนักใจในเรื่องราคาเท่าไรนะครับ ซึ่งผมก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลชุดนี้ที่ได้นำเอา นโยบายที่พรรคของผมหาเสียงเอาไว้ นั่นก็คือประกันรายได้เกษตรกร แล้วก็รัฐบาล ก็ได้ประกาศชัดว่าประกันรายได้ปาล์มน้ำมัน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ที่กิโลกรัมละ ๔ บาท แล้วก็ประกันราคายางที่กิโลกรัมละ ๖๐ บาท ในขณะนี้เราก็ต้องยอมรับความจริงว่าราคา ๔ บาท เกษตรกรก็พออยู่ได้ แต่ก็ไม่ได้กำไรหรอกท่านประธาน ยางพาราก็เช่นเดียวกัน กิโลกรัมละ ๖๐ บาทก็ไม่ได้กำไร แต่ก็พออยู่ได้มันผ่านยุคทองไปแล้ว ยุคปี ๒๕๕๓ ยุคของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ปาล์มน้ำมันกิโลกรัมละ ๑๐ บาท ยางพารากิโลกรัมละ ๑๘๐-๒๐๐ บาท สถานการณ์นั้นผ่านแล้วก็คิดว่าคงจะไม่หวนกลับมาแล้ว แต่ว่าวันนี้เกษตรกรก็พอใจสำหรับราคาที่รัฐบาลให้ประกันรายได้ไป ในส่วนมาตรการผมคิดว่า มาตรการที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ศึกษาเรื่องส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมัน ผมคิดว่าน้ำมันปาล์ม ที่ไม่น่าหนักใจก็คือว่าเราสามารถที่จะใช้น้ำมันปาล์มไปได้ในหลาย ๆ ทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตเป็นไบโอดีเซล (Biodiesel) ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า หรือว่าไปสนับสนุนผลิต เป็นการบริโภคหรือการส่งออก หรือการทำเป็นอุตสาหกรรมอะไร ผมคิดว่าทำได้ และในวันนี้ถ้าดูจากราคาของน้ำมันปาล์มที่รัฐบาลประกันกิโลกรัมละ ๔ บาท ตอนนี้ราคา ก็ขยับขึ้น ๓.๒๐ บาท ๓.๘๐ บาทแล้ว ผมก็เชื่อว่าสัก ๒-๓ เดือนก็ทะลุ ๔ บาทราคาประกัน แน่นอน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ต้องที่จะต้องมาควักงบประมาณสนับสนุนโครงการนี้ ผมเชื่อว่า ก็ทะลุค่อนข้างแน่ แต่ว่าที่ผมเป็นห่วงก็คือผมเป็นห่วงเรื่องราคายางพาราครับ ท่านประธาน คือยางพาราก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าตอนนี้เราต้องชดเชยจากนโยบายประกัน ค่อนข้างจะเยอะมาก ราคาต่อหน่วยเยอะมาก เพราะเราประกันที่ยางแผ่นกิโลกรัมละ ๖๐ บาท น้ำยางสดกิโลกรัมละ ๕๗ บาท ยางก้นถ้วยหรือขี้ยางเศษยางกิโลกรัมละ ๒๓ บาท แต่ว่า ราคาจริง ๆ ที่ท้องตลาดในวันนี้ผมก็ได้สอบถามจากเกษตรกรในพื้นที่เลือกตั้งของผม ๓๐ บาท ๓๒ บาท ซึ่งรัฐบาลต้องชดเชยราคาต่อหน่วย ๓๐ บาท ก็ค่อนข้างจะสูงนะครับ ท่านประธาน ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ถ้าหากว่าเราไม่สนับสนุนให้มีมาตรการให้มีการใช้ยาง ให้ราคายางมันเขยิบขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ ๕๕ บาท หรือ ๖๐ บาท หรือทะลุราคาประกัน รัฐบาลก็จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณและแบกรับภาระตรงนี้เยอะมากครับท่านประธาน ซึ่งจากรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมก็เห็นว่าหลายส่วนพยายามที่จะศึกษา แล้วก็สนับสนุนให้มีการใช้น้ำยางพาราไปในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เรื่องทำถนน ไปทำถนน แบบดินซีเมนต์หรือว่าไปทำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้อีกหลายส่วน ซึ่งผมก็ต้องเรียนกับ ท่านประธานว่าที่ผมหนักใจก็คือว่า เราเอาสินค้าที่มันมีราคาแพงแล้วก็ไปทดแทนกับสินค้า ที่มันราคาถูก ถึงอย่างไรมันก็ไม่ยั่งยืนครับท่านประธาน มันต่างกับที่เราเอาสินค้าราคาถูก ไปใช้ทดแทนสินค้าราคาแพง อันนี้อย่างไรมันก็ยั่งยืน อย่างไรมันก็ก้าวหน้า อย่างไรมันก็ พัฒนา แต่เอาล่ะนี่มันคือปัญหาเฉพาะหน้าที่เราจะต้องแก้ช่วยเหลือเกษตรกรก่อน แต่ว่าสิ่งที่ ผมเห็นแล้วผมค่อนข้างที่จะหนักใจ ก็คือมาตรการใช้น้ำยางพาราสด ๓๕.๒ เปอร์เซ็นต์ สำหรับในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง คณะกรรมาธิการชุดนี้นำเสนอเรื่องนี้ว่าสามารถที่จะนำ ยางพาราไปใช้ในอุตสาหกรรมเสาคอนกรีตหรือคอนกรีตผสม แล้วก็บอกว่าจะใช้ส่วนผสม ของน้ำยางในปริมาณยางแห้ง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อคอนกรีต ๑ ลูกบาศก์เมตร สามารถดูดซึม ปริมาณยางออกจากระบบได้ ๑.๕๕ ล้านตันต่อปี คือที่ผมรู้สึกกังวลก็คือว่าเราเอาสินค้า ยางพาราที่มีต้นทุนสูงแล้วก็ไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างไปทำเสาเข็ม ไปผสมเสาเข็ม ผมว่าต้นทุนมันต่างกับเอาหิน เอาดิน เอาทราย เอาปูนซีเมนต์ไปใช้มากเลย แล้วก็ยางพารา ที่ไปผสมเป็นเสาเข็มแล้วก็ตอกฝังลงไปในดิน ผมคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย มันไม่มี ประโยชน์อะไรเลยแล้วก็เสียเงิน เสียงบประมาณไปเปล่า ๆ เลย ถ้าหากว่าจะเอายางพาราไปทำพวกเกาะกลางถนนหรือว่าแบริเออร์ (Barrier) อะไรอย่างนี้ ผมก็ยังพอฟังได้ พอทำว่าได้โอเค (OK) ละเป็นสินค้า เป็นวัสดุ หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องโชว์ แม้ว่าจะแพงสักนิด หรือเอาไปทำถนน เทถนนแทนยางมะตอย ผมก็เชื่อโอเค (OK) มันอาจจะแพงไปนิดหน่อยแต่ว่ามันได้ประโยชน์ก็คือได้ใช้ รถวิ่งบนถนนมันก็ทำให้สภาพ มันนุ่มขึ้น แรงเสียดสีกับล้อยางรถมันน้อยลงทำให้เซฟ (Save) หน้ายางรถ อันนี้พอฟังได้ แต่ว่าพอกรณีผมมาดูผลการศึกษาและนำเสนอว่าเอาน้ำยางไปผสมกับคอนกรีตและไปทำ เสาเข็มอย่างนี้ อันนี้ผมค่อนข้างกังวลนิดนะครับท่านประธาน ว่าถ้าทำแล้วมันจะคุ้มค่า หรือไม่ก็อยากจะฝากไปถึงกรรมาธิการชุดนี้ว่าผมสนับสนุนให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กับยางพารา แต่ว่าก็อยากจะให้ดูด้วยว่าสินค้าอะไรหรือผลิตภัณฑ์อะไรที่มันเหมาะสม กลัวว่าถ้าหากคณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอไปแบบนี้ไปถึงรัฐบาล ขอโทษนะครับ รัฐบาลบ้าจี้ตาม และทำตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นไป ผมเกรงว่าเราจะสูญเปล่า เราน่าจะเอาเรื่องน้ำยางพารา ยางสดไปทำผลิตภัณฑ์อื่นน่าจะดีกว่านะครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าผมก็กังวลเรื่องผลิตภัณฑ์หรือสินค้าทางการเกษตร ๒ ตัวนี้ และผมก็ทราบว่านโยบายประกันรายได้ที่รัฐบาลทำอยู่ก็ไม่ได้ทำแบบยั่งยืนนะครับ ท่านประธาน คือ ๖ เดือนต่อครั้งหนึ่ง ซึ่งผมก็เกรงว่าถ้าหากเราไม่พัฒนาให้ราคายางพารา มันขยับไปใกล้เคียงกับราคาประกันหรือทะลุราคาประกัน ผมก็เกรงว่าจะเป็นปัญหากับ รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของงบประมาณที่รัฐบาลต้องหามาชดเชยโครงการนี้ เลยฝากเป็นข้อสังเกตไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ