ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือประเด็นการค้าชายแดนผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ ๓ โดยชี้ให้เห็นว่ามูลค่าการค้าลดลงจาก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหลือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากสภาพถนนในประเทศเพื่อนบ้านชำรุด จึงร้องขอให้รัฐบาลเร่งประสานงานเพื่อประโยชน์ในการส่งออกผลไม้ไปยังจีนตอนใต้ นอกจากนี้ ชวลิต วิชยสุทธิ์ ยังหารือประเด็นข้อสังเกตเรื่องอ้อยในรายงานของกรรมาธิการเกี่ยวกับการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตร โดยชี้แจงเหตุผลที่คณะกรรมาธิการแบนสารพิษทั้งสามชนิดเพื่อคุ้มครองสุขอนามัยเกษตรกร ประชาชน และสิ่งแวดล้อมมากกว่าประโยชน์ด้านต้นทุนการผลิต พร้อมเสนอให้ใช้โครงการเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติแทนการใช้สารเคมี และคัดค้านการทบทวนมติแบน 3 สารพิษเนื่องจากเกรงว่าจะสร้างความสับสนทางการเมืองและกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะที่ได้ศึกษางานตามที่ได้รับมอบหมาย จากสภา แล้วนำมารายงานต่อสภาให้สมาชิกได้พิจารณา กระผมมี ๒ ประเด็นที่จะสอบถาม ท่านคณะกรรมาธิการ เวลาอาจจะคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเพราะได้ฟังกรรมาธิการถึง ๒ ชั่วโมงกว่า ด้วยความตั้งใจ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าที่จะถามนี้เป็นสาระจริง ๆ
กระผมได้มีโอกาสไปร่วมรับกรรมาธิการที่เดินทางไปศึกษาดูงานที่จังหวัดนครพนม ข้ามไปประเทศลาว ประเทศเวียดนาม และประเทศจีนตอนใต้โดยผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ ๓ นครพนม-คำม่วน เพื่อดูเส้นทางการส่งผลไม้ของประเทศไทยไปยังประเทศจีนตอนใต้ ผมได้เรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะว่ามูลค่าการค้าชายแดนที่สะพานข้าม แม่น้ำโขงแห่งที่ ๓ นครพนม-คำม่วน ได้พัฒนาขึ้นตามลำดับถึงปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๒ ปีที่ผ่านมาเริ่มลดลงเหลือประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ก็คือน่าจะมาจากสภาพถนนในประเทศเพื่อนบ้านชำรุด จึงได้ฝากท่านประธานนำข้อสังเกต ผ่านสภาไปยังรัฐบาลให้พิจารณาประสานงานเพื่อประโยชน์ในการส่งสินค้า โดยเฉพาะผลไม้ จากประเทศไทยไปยังประเทศจีนตอนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดถ้าผ่านเส้นทางสะพานข้าม แม่น้ำโขงแห่งที่ ๓ แต่จากการอ่านรายงานกระผมยังไม่เห็นข้อสังเกตในเรื่องนี้เนื่องจาก เอกสารหนามากผมอาจจะอ่านไม่พบก็ได้ จึงขอถามท่านประธานเป็นข้อแรกในเรื่องนี้
ในประเด็นที่ ๒ จากการอ่านรายงานของกรรมาธิการในข้อสังเกตเรื่องอ้อย ข้อ ๘.๙ (๗) หน้า ๓๖๒ พบว่า คณะกรรมาธิการได้ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาทบทวนมติ เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ กรณียกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต (Paraquat) และไกลโฟเสต (Glyphosate) ซึ่งสารเคมีทั้ง ๒ ชนิดดังกล่าวคือ ยาฆ่าหญ้า โดยกรรมาธิการเห็นว่ายังเป็นสารเคมีที่มีความจำเป็นต้องใช้ในไร่อ้อยจนกว่า กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาแนว ทางการใช้สารเคมีอื่นจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการผลิตอ้อยเพื่อลดผลกระทบต่อ ต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้มีโอกาสไปทำงาน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม คณะกรรมาธิการ ได้มีมติแบน (Ban) ๓ สารพิษที่ใช้ในภาคเกษตรกรรม ด้วยเหตุผลสำคัญ คือคณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับสุขอนามัยที่ดีของเกษตรกร ประชาชน และ สิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าประโยชน์อื่นใด
ในประการต่อมาคณะกรรมาธิการไม่สนับสนุนการหาสารเคมีใดมาทดแทน แต่มีความเห็นเสนอให้ใช้โครงการเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ เหตุผลสำคัญ ที่คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภค ก็คือกรรมาธิการเชื่อในข้อมูลในแถลงการณ์ของแพทยสภา และสภาเภสัชกรรมได้ออก แถลงการณ์ร่วมกันเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายแบน (Ban) ๓ สารพิษจากข้อมูล การเจ็บป่วย การตายของเกษตรกรและประชาชน ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่เชื่อหมอแล้ว เราจะเชื่อใคร ในเรื่องสุขภาพอนามัยของประชาชนถือเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ในขณะเดียวกันกรรมาธิการที่ผมได้รับมอบหมายก็มิได้ละเลยเกษตรกรที่เคยใช้ยาฆ่าหญ้า จะหาทางเลือกให้เหมาะสมกับเกษตรกรเหล่านี้อย่างไร กรรมาธิการได้ไปศึกษาดูงานเกษตร แปลงใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรอินทรีย์ แต่ประสบความสำเร็จได้ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เป็นคนนำไปเองที่จังหวัดลพบุรีเกษตรแปลงใหญ่ และที่จังหวัดสระบุรีก็เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์นะครับ กรรมาธิการทราบว่ามีผู้ประกอบกิจการโรงงานน้ำตาลไปปลูกอ้อย อินทรีย์ยังประเทศเพื่อนบ้านนับหมื่น ๆ ไร่ จึงน่าจะเป็นข้อสังเกตว่าอ้อยอินทรีย์ก็ทำได้ ท่านประธานที่เคารพครับ มีนวัตกรรมใหม่ทางวิชาการที่กรรมาธิการที่กระผมรับผิดชอบอยู่ โชคดีครับ เมื่อวานมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งท่านอธิการบดีและคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ เดินทางมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการว่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้จะแถลงข่าวเร็ว ๆ นี้เปิดตัว ยาปราบวัชพืช ยาฆ่าหญ้าซึ่งเป็นสารชีวภัณฑ์เป็นอินทรีย์ให้เกษตรกรได้ทราบในเร็ว ๆ นี้ว่า คนไทยสามารถทำได้ราคาถูก เกษตรกรปลอดภัย ผู้บริโภคปลอดภัย สิ่งที่อยากจะเรียนกับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะก็คือ เมื่อเดือนที่ผ่านมากระผมและคณะเดินทาง ไปดูงานที่จังหวัดหนองบัวลำภูเพื่อร่วมผลักดันกับทุกภาคส่วนในจังหวัดหนองบัวลำภู โดยท่าน ส.ส. ไชยา พรหมา ส.ส. อาวุโสของจังหวัดหนองบัวลำภูบอกว่า หนองบัวลำภูโมเดล (Model) จะเกิดขึ้น แปลวิกฤติให้เป็นโอกาส หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่เคยใช้ยาฆ่าหญ้ามาก ท่านประธานครับ เกษตรกรที่มาต้อนรับคณะกรรมาธิการที่นั่งแถวหน้าทั้งหมดขาขาดเกือบหมด เป็นน่าอเนจอนาถ ทุกคนบอกกับผมว่าจะแนะนำลูกหลานไม่ให้ใช้ยาฆ่าหญ้าอีกเป็นอันขาด และขอให้ทางรัฐบาลดูแลเยียวยาเกษตรกรในการเจ็บป่วยด้วย จากการที่กระผมได้ กราบเรียนข้างต้น กระผมจึงไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการในข้อ ๘.๙ (๗) ที่ให้มีการทบทวนการแบนสารพิษพาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเสต (Glyphosate) ถ้าสภานี้ผ่านข้อสังเกตดังกล่าว พรรคการเมืองหลายพรรคที่มีความเห็นควรแบน (Ban) ๓ สารพิษ แต่ ส.ส. ของแต่ละพรรคอาจจะมีความเห็นต่างกับพรรค ต่างกับนโยบายพรรค คงจะสับสนวุ่นวายพอสมควร ถ้า ส.ส. ในแต่ละพรรคได้ผ่าน ได้อ่าน ได้เห็นข้อสังเกตในข้อ ๘.๙ (๗) ที่ให้คงใช้พาราควอต (Paraquat) และไกลโฟเสต (Glyphosate) ที่ให้คงใช้พาราควอต (Paraquat) และไกลโฟเสต (Glyphosate) ผมมั่นใจว่า ส.ส. จำนวนมากที่มีหลักคิดในการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นสำคัญ น่าจะไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตข้อนี้ จึงขอปรึกษากับท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานสภาว่ากรรมาธิการจะทบทวนข้อสังเกต ข้อ ๘.๙ (๗) ได้หรือไม่ อย่างไร โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้และถ้าจะมีการลงมติ ผมก็จะคัดค้านมติในข้อนี้ แต่ผมมั่นใจว่าท่านประธานและคณะคงจะพิจารณาทบทวนในเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ ขอขอบคุณครับ